สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 61 ใช่!

            ตอนที่ตู้โซ่วโซ่วเห็นกู่ซาเขาตกใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าอย่างไร ผู้คนต่างก็ยังกลัวผีตายซากแบบนี้อยู่และตู้โซ่วโซ่วก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เมื่อเห็นกู่ซาที่โผล่มาอยู่ตรงหน้าหอสมุดมายาตู้โซ่วโซ่วแทบจะเข่าทรุดในทันที สุดท้ายกู่ซาไม่ได้เข้ามาในนิกายเบิกสวรรค์เพราะกระดิ่งแก้วแล้วก็ไม่ได้เข้าไปในหอสมุดมายาด้วย นั่นเป็นเพราะมีหอกยักษ์ของเชียวจ่างเฉินกู่ซาจึงหนีออกไปตามถนนด้านนอก

     

            “ทำไมไม่ฆ่ามันเล่า?” ตู้โซ่วโซ่วถาม

     

            อันเจิงเพิ่งจะเริ่มอธิบายแต่กู่เชียนเยว่ที่เอามือไขว้หลังก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ “ข้าก็นึกว่าจะเจอแต่พวกคนฉลาดและมีความรู้รอบตัวที่แท้ก็มีคนโง่อยู่ด้วยนี่นา...กู่ซาไม่ได้น่ากลัวเพราะพลังและความแข็งแรงที่มันมีแต่เป็นเพราะมันมีพิษต่างหาก หากใครฆ่ามันละก็ พิษในร่างกายมันจะกระจายออกไปทั่วเมื่อถึงเวลานั้นเกรงว่าโลกมายาคงเต็มไปด้วยผีดิบแล้วจากนั้นเหล่าผีดิบก็จะออกไปทำลายทีละหมู่บ้าน”

     

            ตู้โซ่วโซ่วหนาวสั่นขึ้นมาทันที “เช่นนั้นเราก็จัดการกับมันไม่ได้สิ?”

     

            กู่เชียนเยว่พูด “มีวิธีจัดการมันอยู่เหมือนกันแต่ก็อันตรายมากเกินไป คนในโลกมายานี้ต่างก็รักตัวกลัวตายกันทั้งนั้นใครจะเสี่ยงอันตรายแบบนี้ออกไปจัดการกู่ซาเล่า? ถึงแม้ว่ากู่ซาจะไม่แข็งแกร่งมากแต่อย่างน้อยมันก็ต้องมีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุอย่างแน่นอน หากไม่ระวังตัวก็อาจถูกทำร้ายจนตายแล้วเรื่องอะไรต้องออกไปรนหาที่เล่า”

     

            ตู้โซ่วโซ่วมองอันเจิงที่กำลังปีนขึ้นกำแพงนิกายอยู่จึงตะโกนออกมาอย่างอดใจไม่ได้ “อย่าออกไปนะ มันอันตรายเกินไป”

     

            อันเจิงพูด “ในโลกมายามีคนธรรมดาอยู่มากมายพวกเขาจะสู้กับกู่ซาได้อย่างไร”

     

            “แต่เจ้าก็สู้มันไม่ไหวหรอกถึงแม้กระดิ่งแก้วจะสามารถฆ่ามันได้ แต่เจ้าจะรับมือกับพิษนั้นอย่างไร?”

     

            “กระดิ่งแก้วเก็บไว้คุ้มครองพวกเจ้าข้าแค่ไปดูสถานการณ์เท่านั้น”

     

            ตู้โซ่วโซ่วเพิ่งเข้าใจที่อันเจิงรีบกลับนิกายเบิกสวรรค์ก็เพราะเป็นห่วงชวีหลิวซีกับคนอื่น ๆ ตอนนี้เขานำกระดิ่งแก้วกลับมาคุ้มครองคนในนิกายไว้แล้วจึงตัดสินใจออกไปจัดการกู่ซาด้วยตัวเอง

     

            “ที่แท้ก็เป็นแค่คนบ้านี่เอง” กู่เชียนเยว่พึมพำออกมา

     

            “หุบปากซะ!” ตู้โซ่วโซ่วตะโกนใส่กู่เชียนเยว่

     

            เขาปีนขึ้นกำแพงตามอันเจิง “อันเจิงเจ้าคิดให้ดีๆ นะ เรื่องนี้อันตรายเกินไปแล้ว”

     

            “อันตรายก็จริง แต่กู่ซาไม่มีสมอง มันอาศัยการรับรู้ระดับพลังเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีพลังมากกว่าตัวเองเท่านั้นในเมื่อเป็นแค่ตัวไร้สมอง ต่อให้มีพลังมากก็ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่ข้าแค่อยากออกไปดูสักหน่อย”

     

            หลังจากพูดจบอันเจิงก็กระโดดลงไปแล้วพุ่งไปตามทางด้านนอกตู้โซ่วโซ่วเห็นดังนั้นก็กระโดดแล้วพุ่งตามอันเจิงออกไปติด ๆ

     

            กู่เชียนเยว่ยักไหล่เล็กน้อย “เขาสองคนบ้าไปแล้ว”

     

            กู่หมานยกมือขึ้นลูบหัว “เด็กสองคนนี้กล้าหาญน่ายกย่องจริง ๆ”

     

            กู่เชียนเยว่ชี้ไปทางสนามซ้อม “ไปเตรียมอาหารเย็นมา!”

     

            ‘อืม’ กู่หมานเปล่งเสียงออกมาแล้วพาพวกเดินไปตามคำสั่ง

     

            กู่เชียนเยว่เพิ่งจะนั่งลงก็หันไปเจอสาวน้อยคนหนึ่งกำลังยืนจ้องนางอย่างดุดัน

     

            “เจ้าคือใคร?” นางถามขึ้น

     

            ชวีหลิวซีตอบกลับอย่างจริงจัง “ชวีหลิวซีแห่งนิกายเบิกสวรรค์”

     

            กู่เชียนเยว่รู้สึกสนใจขึ้นมา “แล้วเจ้าจ้องข้าทำไม?”

     

            ชวีหลิวซีมองไปที่ดวงตาของกู่เชียนเยว่ “ผู้นำนิกายอันไม่ใช่คนบ้าแล้วตู้โซ่วโซ่วก็ไม่ได้บ้าเหมือนกัน เจ้าห้ามพูดแบบนี้เด็ดขาด”

     

            กู่เชียนเยว่ชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็หัวเราะออกมา “ที่แท้เจ้าชอบเขางั้นหรือ คนผอมหรือคนอ้วนเล่า?”

     

            ชวีหลิวซีหน้าแดงขึ้นมาทันที “ข้าเป็นคนของนิกายเบิกสวรรค์เมื่อเจ้าพูดถึงผู้นำนิกายข้าในทางเสีย ๆ หาย ๆ ข้าก็ต้องทนไม่ได้อยู่แล้ว”

     

            กู่เชียนเยว่ล้อเลียน “ชอบก็ชอบสิจะโกหกทำไมกัน เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ? อายุอย่างเจ้าก็เป็นช่วงที่ความรักกำลังพลุ่งพล่านพอดีแต่ถึงอย่างนั้น คนที่เจ้าชอบก็ดูน่าสนใจอยู่เหมือนกันขนาดข้ายังเริ่มรู้สึกชอบเขาเลย เมื่อครู่ข้ากำลังคิดอยู่ว่า จะจับตัวเขากลับไปเป็นสามีข้าเลยดีหรือไม่”

     

            ชวีหลิวซีกระวนกระวายในทันที “เจ้ากล้ารึ!”

     

            “สาวน้อยร้อนใจแล้วสินะดูท่าคงจะชอบเขาเอามาก ๆ เสียด้วย รู้หรือไม่ ยิ่งเป็นของที่คนอื่นชอบมากเท่าไหร่ข้าก็ยิ่งอยากแย่งมามากเท่านั้น”

     

            ชวีหลิวซีเอ่ยปากไล่ทันที “ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้าเชิญออกไปซะ”

     

            กู่เชียนเยว่ต่อปากต่อคำอย่างไม่ยอมแพ้ “ได้สิรอเขากลับมาเมื่อไหร่ ข้าจะพาเขาออกไปเอง”

     

            เด็กสาวทั้งสองเขม่นหน้ากันอย่างดุเดือดแต่ชวีหลิวซีแสดงความโมโหออกมาชัดเจนมากกว่า พูดไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าตลกสิ้นดี ที่เด็กสาวอายุน้อยสองคนมาพูดเรื่องความรักกันเช่นนี้เด็กในวัยนี้ ใครดีมาก็ดีกลับ ความรู้สึกเช่นนี้ก็เป็นแค่ความรู้สึกที่บริสุทธิ์เท่านั้นเองกู่เชียนเยว่ที่เหมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ส่วนชวีหลิวซีก็ยืนจ้องด้วยท่าทางราวกับนักสู้

     

            แน่นอนว่าอันเจิงไม่รู้เรื่องที่ชวีหลิวซีกำลังถกเถียงกับกู่เชียนเยว่อยู่ตอนนี้เขามุ่งความสนใจไปที่กู่ซาเท่านั้น มันมีการเคลื่อนไหวที่แข็งกระด้างแต่กลับรวดเร็วเป็นอย่างมากเมื่อสมัยที่เขาอยู่กรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี มีครั้งหนึ่งจักรวรรดิต้าซีเกิดภัยแล้งแม่น้ำหลายสายเหือดแห้งจึงพบโลงศพอยู่ก้นแม่น้ำหลายโลง คนที่พบเจอเปิดโลงศพออกเพื่อหวังเอาของมีค่าในโลงนั้นผลสุดท้ายกู่ซาจึงถูกปลดปล่อยออกมา

     

            เมื่อคนของกรมตุลาการไปถึงหลายหมู่บ้านก็ถูกทำลายลงแล้ว ครั้งนั้นมีคนตายนับพันคนฉะนั้นอันเจิงจึงคุ้นเคยสถานการณ์แบบนี้เป็นอย่างดี เขารู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรเพียงแต่พลังของอันเจิงในตอนนี้ยังอ่อนแอมากเกินไป

     

            “หากจะต่อกรกับผีตายซากเช่นนี้ จริง ๆแล้วก็มีอยู่หนึ่งวิธี”

     

           อันเจิงวิ่งด้วยความเร็วพลางพูดกับตู้โซ่วโซ่ว “ผีตายซากนั่นไม่สามารถงอเข่าได้มันอาศัยเท้าในการกระโดด ฉะนั้นมันจึงได้แต่กระโดดต่ำ ๆ ไปข้างหน้าอย่างเดียว พวกคนธรรมดาที่ไม่มีพลังก็สามารถหนีโดยการปีนขึ้นที่สูงแต่ทว่ากู่ซามีร่างกายที่แข็งแรงมาก กำแพงบ้านยังถูกมันชนจนแหลกเลยด้วยซ้ำโดยปกติแล้วหากจับผีตายซากเหล่านี้ได้ เพียงแค่เอาเชือกมัดไว้ที่ข้อเท้ามันก็ไม่สามารถกระโดดได้แล้ว”

     

            ตอนนี้ตู้โซ่วโซ่วเชื่ออย่างสนิทใจว่าอันเจิงเคยได้รับลิขิตฟ้ามาก่อนฉะนั้นจึงไม่เคยสงสัยอีกเลยว่าทำไมอันเจิงถึงรู้เรื่องราวมากมายขนาดนี้

     

            “เช่นนั้นเจ้ามีวิธีจัดการมันแล้วใช่หรือไม่?”

     

            “หากมีวิธีก็คงไม่หนีกลับนิกายก่อนหรอก”

     

            “แล้วเจ้าวิ่งออกมาทำไม?”

     

            “เรื่องนี้...ต่อให้ไม่มีวิธีอย่างไรก็ต้องสู้แล้วล่ะ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าอันเจิงเป็นวีรบุรุษของโลกใบนี้ขึ้นมาทันทีวีรบุรุษในฝันของตู้โซ่วโซ่วแต่เดิมเป็นชายตัวสูงใหญ่ที่สวมชุดเกราะและถือหอกยาวสามารถรับมือกับทหารนับพันคนได้ หรือไม่ก็เป็นชายใส่ชุดขาวพลิ้วไหวที่ถือดาบเล่มใหญ่ออกเดินทางไปทั่วหล้าเพื่อกำจัดปีศาจร้ายในความเป็นจริงอันเจิงอยู่ห่างจากภาพฝันของเขามากแต่ตอนนี้ตู้โซ่วโซ่วกลับรู้สึกว่าอันเจิงตัวสูงใหญ่และเป็นเหมือนวีรบุรุษในฝันของเขา

     

            ผู้คนมากมายที่อยู่บนถนนต่างตกใจและหนีกลับบ้านกันจนหมดแต่กู่ซาก็ยังคงกระโดดไปมาอยู่อย่างนั้นราวกับไม่มีจุดหมาย หลังจากกระโดดอยู่ครู่ใหญ่มันก็ยืนนิ่งแล้วมองไปรอบด้านเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่

     

           ตู้โซ่วโซ่วกับอันเจิงหลบอยู่หลังกำแพงมุมหนึ่ง เขาถามอันเจิงว่า “ข้าได้ยินมาว่าผีตายโหงแบบนี้จะชอบกินสมองเด็กหากกินครบหนึ่งร้อยคนร่างกายมันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งจริงหรือ”

     

            อันเจิงพยักหน้า “ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกันแต่ยังไม่เคยเห็นเองกับตาทว่าพวกมันไม่ชอบกินคนผอมหรอกนะ เพราะไม่อร่อย แต่ชอบกินคนอ้วนอย่างเจ้ามากกว่า”

     

            สีหน้าของตู้โซ่วโซ่วเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที“เจ้าพูดจริงรึ?”

     

            อันเจิงหัวเราะเบา ๆ และลากตัวตู้โซ่วโซ่วกลับมากู่ซายืนอยู่ครู่ใหญ่แล้วก็กระโดดไปด้านหน้าต่อ

     

            อันเจิงและตู้โซ่วโซ่ววิ่งตามแนวกำแพงออกไปหลังจากที่วิ่งไปได้หลายร้อยเมตรก็เห็นมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังตรงเข้ามานั่นเป็นเหล่ายอดฝีมือในโรงจวี้ฉ่างนั่นเอง จวงเฟยเฟยเปลี่ยนชุดใหม่และถอดผ้าปิดหน้าออกแล้วด้วยนางช่างสวยและสง่างามนัก แต่เวลานี้ใบหน้านางเต็มไปด้วยความโกรธแค้นคงเป็นเพราะกู่ซาฆ่าคนในโรงจวี้ฉ่างไปมาก จึงทำให้นางเลือดร้อนอย่างนี้

     

            “จับมันไว้!”

     

            หลังจากจวงเฟยเฟยคำรามยอดฝีมือกว่าสิบคนก็พุ่งออกไป ในมือพวกเขาถือเชือกเส้นใหญ่เอาไว้แล้วพุ่งออกไปล้อมกู่ซาหวังจะจับมันให้ได้

     

            กู่ซาอ้าปากและคำรามออกมา เป็นเสียงเสียดหูที่ฟังแล้วน่าขนลุกนักทว่ายอดฝีมือในโรงจวี้ฉ่างก็มีพลังที่ยอดเยี่ยมและมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว

     

            กู่ซามีพละกำลังมหาศาล ถึงแม้ตอนแรกพวกเขาจะมัดมันไว้ได้อย่างราบรื่นแต่เพียงแค่มันหมุนตัวกลับ ก็สามารถกระแทกยอดฝีมือสี่ห้าคนจนกระเด็นออกไปและทันทีที่พวกเขาล้มลงกู่ซาก็ฟาดฝ่ามือลงไปอย่างแรง ทำให้ทุกคนหัวแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี

     

            “ให้ตายสิ!”

     

            ทันใดนั้น มีผู้เฒ่าสวมชุดดำปรากฏตัวออกมาจากด้านหลังของจวงเฟยเฟยเขาชี้มือไปข้างหน้า มีลำแสงพุ่งออกมาจากกลางมือนั่นด้วยความเร็วและแทงไปกลางหน้าผากของกู่ซา

     

            “ดาบวิเศษ!”

     

            ตู้โซ่วโซ่วเบิกตาโตทันที “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นยอดฝีมือใช้ดาบวิเศษที่ลอยได้”

     

            ดาบแหลมคมปักลงกลางหน้าผากของกู่ซาแต่กลับแทงไม่เข้าเลยสักนิดดาบนั่นกระเด็นออกมาทันที ผู้เฒ่าท่านนั้นยังไม่ทันเรียกดาบกลับมา กู่ซาก็จับดาบเข้าปากแล้วเคี้ยวจนแหลกละเอียดอันเจิงดูออกว่าดาบนั่นมีพลังอยู่ในระดับสีเขียว แต่ก็ถูกกู่ซาทำลายไปเสียแล้วเมื่อกู่ซาอ้าปากและพ่นเศษดาบเหล่านั้นออกมา เศษดาบได้พุ่งออกไปทิ่มแทงคนอื่น ๆ ราวกับลูกธนูจากนั้นกลางหน้าอกของพวกเขาก็ระเบิดออกในทันที

     

            ตู้โซ่วโซ่วดึงอันเจิง “เรารีบกลับกันเถอะขนาดคนในโรงจวี้ฉ่างยังจัดการมันไม่ได้เลย เราก็คงไม่ไหวหรอก”

     

            “ไหวสิ”

     

            อันเจิงจ้องไปที่กู่ซา “การเคลื่อนไหวทุกอย่างของมันมาจากปฏิกิริยาทางร่างกายเท่านั้นไม่ได้สั่งการมาจากสมอง ฉะนั้น ไม่ว่ามันจะไปทางไหน ระยะทางที่มันกระโดดออกไปจะเท่ากันหมดทุกก้าวแม้กระทั่งเวลาที่มันกำลังต่อสู้อยู่ก็ตาม ระยะการกระโดดก็ยังคงเท่าเดิม”

     

            “แล้วอย่างไร?”ตู้โซ่วโซ่วก็ยังไม่เข้าใจความหมายของอันเจิงอยู่ดี

     

            อันเจิงกลับพุ่งออกไปอย่างเฉียบพลัน “ก็จะจัดการมันได้ง่ายอย่างไรเล่า”

     

            ผู้เฒ่าชุดดำถูกทำลายอาวุธคู่กาย สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันทีผู้ฝึกพลังวัตรกับอาวุธประจำตัวจะมีความเชื่อมโยงถึงกัน หากอาวุธถูกทำลายผู้ฝึกพลังวัตรก็จะได้รับบาดเจ็บไปด้วย ผู้เฒ่าพุ่งตัวออกไปอย่างกะทันหันและมีประกายแสงออกมาจากมือของเขา“ข้าจะตายไปพร้อมกับเจ้าเอง!”

     

            จวงเฟยเฟยตะโกนขึ้น “ฆ่ามันไม่ได้นะกู่ซาสามารถนำไปฝึกเป็นโอสถวิญญาณได้!”

     

            ร่างกายของผู้เฒ่าชุดดำแข็งกระด้างในทันทีเขาพูดความรู้สึกในใจออกมา “ท่านไม่ได้ห่วงความเป็นความตายของข้าเลยแม้แต่น้อย ในใจตอนนี้ยังนึกเสียดายตัวกู่ซาอีกรึ”

     

            เขาตะโกนเสียงดังและฟาดฝ่ามือไปที่กลางหน้าอกของกู่ซา

     

            สีหน้าของจวงเฟยเฟยเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องมีความรู้สึกผิดบางเบาอยู่ในแววตาคู่นั้น

     

            เพราะพลังเฮือกสุดท้ายของร่างกายจะมีอานุภาพมากที่สุดฝ่ามือของผู้เฒ่าชุดดำฟาดลงไปอย่างจัง แต่ร่างของกู่ซาแข็งแกร่งเกินไปจึงไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อยกู่ซาซัดฝ่ามือซ้ายออกไปด้วยความรวดเร็ว แขนนั่นทะลุตัวของผู้เฒ่าชุดดำออกไปกู่ซายังคงกระโดดไปข้างหน้าเรื่อย ๆ โดยที่แขนซ้ายก็ยังห้อยร่างของผู้เฒ่าชุดดำเอาไว้อย่างนั้นเมื่อกระโดดออกไปข้างหน้า เลือดก็ไหลไปตามทาง

     

            ขณะที่กู่ซากระโดดออกไปนั้น อันเจิงคำนวณระยะห่างและโยนก้อนหินออกไปหนึ่งก้อนตำแหน่งที่ก้อนหินหล่นอยู่ตรงกับตำแหน่งที่กู่ซาจะเหยียบพอดี เมื่อเท้าของมันเหยียบลงบนก้อนหินทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้แล้วล้มลง

     

            อันเจิงพุ่งออกไปราวกับเสือร้ายทันใดนั้นก็พลิกมือขึ้น ในมือมีปิ่นแมลงปอทับทิมอยู่ เขากระโดดพุ่งตัวขึ้นฟ้า ตุบ!อันเจิงเหยียบอยู่บนหลังกู่ซา ปิ่นแมลงปอทับทิมในมือกลายเป็นกริชที่แหลมคมจากนั้นก็ปักลงไปบนหลังหัวของกู่ซาจนทะลุด้านหน้าหลายรู

     

            แต่!

     

            หัวของกู่ซากลับมีแต่ความว่างเปล่า!

     

            อันเจิงรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจเขาจึงหมุนข้อมือหวังใช้ปิ่นแมลงปอทับทิมตัดหัวของกู่ซาทว่าอันเจิงยังไม่ทันได้ลงมือ กู่ซาก็ยืนขึ้นแล้วกระแทกอันเจิงจนกระเด็นออกไป

     

            กู่ซาหัวบิดเบี้ยวและยืนอยู่ตรงนั้นมันมีท่าทางที่แปลกประหลาด

     

            อันเจิงใช้มือทั้งสองยันพื้นเพื่อหยุดการไถลและมองกู่ซาอย่างระมัดระวัง

     

            จวงเฟยเฟยตะโกนไปทางอันเจิง “อย่าฆ่ามันของนั่นมีประโยชน์มาก”

     

            อันเจิงเปล่งเสียงเย็นยะเยือก “ข้ารู้ แต่มันฆ่าคนมามากเกินไปแล้ว”

     

            ขณะที่จวงเฟยเฟยอ้าปากจะพูดต่อกู่ซาก็พุ่งตรงไปที่นางแล้ว

     

            ทันใดนั้น องครักษ์ของจวงเฟยเฟยก็พุ่งออกไปแต่เป็นเพราะพวกเขาไม่กล้าฆ่ามัน จึงถูกมันฆ่าตายไปหลายคน

     

            อันเจิงยืนนิ่งแล้วจ้องจวงเฟยเฟย “มันมีค่ามากกว่าชีวิตคนอีกหรือ?”

     

            จวงเฟยเฟยรู้ว่าอันเจิงกำลังดูถูกตนอยู่แต่นางก็กัดฟันแล้วพยักหน้า “ใช่!”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844