
ผู้สมัครคนแรกของวันเป็ควาย
เมษามาถึง อบต. ตอนเจ็ดโมงครึ่ง พบคนต่อแถวั้แ่หน้าประตูไปถึงต้นหูกวาง และพบเ้าทองดียืนเคี้ยวหญ้าอยู่หัวแถวอย่างสงบ ใบสมัครถูกหนีบไว้กับเชือกคล้องคอ ช่องลายเซ็นมีรอยกีบเปื้อนโคลน ส่วนเหตุผลประกอบการเสนอชื่อเขียนด้วยลายมือของลุงเพิ่มว่า
อดทนกว่าคนทั้งหมู่บ้าน ไม่พูดมาก และไม่เคยขอขึ้นเงินเดือน
“คุณสมบัติข้อสุดท้ายอาจทำให้ผ่านการพิจารณาจริง ๆ ก็ได้นะ” นนท์พูด เขายืนถ่ายตัวเองโดยหันกล้องไม่ให้ติดหน้าคนในแถว “ตอนนี้เรามีผู้สมัครสี่ขาเป็คนแรก—ไม่สิ เป็รายแรกครับ ต้องใช้ถ้อยคำครอบคลุม”
เมษาดึงใบสมัครออกจากเชือก “นี่ไม่ใช่ใบสมัคร”
“หัวกระดาษเขียนว่าใบสมัครเป็เทพ” ลุงเพิ่มแย้ง
“นั่นไม่ใช่แบบที่ อบต. ออกค่ะ”
“ก็เมื่อคืนปู่คงประกาศเองว่ารับคนใหม่ ชาวบ้านเลยช่วยกันทำแบบให้ก่อน ราชการจะได้ไม่ช้า”
แบบฟอร์มทำเองอีกยี่สิบกว่าใบยื่นมาตรงหน้าเมษา บางใบเสนอเ้าของรีสอร์ต บางใบเสนอพระเอกละครที่เกิดจังหวัดเดียวกัน ใบหนึ่งเสนอครูใบตองด้วยเหตุผลว่า “ยังไม่มีครอบครัว จะได้ไม่ติดภาระ” และถูกปากกาสีแดงเขียนทับว่า “นั่นแหละคือการโยนภาระ” โดยไม่ลงชื่อผู้แก้
เมษามองนาฬิกานับถอยหลังบนเอกสารเมื่อคืน ตัวเลขลดลงเองตรงเวลาเจ็ดโมงสามสิบเอ็ด ทั้งที่หมึกควรแห้งไปนานแล้ว
เธอวางเอกสารคว่ำ
“ทุกคนคะ การเสนอชื่อไม่เท่ากับการสมัคร และการสมัครไม่เท่ากับการยินยอมรับหน้าที่ กรุณารอแบบทางการก่อนค่ะ”
“แล้วควายยินยอมยังไง” เด็กคนเดิมจากเมื่อคืนถาม
“นั่นเป็อีกเหตุผลที่เราไม่รับใบนี้”
เ้าทองดีสะบัดหางเหมือนคัดค้าน
เมษาเปิดประตูสำนักงาน จุดรับสมัครเทพแห่งแรกของประเทศ—และอาจเป็แห่งสุดท้าย—เริ่มทำงานเวลาเจ็ดโมงสามสิบห้านาที โดยไม่มีระเบียบรองรับ ไม่มีงบประมาณ และไม่มีใครตอบได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งขึ้นตรงต่อหน่วยงานใด
เธอเปลี่ยนชื่อเอกสารก่อนเป็อย่างแรก
จาก “ใบสมัครเป็เทพ” เป็ “แบบแสดงความสนใจรับหน้าที่ผู้ดูแลพันธสัญญาชุมชน”
ใต้หัวข้อ เธอพิมพ์ตัวหนาว่า
เอกสารนี้ไม่ถือเป็การยินยอมรับตำแหน่ง ผู้แสดงความสนใจมีสิทธิ์ถอนตัวหลังได้รับข้อมูลภาระทั้งหมด
ปู่คงอ่านผ่านลำโพงประกาศหน้า อบต. ทั้งที่สวิตช์ยังปิด
“ชื่อยาวขนาดนี้ คนกรอกเสร็จข้าคงเกษียณไปแล้ว”
เมษาไม่เงยหน้า “ถ้าจะให้ความเห็น กรุณามาให้เห็นตัวค่ะ”
“เมื่อวานเห็นแล้วยังไม่เชื่อ วันนี้ไม่เห็นจะต่างตรงไหน”
“ต่างตรงบันทึกการประชุมค่ะ”
เสียงหัวเราะแหบดังจากลำโพง แล้วเครื่องพิมพ์ก็ดึงกระดาษเปล่าเข้าไปหนึ่งแผ่น เมษารีบวางมือบนถาด
“ห้ามแก้เอกสารโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“เพิ่มคำถามเดียว”
กระดาษไหลออกมา ด้านล่างช่องประสบการณ์ทำงานมีตัวหนังสือเพิ่มขึ้น
หากไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น และไม่มีใครขอบคุณ ท่านจะยังทำหน้าที่หรือไม่
เมษาอ่านซ้ำ
“คำตอบตรวจสอบไม่ได้”
“แต่จริงกว่าช่องอื่นทั้งหมด” ปู่คงตอบ
เธอเก็บคำถามไว้
ตอนสิบโมง จุดรับแบบฟอร์มถูกแบ่งเป็สามโต๊ะ ใบตองรับฟังเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ไม่ถนัดเขียน นนท์ช่วยกรองใบเสนอชื่อเล่นจากแบบออนไลน์ ส่วนยายแสงนั่งกอดอกอยู่โต๊ะตรวจประวัติ ทั้งที่ยืนยันว่าไม่ได้มาช่วย
“ช่องภาระผูกพัน” เมษาถามลำโพง “คุณตอบว่า ‘มีทั้งหมู่บ้าน’ ใช้ตรวจสอบไม่ได้ค่ะ”
“แต่เป็คำตอบจริงที่สุดในกระดาษของเอ็ง”
“หนี้สิน?”
“ของแก้บนสามร้อยสิบเจ็ดรายการ ไก่ต้มที่ไม่มาส่งอีกสิบสอง”
“สุขภาพ?”
ลำโพงเงียบไป
แม่ใหญ่บัวซึ่งยกน้ำชามาวางใต้เสาเงยหน้ารอ
“ใครเอาน้ำมาวาง” ปู่คงถาม
รอยยิ้มของแม่ใหญ่บัวค้างอยู่ครู่หนึ่ง “บัวเอง”
“ข้ารู้” เขาตอบเร็ว “ถามให้เ้าหน้าที่ลงบันทึก”
เมษาจดเวลาไว้ข้างแบบฟอร์มโดยไม่อธิบายว่าจดอะไร
คนที่มาต่อแถวแทบไม่มีใคร้าเป็เทพ พวกเขา้าฝากเื่ให้เทพคนใหม่มากกว่า บ้านหนึ่งขอฝน อีกบ้านขอไม่ให้ฝนตกวันแต่งงาน คนขายปลาอยากให้ตลาดคึกคัก คนอยู่หลังตลาดอยากให้ตลาดเลิกส่งเสียงก่อนเที่ยงคืน
เมษาแยกกระดาษเป็กอง: หน้าที่ อบต. หน้าที่ประปา เื่ส่วนตัว เื่พิธี และเื่ที่ยังจำแนกไม่ได้
“น้ำบ้านฉันเหม็นค่ะ” หญิงผอมคนหนึ่งบอก
“กรอกคำร้องประปาโต๊ะขวาได้เลยค่ะ”
“เมื่อคืนมันเคาะใต้พื้นด้วย”
เมษาชะงัก “อะไรเคาะ”
“น้ำมั้ง สามที หยุด แล้วสามที บ้านฉันอยู่ปลายท่อ เปิดก๊อกทุกเช้าก็มีแต่ลม”
“ทำไมไม่บอกั้แ่แรก”
หญิงคนนั้นมองกองกระดาษ “ก็บอกว่าน้ำเหม็นแล้วไงคะ”
ที่โต๊ะใบตอง เด็กนักเรียนสองคนวาดรูปปลาใต้พื้นห้องเก็บของ ภารโรงบอกว่าท่อข้างโรงเรียนสั่นตอนกลางคืน ชาวนาจากอีกโต๊ะยืนยันว่าแรงดันน้ำฝั่งตลาดสูงผิดปกติ แต่น้ำไปไม่ถึงร่องด้านตะวันตก
เมษานำคำร้องทั้งหมดวางบนแผนที่ นนท์ช่วยปักจุดจากแบบออนไลน์ ยายแสงเลื่อนหมุดบ้านผู้ป่วยติดเตียงสามหลังไปไว้เหนือแนวท่อปลายสายโดยไม่ต้องเปิดรายชื่อ
“ยายรู้แนวท่อได้ยังไง” เมษาถาม
“ตอนเขาวางท่อ เอ็งยังไม่เกิด”
“แผนนี้แก้เมื่อสิบปีก่อนค่ะ”
“น้ำจำทางเก่าดีกว่าคนเขียนแผนใหม่”
จุดร้องเรียนทุกจุดไล่กลับมาใต้ถนนใกล้โรงเรียน
“ไปดูพื้นที่ค่ะ” เมษาพับแผนที่ “แบบฟอร์มหยุดรับชั่วคราว”
“แล้วควายล่ะ” ลุงเพิ่มถาม
“ยังไม่ผ่านการตรวจเอกสารค่ะ”
เ้าทองดีเคี้ยวต่ออย่างไม่เดือดร้อน
พื้นข้างโรงเรียนแห้ง แต่กำแพงห้องเก็บของมีรอยชื้นสูงถึงหัวเข่า ใบตองคุกเข่าฟังเด็กที่พูดพร้อมกันสามคน ก่อนแยกพวกเขาไปอยู่ใต้ต้นไม้และขอให้วาดทางที่ใช้เดินไปบ้านตายาย
“พาเด็กออกจากอาคารก่อน” เธอบอก “ภารโรงบอกว่ากลิ่นไหม้มาจากห้องไฟ”
นนท์ยกโทรศัพท์ถ่ายรอยชื้น แล้วลดลงเมื่อหญิงเ้าของบ้านปลายท่อเดินเข้ากรอบ เขาหันกล้องเข้าหาตัวเองแทน
“ใครอยู่ใกล้โรงเรียนหนองม่วน มีจอบ ประแจ หรือรถขนน้ำ มาช่วยที่ลานหลังอาคารครับ ไม่ต้องเข้าพื้นที่กั้น และไม่ต้องถ่ายบ้านผู้ป่วย”
“ยังไม่ได้อนุมัติประกาศ” เมษาว่า
“ถ้ารอหนังสือ น้ำคงอ่านจบก่อนเรา”
เธออยากเถียง แต่โทรศัพท์ของนนท์เริ่มดังจากคนที่ตอบรับจะนำเครื่องมือมา
ยายแสงฉีกใบเปล่าที่มีคนนำมายื่นให้แกเป็สี่ส่วน ใช้ด้านหลังเขียนรายชื่อบ้าน ยา และจำนวนถังน้ำ
“ยาย นั่นเป็เอกสาร”
“กระดาษมีไว้ใช้กับเื่ที่เร่งกว่า”
เสียงกระแทกดังจากใต้ถนนสามครั้ง
น้ำขุ่นพุ่งออกจากข้อต่อข้างกำแพง ไม่ได้ไหลย้อนขึ้นเนินหรือฝืนธรรมชาติ แต่มากพอให้ร่องระบายที่อุดด้วยดินและถุงพลาสติกเอ่อภายในไม่กี่นาที น้ำมุ่งไปทางห้องเก็บของซึ่งอยู่ต่ำกว่าลาน และจากนั้นคือห้องไฟ
เมษาสั่งตัดไฟอาคาร ให้ใบตองพาเด็กออกจากแนวต่ำ ให้นนท์ส่งพิกัดรถน้ำ และให้ยายแสงจัดลำดับบ้านที่ต้องได้น้ำสำรอง
ทุกคนเริ่มลงมือพร้อมกันจนคำสั่งชนกันเอง
“หยุด!” เมษาะโ “ทีละคน—”
“เอ็งกำลังหาผู้สืบทอดหรือหาลูกน้อง” เสียงปู่คงดังจากวิทยุรถประชาสัมพันธ์ที่จอดอยู่ “ฟังคนปลายท่อก่อน”
“ถ้ารู้ก็พูดตำแหน่งวาล์วมาเลยค่ะ”
เงียบ
“ปู่คง?”
“มันอยู่ข้างบ้าน...” เสียงเขาเบาลง “บ้านใครนะ”
เมษากำวิทยุแน่น “ไม่ต้องช่วยค่ะ”
“เอ็งแน่ใจ?”
“ไม่ค่ะ แต่เราจะลองเอง”
“เธอฟังเพื่อจะสั่งอยู่ เมษา” ใบตองะโมาจากแนวกระสอบ “ลองฟังว่าเขารู้อะไร”
เมษาเกือบตอบว่าเธอกำลังทำอย่างนั้น แต่หยุดตัวเอง เธอวางสมุดลงและถามทีละคน
ภารโรงรู้ว่าวาล์วเก่าถูกเทปูนทับตรงไหน เด็กคนหนึ่งจำได้ว่ามีฝาเหล็กอยู่หลังพุ่มเข็ม ชาวนารู้ว่าต้องเปิดร่องใดไม่ให้น้ำลงนาข้าวอ่อน นนท์ทำแผนที่จุดรับน้ำแบบไม่ลงชื่อผู้ป่วย ใบตองแบ่งคนไปช่วยแทนการแบกกระสอบทุกใบเอง ยายแสงบอกจำนวนถังที่แต่ละบ้าน้า แต่เมษาบังคับให้แกถามเ้าของบ้านก่อนแทนการตัดสินให้ทั้งหมด
เมื่อเปิดฝาวาล์ว พวกเขาพบเศษตะกอน รากไม้ และพลาสติกอัดแน่นอยู่ในท่อ สาเหตุธรรมดาพอจะเขียนรายงานได้ แต่จังหวะที่มันเผยตัวตรงกับคนซึ่งไม่มีใครฟังพอดีเกินไป
ร่องแรกที่พวกเขาจะเปิดพุ่งตรงสู่นาข้าวอ่อน ลุงเ้าของนายืนยันว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ปล่อยน้ำเสียลงแปลงเขา เสียงโทษกันระหว่างบ้านต้นสายกับปลายสายดังขึ้นอีกครั้ง เมษาต้องหยุดงาน ให้ชาวนา ภารโรง และยายแสงลากเส้นทางใหม่บนดิน แล้วให้นนท์ประกาศหาผ้าใบกับเครื่องสูบแทนการเปิดร่องทางลัด
ชาวบ้านช่วยกันล้างท่อ เปิดทางระบายใหม่ และขนน้ำสำรองกว่าสองชั่วโมง น้ำเข้าห้องเก็บของจนกล่องแบบเรียนเสียไปหลายลัง แต่ไม่ถึงห้องไฟ ไม่มีใคราเ็ และแรงดันปลายสายกลับมาก่อนบ่ายสาม
เมษานั่งบนขอบฟุตบาท เปื้อนโคลนถึงเข่า มองใบตองคุกเข่าคุยกับเด็ก นนท์ยืนรับคำต่อว่าจากคนที่ไม่พอใจประกาศฉุกเฉิน ยายแสงเดินตรวจว่ายาของใครขาดโดยไม่รอให้เรียก
“สามคน” ปู่คงพูดจากวิทยุ
“สามวิธี” เมษาแก้ “ยังไม่มีผู้สมัคร”
“เอ็งก็ทำหน้าที่เหมือนกัน”
“ฉันทำหน้าที่เ้าหน้าที่ ต่างกันตรงมีเวลาพักกับเงินเดือน”
“มีจริงหรือ”
เมษาไม่มีคำตอบที่ไม่ทำให้ปู่คงชนะ จึงปิดวิทยุ
เย็นนั้น แบบเสนอชื่อวางเต็มโต๊ะ ใบตองมีมากที่สุด รองลงมาคือนนท์และยายแสง มีชื่อเมษาปะปนอยู่เจ็ดใบ เธอประทับข้อความสีแดงทุกใบว่า
ไม่ยินยอมให้พิจารณา — ผู้ประสานงาน
ใบตองมองชื่อของตน “ถ้าไม่มีใครจริง ๆ ฉันค่อย...”
“นั่นไม่ใช่คำว่ายินยอม” เมษาพูด
“ฉันรู้”
นนท์ถามว่า ถ้ารับตำแหน่งแล้วยังทำช่องต่อได้ไหม เมษาตอบว่าไม่มีใครมีข้อมูลพอจะตอบ ยายแสงเขียนชื่อตนลงในใบหนึ่ง จ้องอยู่ครู่ใหญ่ แล้วขีดทิ้งจนกระดาษเกือบขาด
เมษานับเอกสารอีกครั้ง ใบตอง นนท์ และยายแสงคือสามชื่อที่ทั้งผ่านการตรวจเบื้องต้นและแสดงให้เห็นวิธีรับผิดชอบในวิกฤต ส่วนใบที่เสนอชื่อเมษาถูกแยกออกทั้งหมด เธอเขียนกำกับสามชื่อว่า “เรียกสัมภาษณ์ข้อมูล—ไม่ใช่บัญชีผู้สมัคร” เพราะช่อง “ข้าพเ้ายินยอมโดยสมัครใจ” ยังว่างทุกใบ
เธอเพิ่มข้อความในแบบฟอร์มฉบับใหม่:
ห้ามลงมติหรือแต่งตั้งก่อนเปิดเผยภาระทั้งหมด ผู้ถูกเสนอชื่อมีสิทธิ์ปฏิเสธโดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผล
“เซ็นรับรองค่ะ” เมษาวางแบบไว้บนแท่นศาลตอนห้าโมงเย็น นาฬิกาบนโทรศัพท์เดินไปถึง 17:17 ขณะที่ปู่คงอ่านบรรทัดสุดท้าย
คราบชื้นลามจากรอยร้าวขึ้นมาถึงฐานรูปสลัก ทั้งที่ฝนยังไม่ตก ปู่คงปรากฏเป็เงาจางกว่าวันก่อน เขาอ่านทุกบรรทัดช้า ๆ แล้วหยุดตรงช่องชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิม
“ฉันรับประสานงาน” เมษาย้ำ “ไม่ได้รับ่เป็เทพนะคะ”
“ตอนนี้ยัง”
“ขีดคำว่า ‘ตอนนี้’ ออกค่ะ”
ปู่คงหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ได้จับปากกา เขามองเลยเมษาไปทางหนอง มองตลาด โรงเรียน และหลังคาบ้านที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีทองใต้แสงเย็น
จากนั้นเขาถามอย่างสุภาพว่า
“แม่หนู...ที่นี่เรียกบ้านอะไรนะ”
เสียงน้ำกระทบตลิ่งดังขึ้นสามครั้ง ทั้งที่ผิวน้ำเรียบและลมสงบ
บนเอกสารในมือเมษา ตัวเลขนับถอยหลังวูบหายไปหนึ่งนาทีเต็ม ก่อนกลับมาเป็เวลาที่ควรจะเหลือ ราวกับสิ่งที่นับเวลาอยู่ลืมไปชั่วขณะว่าต้องนับต่อจากตรงไหน
เมษามองช่องลายเซ็นที่ยังว่าง แล้วเพิ่งเข้าใจว่าเจ็ดวันไม่ใช่เพียงกำหนดส่งงาน
คนที่เธอต้องพึ่งให้บอกวิธีส่งมอบกำลังลืมคำตอบก่อนหมดเวลา
และเมื่อสิ้นวันที่สอง เมษามีรายชื่อครบสามชื่อ
แต่ยังไม่มีผู้สมัครแม้แต่คนเดียว