สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 102 ยอดฝีมืออีกคน

            องค์หญิงก้มมองขวดเล็กๆ สีม่วงที่ตกอยู่บนพื้นหญ้าราวกับคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทันใดนั้นนางก็เกิดความรู้สึกอยากจะหัวเราะขึ้นมา องค์ราชาอาณาจักรเล็กๆ คนนี้ นิสัยช่างป่าเถื่อนยิ่ง

            แต่ชั่วพริบตา ใบหน้าขององค์หญิงก็ค่อยๆ กลับมาสงบนิ่ง

            สำหรับนางแล้ว ตั้งแต่วันเกิดตอนอายุครบสิบสองปีวันนั้น ตอนที่นางได้เห็นกับตาว่าสาวใช้ที่ตามรับใช้นางมานานหลายปีถูกพี่ชายคนนั้นสังหารอย่างเหี้ยมโหดเพียงเพราะพูดจาผิดหูจนทำให้เขาโกรธโดยที่นางไม่มีกำลังพอที่จะช่วยเหลืออะไรได้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางมักจะแสดงท่าทางเย็นชาเหมือนน้ำแข็งกับคนอื่นๆจนกลายเป็นความเคยชินสำหรับนาง ไม่ว่าเมื่อไรนางมักจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาการจำเป็นต้องรักษากิริยาท่าทางเย็นชาไว้

            เพราะท่าทางแบบนี้จะทำให้นางดูแข็งแกร่งขึ้น

            และทำให้คนที่บังอาจยั่วโมโหตัวเองต้องหวาดกลัว

            พระเจ้าได้มอบประสบการณ์ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใครให้แก่นาง ทั้งยังมอบมันสมองอันชาญฉลาดให้แก่นาง แต่กลับช่วงชิงสิทธิที่จะใช้ชีวิตในฐานะคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดีของนางไปทุกเที่ยงคืนของทุกวัน ยามที่ดวงดาวอ้างว้างและโดดเดี่ยวความเจ็บปวดที่ไม่รู้จบจะคอยเคี่ยวกรำร่างกายและจิตใจของนางจนเกือบตาย...แต่ถึงทนมาได้สุดท้ายก็ถูกแพทย์หลวงในพระราชวังวินิจฉัยว่านางจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งปีนางไม่เคยแสดงท่าทางเจ็บปวดใดๆ ไม่ว่าต่อหน้าใคร แม้แต่ตอนที่นางอยู่ตามลำพังในพระราชวังก็ยังไม่กล้าที่จะผ่อนคลายตัวเองเลย

            แต่วันนี้กลับเกิดเรื่องเหนือความคาดหมาย

            ในตอนนั้น ภายใต้แสงอาทิตย์สีทอง นางถูกท่าทางง่วงงุนขององค์ราชาคนนี้ปัดฝุ่นความทรงจำที่ฝังอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจมานานขึ้นมา ภาพนั้นทำให้นางนึกถึงช่วงบ่ายเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง...นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนางถึงได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเป็นครั้งแรกแล้วมาทำอะไรเหมือนเด็กๆ กับองค์ราชาอาณาจักรเล็กๆ คนนี้และตอนที่เขาเผชิญหน้ากับเหล่าผู้คุ้มกันที่ซ่อนตัวอยู่มันก็เป็นครั้งแรกที่นางได้เผยท่าทางที่ไม่สมกับเป็นตัวเองมากเกินไป

            หรือนี่จะเป็นครั้งแรกที่จะเอาแต่ใจตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย?

            นิ้วมือขององค์หญิงเคาะบนโต๊ะหินเบาๆ

            สายตาของนางก้มต่ำลง

            มองไปยังขวดสีม่วงเล็กๆ ที่ถูกซุนเฟยโยนลงบนพื้นมันนอนอยู่เงียบๆ บนพื้นหญ้า บนตัวขวดมีแสงสว่างสีสันแวววาว

            ลังเลอยู่หลายวินาที แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้จับผลัดจับพลูทำไปโดยไม่รู้ตัว

            มุมปากของนางโค้งขึ้นมาอย่างเย็นชาตามนิสัยก่อนจะก้มลงไปเก็บขวดเล็กๆ ขึ้นมาแล้วแกว่งไปมาจากนั้นก็เงยหน้ามองของเหลวลึกลับสีม่วงที่อยู่ด้านใน ก่อนจะเปิดฝาแล้วดมเบาๆมันมีกลิ่นแปลกๆ ลอยออกมากลิ่นที่ลอยเข้าจมูกจู่ๆ ก็ทำให้ร่างของนางรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            องค์หญิงนาตาชาปิดฝาขวดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ในใจกลับคิดอย่างไม่ได้ตั้งใจว่า หรือว่า...มันจะได้ผลจริงๆ?

            “ไอ้คนหยาบคายแบบนี้ ทำไมองค์หญิงถึงไม่ให้สังหารมัน?”

            จู่ๆ ก็มีเสียงลอยขึ้นมาอย่างเงียบๆ ข้างหู

            ในตอนนั้นเองก็มีเปลวไฟสีม่วงแหวกอากาศออกมา ชั่วพริบตาที่เปลวไฟสีม่วงจางหายไป ก็เห็นร่างหญิงสาวที่งดงามสวมชุดสีม่วงคนหนึ่งปรากฏขึ้นมายืนอยู่ข้างกายของนาตาชา

            รูปร่างของนางดูเพรียวสูง ขาเรียวยาวไม่มีที่ติ ผิวหน้าที่ขาวราวกับบัวหิมะศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าเล็กประณีตขนตางอนบนร่างกายไม่ได้สวมชุดเกราะ สวมแต่เพียงชุดสีม่วงดูมีความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองมาก ผมยาวสีม่วงของนางถูกมัดเป็นหางม้าผมที่ห้อยอยู่ด้านหลังเหมือนน้ำตกที่ไหลลงสู่พื้นในมือถือกระบี่สั้นสีม่วงที่มีรูปร่างแปลกตาและดูบางมาก ใบกระบี่สัมผัสกับอากาศโดยตรงไม่มีฝัก...

            หากซุนเฟยยังอยู่ตอนนี้ คงต้องตกตะลึงอย่างมากด้วยรูปลักษณ์ของนางที่ดูอายุไม่น่าจะถึงสิบหกสิบเจ็ดปีแต่กลิ่นอายของนางกลับลึกล้ำ นับว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง

            “ปล่อยเขาไป เขายังมีประโยชน์ การตกปลาไม่อาจทำได้โดยไม่มีเหยื่อ”

            การปรากฏตัวของผู้หญิงชุดม่วงคนนี้ทำให้องค์หญิงนาตาชาฟื้นกิริยาท่าทางสงบนิ่งขึ้นมานางหลับตาลง จากนั้นนิ้วมือก็เริ่มเคาะบนโต๊ะหินต่อ นี่เป็นการกระทำที่เคยชินเมื่อนางเริ่มใช้ความคิด มักจะใช้นิ้วมือเคาะเป็นจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ราวกับว่านิ้วมือมีพลังเวทมนตร์ที่น่าทึ่งอยู่ ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กทุกคนที่กลัวนางมันจะแอบขนานนามกิริยานี้ของนางลับหลังว่า 'นิ้วมรณะ''

            จากนั้นไม่นาน องค์หญิงนาตาชาจึงหันมาถามอย่างเปิดเผยว่า“จื่อเยี่ยน ไหนบอกข้าสิว่า เจ้าพบอะไรบ้าง?”

            “พบเพียงขยะที่ไร้ประโยชน์ ส่วนสุนัขล่าสัตว์ยังไม่มาเจ้าค่ะ”

            ผู้หญิงที่ชื่อว่าจื่อเยียนตอบกลับมา

            นางเห็นว่าองค์หญิงไม่อยากสนทนาเกี่ยวกับองค์ราชาอาณาจักรเล็กๆ นี้อีกนางก็ไม่เซ้าซี้ต่อ อย่างไรก็ตามในสายตานาง ตัวประกอบเล็กๆ นี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับธาตุอากาศจะพูดถึงหรือไม่พูดถึงล้วนแต่ไม่สำคัญเหมือนกับหงส์ที่อยู่บนสวรรค์กับหนอนแมลงใต้ดินที่ไม่สามารถเหมือนกันได้จื่อเยียนไม่คิดว่าระหว่างราชาอาณาจักรเล็กๆ กับองค์หญิงจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกัน

            “ยังไม่มา? ฮึๆๆ...ฃเป็นไปไม่ได้”

            นิ้วขาวเนียนละเอียดเคาะเป็นจังหวะแปลกๆเคาะเบาๆ บนก้อนหินเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็วเหมือนคืนที่ฝนตกในฤดูร้อน ตกลงมากระทบใบไม้เสียงดังซ่าๆ จากนั้นดวงตาสีฟ้าคล้ายน้ำทะเลฉายแววดูหมิ่นออกมา “ด้วยความเข้าใจของข้ามี่มีต่อเขาเขาไม่มีทางปล่อยโอกาสแบบนี้ไปอย่างแน่นอน ชายคนนั้นตอนนี้คงอยากก็เห็นข้าตายจนแทบบ้า...สุนัขล่าสัตว์ของเขาจะต้องมาถึงที่นี่นานแล้ว”

            สาวชุดม่วงขมวดคิ้ว นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วถามอย่างสงสัยว่า“ความหมายขององค์หญิงคือ พวกเขาใช้วิธีอะไรบางอย่างหลบซ่อนการค้นหาของข้าหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร? ไม่มีนักรบระดับดาวคนไหนหลีกเลี่ยงการค้นหาของ 'เนตรสวรรค์' อาวุธวิเศษไปได้นอกเสียจากครั้งนี้คนที่มาจะเป็นนักรบระดับจันทรา แต่นักรบระดับจันทราในราชอาณาจักรเซนิทมีสามคน ซึ่งพวกเขาก็อยู่ที่เมืองหลวง”

            “บนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนบางทีเขาอาจจะมีวิธีช่วยสุนัขล่าสัตว์ของตัวเองหลบหลีกการค้นหาของ 'เนตรสวรรค์' ก็ได้หรือไม่เขาอาจจะมีนักรบระดับจันทราคนใหม่ หรือบางทีเขาอาจจะมีวิธีพิเศษวิธีอื่นที่สามารถทำให้ข้าตายได้...สรุปแล้วเขาจะต้องลงมืออย่างแน่นอน โดยไม่ต้องสงสัยเลย”

            “ถ้าอย่างนั้นข้าควรทำเช่นไรต่อไปเจ้าคะ?” สาวชุดม่วงยอมรับการตัดสินใจขององค์หญิงในความเป็นจริง ไม่มีใครกล้าสงสัยการตัดสินใจขององค์หญิงที่เปราะบางตรงหน้าเพราะแต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยคาดการณ์ผิดสักครั้ง

            “รอ”

            จังหวะของ 'นิ้วมรณะ' ก็เริ่มเคาะด้วยจังหวะที่แปลกขึ้นอีกครั้ง ในดวงตาสีฟ้าเป็นประกายแปลกๆ “เขาหวังว่าข้าทำอย่างไร เขาก็จะทำอย่างนั้นการประลองครั้งนี้พวกเราทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าใครมีไพ่ตายมากกว่า...แต่ก็น่าสงสารเมืองแซมบอร์ด เกรงว่าเมื่อเรื่องนี้ผ่านไปยังจะรักษาไว้ได้หรือ?”

            “สำหรับราชาหยาบคายไร้มารยาทคนนั้น แม้ว่าอาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้จะถูกทำลายไปก็ถือว่าดีสำหรับเขา” จื่อเยียนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนภูเขาน้ำแข็งสำหรับความเป็นความตายของผู้คนไม่ใช่เรื่องที่นางต้องใส่ใจมีผู้คนไม่รู้เท่าไรที่ต้องตายด้วยน้ำมือนาง ในโลกนี้ชีวิตคนมีค่าเหมือนรากหญ้า ไม่มีใครน่าสงสาร

            “อย่าพูดเช่นนี้ ช่วงนี้เจ้าคงทำงานหนักเกินไป ไปพักผ่อนเถอะ นับจากวันนี้ไปไม่ต้องใช้ทักษะ 'เนตรสวรรค์' ค้นหาอีก เตรียมตัวให้พร้อมพอรอสามวันหลังจากนี้ เมื่อน้ำลดตอก็จะผุดขึ้นมาเอง”

            “แต่...”

            จื่อเยียนจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่เมื่อเห็นองค์หญิงหลับตาแล้วโบกมือ จึงหยุดพูดแล้วก้มหน้าเปลวไฟสีม่วงค่อยๆ ผุดออกมาจากอากาศ เปลวไฟนี้ไม่มีอุณหภูมิ เมื่อทุกอย่างสลายหายไปร่างของหญิงสาวคนนั้นก็หายไปเช่นกัน

            องค์หญิงนาตาชาลุกขึ้นแล้วเดินกลับห้องไป

            ไม่มีใครเห็นว่า ขวดน้ำยาสีม่วงขวดนั้นถูกนางกำไว้ในมือ

            ……

            ขณะเดียวกัน

            เรือนรับรองคณะทูตเมืองแซมบอร์ด ในลานหินอันเงียบสงบ

            “ฝ่าบาท ผู้หญิงกลุ่มนั้นเข้าไปที่ด้านหลังภูเขาของเมืองแซมบอร์ดแล้วไม่กลับออกมาอีกเลยข้าพบว่าด้านหลังมีทหารยามจำนวนมากอยู่ตรงเรือนจำหลังเก่า ท่าทางเข้มงวดมากเป็นเรื่องยากหากจะลอบเข้าไปโดยไม่ถูกพวกเขาพบข้ากังวลว่าหากสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปอาจจะทำลายแผนการที่ท่านวางไว้ดังนั้นข้าจึงจัดทหารให้ไปจับตาดูบริเวณรอบนอกตรงนั้นส่วนข้าก็กลับมารายงานท่าน”

            เบื้องหน้าขององค์ชายโอบินนาแห่งราชอาณาจักรเธรซผู้คุ้มกันเมื่อตอนบ่ายที่ถูกเขาสั่งให้ไปจับตามองเอเลน่าและแม่ชีอาคาร่ากับพวกสาวๆตอนนี้กำลังคุกเข่ารายงานสถานที่พักของพวกโร้กสาวกลุ่มนั้นให้ฟัง

            “ส่วนเจ้าหัวล้านคนนั้น ข้าได้ยินว่ามันเป็นพัศดีโอเลเกร์ของเมืองแซมบอร์ดปัจจุบันเป็นหนึ่งในขุนนางที่โปรดปรานขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์พลังระดับหนึ่งดาว ไม่ได้สำคัญอะไร...แต่มีเรื่องแปลกๆ อยู่หนึ่งอย่างคือ ความเป็นมาของผู้หญิงกลุ่มนั้นลึกลับไม่มีใครในเมืองแซมบอร์ดรู้จักความเป็นมาของพวกเขาราวกับว่าไม่เคยปรากฏตัวในเมืองมาก่อน” ผู้คุ้มกันกล่าว

            “ที่แท้ก็ไปภูเขาด้านหลัง...น่าแปลกใจเสียจริง!” จมูกงองุ้มของโอบินนาขยับเล็กน้อยแล้วถามอีกว่า “พวกนางทุกคนหายไปตรงภูเขาด้านหลัง? แล้วระหว่างนั้นไม่มีใครอออกมาเลยหรือ?”

            “รายงานฝ่าบาท  ตั้งแต่ต้นจนตอนนี้ยังไม่มีใครออกมาเลยขอรับ”

            “โอ้ งั้นก็ดี เจ้าส่งทหารไปเพิ่ม ให้พวกเขาเฝ้าจับตามองเส้นทางด้านหลังภูเขาไว้หากนางออกมาอีกครั้งก็ให้รีบกลับมารายงานช้า”

            โอบินนาครุ่นคิดผู้หญิงกลุ่มนี้น่าจะไม่มีความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่อะไร แม้ว่าจะแข็งแกร่งแต่เสื้อผ้าของพวกนางดูแย่มาก ชุดเกราะก็เป็นหนังสัตว์ซะส่วนใหญ่ นอกจากผู้หญิงผมแดงที่มีธนูระดับสีสะพายหลังไว้คนอื่นๆ ก็ไม่สำคัญบางทีอาจจะเป็นสมาชิกของกลุ่มทหารรับจ้างจากแดนไกลที่ถูกราชาหนุ่มของเมืองแซมบอร์ดว่าจ้างให้มารักษาระเบียบในช่วงพิธีราชาภิเษกหากเป็นแบบนี้ ก็ลงมือแย่งธนูของพวกนางได้ โอบินนาก็ไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว ผู้หญิงเหล่านี้งดงามมากถ้าหาทางจับเป็นได้ไม่ว่าจะเก็บไว้ใช้เองหรือส่งให้พวกขุนนางในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นของขวัญมันก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย

            เขาตัดสินใจว่า ครั้งต่อไปเมื่อพวกนางปรากฏตัวขึ้นก็จะลงมือทันทีก่อนจะไปจัดการภารกิจของตัวเองก็ขอแย่งธนูสีทองระดับสี่ดาวนั่นมาก่อน ด้วยอาวุธอันทรงพลังนี้ จะยิ่งทำให้เขามั่นใจในเรื่องที่จะเกิดในสามวันหลังจากนี้

            ผู้คุ้มกันรับคำสั่งก่อนจะรีบออกจากลานหิน

            ตอนนี้เองยอดฝีมือลึกลับที่ชื่อโอโคชาก็เดินสวนเข้ามากับผู้คุ้มกันพอดีโอโคชาถูกเขาส่งไปตรวจสอบหาคนที่วิ่งในเมืองแซมบอร์ดเมื่อตอนนั้นเขาก้าวมาหยุดตรงหน้าโอบินนาก่อนจะคุกเข่ารายงาน “ฝ่าบาท ยอดฝีมือลึกลับคนนั้นหลังจากเข้าไปในพระราชวังแล้วก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อีก ไม่มีใครออกมาข้าเฝ้าอยู่นานก็ไม่พบการเคลื่อนไหวแปลกๆ แต่อย่างใด กลับกัน นักรบสาวซูซานคนสนิทขององค์หญิงที่เป็นหัวหน้าคณะทูตเซนิทเข้าไปในพระราชวังไม่นานองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ก็ออกไปยังสถานที่รับรองของคณะทูตเซนิท...ข้าสงสัยว่ายอดฝีมือคนนั้นน่าจะเป็นองค์ราชาอเล็กซานเดอร์”

            “อเล็กซานเดอร์? เป็นไปไม่ได้”ในใจของโอบินนาพลันตื่นตระหนก แต่ก็รีบส่ายหัว“ไอ้ปัญญาอ่อนนั่นมีพลังอยู่ในช่วงปลายของระดับสามดาว แม้ข้าจะไม่รู้ว่าไอ้ปัญญาอ่อนมันทำยังไงถึงสามารถกลายเป็นนักรบสามดาวได้ แต่ถ้าจะพูดว่าภายในเวลาเพียงสามสี่วันมันก็สามารถเลื่อนระดับกลายเป็นนักรบสี่ดาวได้ เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนแม้แต่มาราโดนาผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินก็ยังไม่มีความเร็วในการเลื่อนขั้นขนาดนี้”

            โอบินนาโบกมือให้ผู้คุมกันโอโคชาถอยไป

            เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ พลางพูดพึมพำกับตัวเองว่า “ดูเหมือนว่ายอดฝีมือลึกลับคนนั้นน่าจะเป็นคนขององค์หญิงนาตาชานางจะต้องรู้อะไรบางอย่างมานานแล้วแน่นอน...แต่จงใจเปิดเผยยอดฝีมือคนนี้นางคิดจะทำอะไรกันแน่นะ?”

            โอบินนาไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย

            เขามั่นใจอย่างมากว่ารู้จักฝีมือขององค์หญิงคนนี้ดี

            แม้ว่าโอบินนาจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและยังเป็นคนฉลาดเขารู้ดีว่าความสามารถของเขาดีพอที่จะหลอกคนธรรมดาได้แต่ถ้าเทียบกับองค์หญิงนาตาชาที่ถูกราชอาณาจักรขนานนามว่า 'ปีศาจน้ำแข็ง' และ 'นักบุญหญิง' แล้วเขาย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง แม้แต่คุณสมบัติที่จะทำให้นางขมวดคิ้วยังไม่มีเลยเขาไม่สงสัยเลยว่าหากองค์หญิงคนนี้ต้องการ แค่ความคิดเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาตายได้หลายร้อยครั้ง

            “โชคดีที่ครั้งนี้มีคนมารับมือนาง ข้าแค่ชทำตามแผนก็พอ”

            ไม่ต้องไปคิดเรื่องของ 'ปีศาจน้ำแข็ง' อีก ความสนใจของโอบินนากลับมาที่องค์ราชาของเมืองแซมบอร์ดแม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับการคาดการณ์ที่เกี่ยวกับยอดฝีมือลึกลับของโอโคชาแต่เขาเป็นคนระมัดระวังตัวอยู่เสมอ หรือก็คือเขาไม่เคยสูญเสียความตื่นตัวเขาคิดไปคิดมา ก่อนหันไปกล่าวกับผู้คุ้มกันที่มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำราวกับยักษ์“เจ้าหาโอกาสไปทดสอบพลังของอเล็กซานเดอร์ซะ ไม่ต้องสู้แบบฆ่าให้ตายแค่ดึงพลังที่แท้จริงของเขาออกมาแล้วกลับมา จำไว้ ให้ไว้ชีวิตมันซะ มันยังมีประโยชน์”

            ผู้คุ้มกันร่างสูงรับคำก่อนจะมีแสงสว่างสีเหลืองปรากฏออกมาตรงเท้าแล้วร่างของเขาก็ค่อยๆ จมลงไปราวกับว่ามีน้ำแทนที่พื้นหิน ในที่สุดเขาก็หายไปจากพื้นหิน ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้

            ยอดฝีมืออีกคน

            -----------------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน