“อานนท์น่าจะอยู่ข้างหน้าไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรครับ” เทพไทรายงานขณะจ้องไปยังเครื่องติดตามรูปหยดน้ำ
ปลายของหยดน้ำชี้ไปทิศทางข้างหน้า ตอนนี้แสงสีแดงที่เคยกะพริบอย่างริบหรี่ ตอนนี้มันกะพริบอย่างแข็งขันขึ้น แสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยู่ใกล้กับเป้าหมายมากขึ้น
“ระวังด้วยอย่าให้เข้าไปใกล้เกินไป เดี๋ยวเป้าหมายจะรู้ตัว” ธัญญ่าเตือนลูกน้องของเธอ
เทพไทตอบกลับอย่างแข็งขัน “รับทราบ”
ในขณะที่เทพไทกำลังตอบรับคำเตือนจากหัวหน้าของเขา เป็เวลาเดียวกันที่ดารินก็พูดแทรกขึ้นมา “ไม่จำเป็แล้ว”
ทุกคนรวมถึงปลายฝนและดิเรกหันไปมองดารินด้วยความไม่เข้าใจ ดารินชี้ไปข้างหน้าเยื้องขวาเล็กน้อย
เหนือยอดไม้มีูเาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล หากมองดี ๆ จะเห็นตรงปลายยอดไม้จะเห็นหน้าผาที่เรียบราวกับถูกใครตัดออก แม้จะอยู่ไกลแต่ก็มองเห็นว่าใต้หน้าผาที่เรียบนั้นมีสิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนอารามวัดขนาดใหญ่ มีแสงสว่างบ่งบอกให้รู้ว่าเป็สถานที่สำคัญที่ได้รับการดูแลจากทางการ
“วิหารพฤษภ” เทพไทตาเบิกกว้างมองไปยังวิหารขนาดใหญ่ใต้หน้าผา
ดารินตอบเสียงเรียบเฉยราวกับไม่ใช่เื่น่าใอะไร “ดูแล้วภารกิจของพวกเราทั้งสองอาจจะมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่จะไปนำไปถึงวิหารพฤษภจริง ๆ หรือเปล่า”
“จะเอายังไงกันต่อดีคะ? อาจารย์” ธัญญ่าหันไปถามดาริน “จะไปตามผู้กองเกรียงเดชต่อหรือจะตรงไปที่วิหารพฤษภเลย”
ในขณะที่ดารินกำลังใช้ความคิดเพื่อตัดสินใจ เทพไทก็พูดออกมาอย่างเร่งรีบ “อาจารย์ ดูเหมือนอานนท์จะหยุดอยู่กับที่แล้ว”
“หรือว่าผู้กองเกรียงเดชเข้าไปในวิหารพฤษภแล้ว อานนท์จึงต้องหยุดเพราะตามเข้าไปต่อไม่ได้?” ดารินพยายามจ้องไปทางที่เธอคิดว่าอานนท์อยู่ แต่ท้องฟ้ามันค่อนข้างมืดบวกกันพวกเธอยังอยู่ในเขตป่าจึงทำให้มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด พวกเธอไม่กล้าใช้เวทมนตร์เพิ่มแสงสว่างท่ามกลางความคืนแบบนี้ เพราะมันอาจจะทำให้เป้าหมายไหวตัวทันได้ง่าย ๆ
ในวินาทีต่อมา เทพไทร้องเสียงดังออกมา “อาจารย์!” ทันใดนั้นธัญญ่ารีบะโเข้ามาเอามือปิดปากเทพไททันทีขณะทำเสียงดัง “นายจะบ้าเหรอ! ร้องเสียงดังทำไม? เดี๋ยวเป้าหมายก็ไหวตัวทันหรอก”
“เครื่องส่งสัญญาณมันหยุดไปแล้ว” เทพไทหน้าตาตื่นตระหนกขณะแบบมือให้เห็นว่าเครื่องติดตามรูปหยดน้ำจากที่เคยมีสีแดงกะพริบอยู่ตลอด ตอนนี้มันนิ่งสนิทไม่มีแสงใดออกมาอีกแล้ว
“พลังงานมันหมดหรือเปล่าคะ?” ปลายฝนถาม
เทพไทส่ายหัว “ไม่น่าจะเป็ไปได้ ผมตรวจเช็กดีแล้วนะก่อนใช้งานมัน มันควรจะหมดภายในอีกสองถึงสามวันต่อให้มันถูกเปิดใช้งานตลอด”
“หรือไม่ก็ไอ้ห่วยแตกนั่นทำพลาด โดนผู้กองเกรียงเดชจับได้ว่าถูกหมอนั่นสะกดรอยตาม เขาก็เลยทำลายเครื่องนั้นทิ้งไปแล้ว” ธัญญาพูดอย่างอารมณ์เสีย
“รีบไปดูกันเถอะ จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ดารินออกคำสั่ง
“ว่าไงมีอะไรงั้นหรือ?” เสียงนุ่มละมุนดังขึ้นถามคนที่เข้ามา
“ดูเหมือนจอมเวทอัจฉริยะกับลูกทีมกำลังมุ่งมาทางนี้ครับ” เสียงจากชายที่เข้ามารายงาน
เสียงนุ่มละมุนพูดอีกครั้ง “ดาริน ดูเหมือนเธอจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันบอกไปสินะ”
“...”
“อาจารย์อานนท์อยู่ข้างนี้ครับ แต่...” เทพไทกลับมาจากสอดแนม เขาดูลังเลที่จะพูดต่อ
“มีอะไรงั้นเหรอ? หรือผู้กองเกรียงเดชจับตัวอานนท์ไว้” ดารินวิตกกังวล
“ผมว่า ไปดูกันเองดีกว่า” เทพไทยิ้มบิดเบี้ยวออกมาพร้อมกับชี้บอกทางแล้วออกเดินนำ
ทุกคนขมวดคิ้วสงสัยขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่มีใครซักถามอะไรเพิ่มเติม พวกเขาต่างไปตามทางที่เทพไทนำไป
เมื่อทุกคนมาถึงจุดที่เทพไทยืนรออยู่ เขาได้ชี้ไปยังเป้าหมายที่เขาอยากให้ทุกคนเห็น ทุกคนต่างมีปฏิกิริยาเหมือนกันกับเมื่อตอนที่เทพไทมาเห็นครั้งแรก ทุกคนต่างตกตะลึง สับสน และมึนงงกับฉากที่เห็นในตอนนี้
มันไม่มีฉากที่อานนท์กำลังหลบซ่อนจากอีกฝ่ายที่รู้ตัว หรือฉากที่อานนท์ถูกจับกุมตัว หรือแม้แต่ฉากที่อานนท์กำลังนอนสลบหรือนอนาเ็้าความช่วยเหลือ แต่ฉากที่ทุกคนกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้มันกลับตาลปัตรจากที่คิดอย่างสิ้นเชิง
อานนท์กำลังยืนพูดคุยอยู่กับผู้กองเกรียงเดชราวกับคนที่สนิทสนมกัน มีเสียงหัวเราะคิกคักออกมาบ้างบางจังหวะ ดูแล้วเหมือนไม่ใช่คนกำลังตกอยู่ในอันตรายใด ๆ
“นี่มันยังไงกันแน่?” มันอดไม่ได้ที่ธัญญ่าจะถามออกมา ทุกคนต่างก็อยากถามเหมือนกับเธอเช่นกัน