เส้นทางอสุรา

    บทที่ 46 หลังคืนเดือนมืด

    บทที่ 46 หลังคืนเดือนมืด


    ครานี้จินเยว่จับสัมผัสเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายนอกอย่างสนใจ

    “ไม่คิดว่าแดนดาราแห่งนี้ก็มีผู้ที่ไปถึงขั้นปลดปล่อยจิตวิญญาณได้"


    เฉินซือหยางได้ยินจึงพึมพำออกมา

    “ขั้นปลดปล่อยจิตวิญญาณ เป็นขั้นที่เหนือกว่าการผสานจิตวิญญาณสินะ"


    จินเยว่ตอบ

    “ถูกต้อง การปลดปล่อยจิตวิญญาณคือขั้นที่สองของการเชื่อมประสานระหว่างพลังจิตวิญญาณของคนกับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งคู่กาย ขั้นที่หนึ่งการผสานจิตวิญญาณคือการเพิ่มพูนพลังการโจมตีและใช้พลังปาฏิหาริย์รูปแบบต่างๆ จากอาวุธคู่กายแต่ละชนิดให้แผ่พุ่งออกไป แต่ขั้นที่สองการปลดปล่อยจิตวิญญาณ เป็นการปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งคู่กาย ทำให้อาวุธคู่กายแสดงเอกลักษณ์ หรือรูปลักษณ์จำเพาะตัวของตนออกมา ซึ่งพลังแฝงที่เด่นชัดของอาวุธจะเริ่มสำแดงในขั้นนี้”


    พอได้ฟังคำอธิบายจากจินเยว่ แววตาของเฉินซือหยางยิ่งทอประกายแจ่มชัด มันจะได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตาในสิ่งที่มันเคยได้แต่ฝันถึงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าการปลดปล่อยจิตวิญญาณเป็นเช่นไร มันอดรนทนรอที่จะเห็นสิ่งนี้ไม่ไหว


    ขณะที่จิตใจของเฉินซือหยางจดจ่อกับขั้นการปลดปล่อยจิตวิญญาณ เสียงครืนครั่นบนฟากฟ้าก็ดังสอดประสานกันอย่างหนักหน่วง ภายใต้วสัตน์แรกมาเยือนย่อมมีเสียงคำรามของสายฟ้าดังเป็นระยะๆ ทว่าในวสันต์ตรงเมืองจรดเมฆานี้ มิได้มีเพียงเสียงคำรามของสายฟ้าที่ผ่าฟาดตามธรรมชาติเท่านั้น เสียงที่ดังสอดประสานรับกัน มีเสียงของกระบี่ที่ก่อรูปจากฝนเล่มนั้นด้วย


    กระบี่น้ำฝนในมือของซุนหลงกำลังส่งเสียงคำรามพร้อมกับสั่นอึงอนอย่างรุนแรง!


    ซุนหลงคำรามก้องพร้อมกับมือที่ฟันกระบี่น้ำฝนออกไปเบื้องหน้า ครานี้ไม่ปรากฏเป็นคลื่นน้ำอันคมกริบแผ่พุ่งตัดอากาศ แต่กระบี่น้ำฝนในมือพลันสลายหาย ฝนที่ร่วงโรยก็นิ่งค้างกลางนภา เห็นแต่เงาที่ยาวเฟื้อยพุ่งฉวัดเฉวียนจากตำแหน่งที่กระบี่น้ำฝนเลือนหาย กระบี่เหนือพิรุณนั้นได้ปลดปล่อยรูปลักษณ์จากกระบี่น้ำฝนเป็นมังกรน้ำฝนอันทรงพลัง!


    “มังกรกลางวสันต์!”


    ครืนนน!


    เสียงสายฟ้าฟาดดังพร้อมเพรียงกับมังกรกลางวสันต์เคลื่อนผ่าน พลังสังหารแผ่ลามไปถึงแผ่นหลังของคนทั้งสามที่หลบหนีอย่างสุดชีวิต การที่รู้ว่าอาวุธคู่กายที่แท้จริงของซุนหลงคือฝน และมันสามารถผสานจิตวิญญาณกับฝนนี้ได้ นั่นก็ทำให้พวกมันทั้งสามต้องตรึงเครียดมากพอแล้ว ทว่าใครจะคิด ซุนหลงไม่เพียงเข้าถึงขั้นผสานจิตวิญญาณ มันได้ไปถึงขั้นการปลดปล่อยจิตวิญญาณ มังกรน้ำฝนที่เผยตัวตนเบื้องหลังก็ยืนยันแน่ชัดแล้ว นี่จึงเกิดเป็นความกลัวถึงขีดสุด นี่จึงทำให้พวกมันทั้งสามตาเหลือกลานคิดหาวิธีเอาชีวิตรอดออกจากเมืองจรดเมฆานี้ให้เร็วที่สุด


    ฉายาสามสรรพเสียงแห่งขุนเขา ฉายานี้มิได้มาอย่างง่ายดาย พวกมันล้วนฝากฝีไม้ลายมือบนยุทธภพจนถูกผู้คนยกย่องในสมญานาม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าขั้นการปลดปล่อยจิตวิญญาณ อีกทั้งระดับพลังจิตวิญญาณของพวกมันทั้งสามก็มิได้สูงไปกว่าฝ่ายตรงข้าม เช่นนั้นพวกมันจึงไม่ห่วงหน้าตา ไม่เกรงกลัวความอับอายที่จะถูกกล่าวขวัญถึงว่าหนีหางจุกตูด เพราะเมื่อเผชิญความเป็นตายตรงหน้า คนเราย่อมเลือกที่จะอับอายมากกว่าความตาย


    “ผสานเสียงสามทำนอง!"


    คนทั้งสามตัดสินใจใช้กระบวนท่าประสานอันเป็นเคล็ดวิชาดนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมัน ท่วงทำนองของเพลงกลอง ขลุ่ย พิณจึงดังขึ้นเป็นจังหวะ สอดประสานให้ความไพเราะน่าฟัง แต่เสียงที่น่าฟังนี้แฝงด้วยพลังจิตวิญญาณที่แรงกล้า พลังทำลายก็สูงส่ง พลังที่พวกมันกัดฟันใช้ออกมานี้มิได้หวังว่าจะเอาชนะ แต่เพียงเพื่อสกัดกั้นมังกรน้ำฝนที่พุ่งคำรามมาอย่างน่าหวาดหวั่นเท่านั้น อย่างน้อยการใช้ท่าผสานเสียงสามทำนองนี้ก็อาจจะชะลอความเร็วของมังกรน้ำฝนและเปิดทางให้พวกมันหนีไปได้


    พวกมันล้วนมั่นใจเช่นนั้น แต่ทันทีที่พลังสามสายซึ่งผสานส่งเสริมจากสามท่วงทำนองแห่งดนตรีถูกมังกรกลางวสันต์เคลื่อนผ่าน แรงปะทะแห่งพลังทั้งหมดคล้ายจมลงสู่ห้วงทะเลลึก ไม่มีเสียงการระเบิดของพลังใด ไม่มีการหยุดยั้งของมังกรกลางวสันต์แต่อย่างใด มีเพียงพลังแห่งสามท่วงทำนองที่ถูกก้อนน้ำรูปทรงกลมกักขังไว้ ราวกับเป็นมัจฉาที่ถูกขังอยู่ในกรงวารีก็มิปาน


    “พลังจำเพาะแห่งการปลดปล่อยอาวุธคู่กายข้าคือการกักขัง ขอเพียงอยู่ภายใต้อาณาเขตฝนของข้า ทุกสรรพสิ่งที่สัมผัสกับมังกรกลางวสันต์ มันจะต้องถูกขังภายในกรงน้ำวงวารี และถูกกระแสน้ำวนที่ราวกับกรงเล็บมังกรตัดเฉือนจนย่อยยับ"


    ยิ่งได้ฟังคำกล่าวของซุนหลง เหงื่อกาฬของคนทั้งสามก็ผุดเต็มแผ่นหลัง หากฝนไม่ตกจนร่างของพวกมันชุ่มโชกไปก่อน ป่านนี้คงเห็นเหงื่อที่ไหลพรากได้ชัดเจนแล้ว


    “เหวออออ!!”


    ตูมมม


    ทั้งสามถูกมังกรกลางวสันต์เขมือบเข้าอย่างเต็มลัก ไร้พลังใดที่จะงัดออกมาต่อต้าน ได้แต่เพียงร้องเสียงหลงด้วยความตื่นกลัว ก่อนที่เสียงของพวกมันจะจมหายไปกับกรงน้ำรูปทรงกลมที่หมุนวน คนทั้งสามจมอยู่ภายใต้กรงน้ำทรงกลมนี้ ร่างหมุนเคว้งมิอาจทรงตัว ภายในกรงน้ำก็ราวกับมีกรงเล็บมังกรที่หมุนวนตัดเฉือนไร้สิ้นสุด หยาดโลหิตเริ่มแผ่กำจายจนสีน้ำที่ใสกระจ่างเปลี่ยนสีจนน่าหวาดหวั่น


    มังกรกลางวสันต์คืนรูปลักษณ์กลับมาอยู่ในขั้นผสานจิตวิญญาณ ในมือของซุนหลงจึงถือไว้ด้วยกระบี่น้ำฝน มันมองกรงน้ำที่กำลังเปลี่ยนสีเป็นแดงฉานเพิ่มพูน มองสามตัวตนที่กำลังใช้พลังจิตวิญญาณในกายออกมาต่อต้านกรงเล็บมังกรที่ตัดเฉือนในกรงน้ำแห่งนั้น


    “ตราบใดที่พวกเจ้ามิอาจฝ่าทะลวงระดับพลังจิตวิญญาณให้เหนือกว่าข้าสองถึงสามระดับย่อยได้ ก็ยากที่จะทำลายพลังจำเพาะของมังกรกลางวสันต์นี้”


    กล่าวไปพลาง มือก็เงื้อกระบี่ที่ก่อรวมจากน้ำฝนไปพลาง

    “หากพวกเจ้าไม่คิดโลภมากในลาภยศ ไม่คิดฉวยโอกาสหวังชิงของของผู้อื่น และไม่คิดทำลายเหล่าสหายของข้า ก็คงไม่ต้องมาจบชีวิตเช่นนี้… เอาเถอะ เพื่อไม่เป็นการทรมาน ข้าจะช่วยส่งพวกเจ้าให้ไปสบายขึ้น”


    หลังกล่าววาจาที่หนักแน่นเด็ดเดี่ยว ซุนหลงก็ฟันกระบี่ออกในฉับเดียว ก่อเกิดคลื่นน้ำที่คมกริบตัดขวาง ปกติคลื่นน้ำนี้อาจสร้างความลำบากแก่คนทั้งสามได้ แต่คงไม่ถึงขั้นเอาชีวิตได้ในคราเดียว แต่ทว่าเมื่อคนทั้งสามตกอยู่ภายใต้กรงน้ำวงวารีของมังกรกลางวสันต์ พวกมันย่อมไม่มีทางจะหันมารับมือกับคลื่นน้ำที่คมกริบนี้ได้!


    เมื่อเห็นคลื่นน้ำที่คมกริบตัดขวางเข้ามา คนทั้งสามก็มองผ่านม่านน้ำที่แดงฉานด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้าง คนกลัวตายจนแทบฉี่จะราด ยิ่งมีชื่อเสียงยิ่งเสียดายชื่อเสียง เมื่อมีเงินทองยิ่งเสียดายเงินทอง พวกมันทั้งสามล้วนมีสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น พวกมันจึงไม่อยากที่จะตาย พวกมันยังเสียดายชีวิตที่สามารถเสวยสุขได้อีกนานนี้


    “ไม่!!!”


    ในกรงน้ำวงวารีย่อมไม่มีเสียงใดรอดผ่าน แม้ว่าจะร้องเสียงดังเพียงไหน เช่นนั้นเสียงที่หวาดกลัวของคนทั้งสามจึงไม่มีใครได้ยิน มีเพียงเสียงแห่งความตายที่พวกมันเริ่มได้ยินอย่างชัดหู ทว่าเสมือนปรโลกยังไม่ต้องการชีวิตของพวกมัน เพราะจู่ๆ ฝนที่โปรยปรายก็ได้หยุดหายขาดห้วงไป เม็ดฝนเริ่มซาลงจนแทบนับเม็ดได้ เมื่อเป็นเช่นนี้อานุภาพพลังจิตวิญญาณที่ผสานกันอยู่จึงลดทอนลงเป็นอย่างมาก คลื่นน้ำที่คมกริบตัดขวางเริ่มจางหาย กรงน้ำวงวารีที่มีพลังกักขังอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังมีพลังกรีดเฉือนที่รุนแรงก็ค่อยๆ ละลายไป คนทั้งสามได้ทีจึงแผ่พุ่งพลังจากเครื่องดนตรีที่เป็นอาวุธคู่กายของตนสุดแรงเกิด ท่วงทำนองจึงเริ่มดังสอดแทรกขึ้นกลางหยาดน้ำ ก่อนเสียงระเบิดตูมใหญ่จะดังมาติดๆ น้ำสีแดงฉานที่ปนไปด้วยโลหิตของคนทั้งสามกระเซ็นซ่านออกทั่วอาณาบริเวณ


    ร่างของคนทั้งสามกระเด็นไปคนละทิศละทาง พลางกระอักไอเอาน้ำที่จุกอยู่ในลำคอออกมา พวกมันจึงหายใจได้โล่งปอดมากขึ้น ทั้งสามในตอนนี้รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด แต่ร่างกายก็เต็มไปด้วยแผลตัดเฉือนเหวอะหวะ บาดเจ็บสาหัสเป็นอย่างมาก พลังชีวิตแลจิตวิญญาณก็ดูลดทอนลงไปอักโขเนื่องจากฝืนใช้ออกเอาตัวรอดจากกรงน้ำ อีกทั้งฝนก็ดูจะเริ่มตั้งเค้าตกลงมาอีกระลอก พวกมันจึงกัดฟันทะยานกายหลบหนีอย่างสุดชีวิต นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกมันแล้ว


    คนทั้งสามไม่คิดที่จะสู้ต่อ บึ่งทะยานออกไปไม่หันหลัง หนีสุดชีวิตจากอาณาเขตฝนแห่งเมืองจรดเมฆา ประสบการณ์วันนี้พวกมันจะจดจำไปตลอดชีวิต


    “ฝากเอาไว้ก่อน!”


    “หน้าฝนผ่านไปเมื่อไหร่ ข้าจะมาเอาชีวิตเจ้าแน่!”


    ด้านเฉินซือหยางยื่นมือตบลงยังกล่องอาวุธที่ด้านหลัง หวังไล่ล่าจัดการคนทั้งสาม แต่จินเยว่ได้ห้ามไว้

    “สภาพพวกมันแม้เป็นสุนัขจนตรอก แต่หากจะจัดการคนอย่างเจ้าย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”


    เฉินซือหยางจึงชะงักฝีเท้าลง ด้านซุนหลงที่ยืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน หลังจากคนทั้งสามหายลับไปจากสายตาแล้ว มันค่อยกระอักโลหิตล้มลงทั้งยืน


    จินเยว่กล่าวขึ้นในห้วงมโนจิต

    “ถึงขีดจำกัดสินะ แต่ก็น่าตกใจมิน้อยที่ระดับพลังจิตวิญญาณเท่านี้กลับคงสภาพขั้นการปลดปล่อยจิตวิญญาณได้นานถึงเพียงนั้น"


    เห็นซุนหลงล้มพับลงกับพื้น เฉินซือหยางก็รีบเข้าไปประคองมัน ในใจก็นึกเลื่อมใสและตกใจในความสามารถที่เหนือคำบรรยายของคนผู้นี้ไม่น้อย นี่นับเป็นอีกระดับที่มันได้มีโอกาสได้เห็นของจริงจากสายตาทั้งสองข้างของตน


    เฉินซือหยางรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่ซุนหลง ห้ามเลือดตามบาดแผล และโคจรพลังลมปราณช่วยกระตุ้นให้เลือดลมในกายของบุรุษกลางคนผู้นี้ไหลเวียนดีขึ้น จากนั้นก็แบกเอาร่างของซุนหลงก่อนเดินเข้าไปพยุงร่างของเถ้าแก่หวัง พาคนทั้งสองหลบฝนระลอกใหม่ที่กำลังตกลงมาอีกรอบ โดยมุ่งไปยังร้านหวังค้าทุกสิ่งสาขาแรก 


    ที่จริงเฉินซือหยางก็บาดเจ็บไม่แพ้คนทั้งสอง แต่ด้วยมันมีพลังร่างกายที่เกินมนุษย์ทั่วไป การฟื้นฟูทางร่างกายก็เหนือความคาดหมาย มันจึงยังฝืนแบกร่างคนทั้งสองเดินโซซัดโซเซท่ามกลางคืนเดือนมืดที่มีฝนโปรายปรายไปถึงที่หมายได้ในที่สุด


    พร้อมกันนั้นก็ได้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้ออกมาจากเงามืด พวกมันคล้ายเฝ้าดูเหตุการณ์ในระยะไกลๆ อยู่นานแล้ว แต่เหมือนได้รับคำสั่งไว้จึงทำได้เพียงเฝ้าดู บัดนี้เห็นซุนหลงปลอดภัย ใบหน้าก็เจือไปด้วยความยินดี เมื่อเห็นซุนหลงถูกพาไปยังที่หมายเรียบร้อยแล้ว พวกมันก็เริ่มทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไว้ทันที อีกไม่นานฟ้าก็จะเริ่มสาง พวกมันจึงต่างรีบลงมืออย่างขมักเขม้น


    หลังคืนเดือนมืดพ้นผ่าน เช้าวันใหม่ก็มาเยือน ฝนเริ่มซาลงแล้ว แม้ร้านค้าอาวุธเก่าโทรมในตรอกซอยตันที่พังทลายราวกับถูกพายุลูกใหญ่กวาดม้วนเข้าใส่จะยังไม่ได้ถูกจัดเก็บ ทว่าร่องรอยคนตายและอาวุธที่เกลื่อนกราด เหล่านี้ล้วนเลือนหายไปพร้อมกับคืนเดือนมืดแล้ว







    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสุรา ที่คุณอ่าน

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280