เป๋ารีบสะกิดอลินตาเป็นการแตะเบรก “ธุระเรายังเหลืออีกสองที่ถ้ามัวแต่ตีฝีปากกับเสาตกน้ำมัน จะไม่ทันนะคะคุณอลินยังมีเวลาคุยกับคุณตะเคียนอีกเยอะเพราะบ้านหลังนี้เป็นของคุณอลินอยู่แล้วอ่ะไปธุระที่อื่นก่อนเถอะค่า...” เป๋าห้ามทัพระงับการปะทะก่อนบ้านจะพังเพราะปากของเจ้านายตัวเองที่ฟาดแรงเวอร์ซึ่งเป๋าพูดถูกอลินตานิ่งสักพัก ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดเสาตกน้ำมัน
“ฝากเฝ้าบ้านให้ด้วยเดี๋ยวกลับมาเคลียร์..” อลินตาพูดพลางสะบัดมือลูบไปยังเสากลางเรือนตรงหน้าพร้อมใช้นิ้วชี้จิ้มวาดเป็นอักขระบางอย่าง ก่อนจะเดินออกจากเรือนไป นางตะเคียนเห็นดังนั้นก็กรีดร้องเสียงดัง
“กรี๊ดดดดดดด!!!” เสียงร้องของนางตะเคียนดูก็รู้ว่าเต็มไปด้วยแรงโทสะโดนสะกดจากมนต์ของแม่ ยังไม่พอ นังลูกยังมาสะกดทับไว้ชั้นหนึ่งอีกนั่นยิ่งสร้างความไม่พอใจให้นางตะเคียนอย่างยิ่ง แม้อลินตาจะได้ยินเสียงกรีดร้องนั้นชัดเจนแต่ก็ทำหูทวนลมซะงั้นหญิงสาวหันมาบอกลูกน้องของเธอ
“ปะไปหอพักยัยเนตรกัน” พูดจบก็เดินเฉิดฉายไปที่รถยนต์ซึ่งจอดนิ่งอยู่หน้ารั้วทางเข้าเฮือนไม้หลังใหญ่พลางหยิบแว่นดำออกมาสวม แล้วก้าวฉับๆ ขึ้นไปนั่งบนรถอย่างสง่างามเป๋าที่เดินสับขาเป็นระวิงอยู่ด้านหลังก็ถึงกับซอยเท้าตามแทบไม่ทัน คนอะไรเดินไวยังกับเหาะได้..
และในขณะที่รถของอลินตาเคลื่อนตัวออกจากบ้านสวน ซึ่งตามสายตาคนทั่วไปน่าจะเป็นบ้านร้างในป่าเสียมากกว่าห่างออกไปไม่ถึงกิโล รถหรูสีดำมันวับก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาจอดหน้ารั้วบ้านชายหนุ่มในรถหน้าตาหล่อเหลาราวเทพปั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน เจ้าภูแสนนั่นเองเขาติดตามอลินตามาตั้งแต่ออกจากรั้วบ้านแล้ว ครั้งนี้เขาจะไม่พลาด
ในที่สุดก็ตามหาตัวจนเจอเจ้าภูแสนลดแว่นลงเพ่งมองเข้าไปในสวนนั้น แต่ใครจะรู้สายตาที่เพ่งจ้องไปนั้นมันเขียววาบขึ้นมาแล้วการมองก็ไกลสุดลูกหูลูกตาและชัดเจนยิ่งนักโดยเฉพาะในป่าแบบนี้ราวกับเป็นสายตาอสรพิษก็ไม่ปาน กระทั่งระยะสายตามาหยุดอยู่หน้าเรือนทอผ้าของอลินตาเจ้าภูแสนสัมผัสได้ถึงพลังงานลึกลับมากมายมหาศาลในบ้านหลังนี้และยังสัมผัสได้อีกด้วยว่ารอบบ้านหลังนี้มีพลังเขตมนต์ล้อมเป็นรั้วไว้อย่างแน่นหนามองดูเหมือนคริสตัลสีน้ำเงินทีเขาเคยเห็นจนคุ้นตาเจ้าภูแสนละสายตาจากบ้านสวนของอลินตา ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนปิดกระจกพลางพึมพำ
“อลินตา เธอเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเทพสีน้ำเงิน!!”ไม่พูดเปล่าเจ้าภูแสนเร่งเครื่องยนต์ออกติดตามรถของอลินตาไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เป๋าขับรถไม่นานก็พาทุกคนมายืนตระหง่านอยู่หน้าหอพักของเนตรนภาโดยที่รถของเนตรนภาเพิ่งเลี้ยวเข้ามาจอดยังที่จอดรถ เมื่อเนตรนภาเดินลงมาอลินตาก็เข้าประชิดตัวญาติผู้น้องของเธอทันทีก่อนจะโบกมือไปกลางอากาศแล้วท่องคาถาบางอย่าง เนตรนภาเห็นดังนั้นก็สงสัย อลินตารู้ในความสงสัยนั้นของเนตรนภาหญิงสาวยิ้มๆ ก่อนจะลูบหัวญาติผู้น้องของตน
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ก็แค่ ลบร่องรอยการมาของเธอน่ะเผื่อมีใครอยากตามเธอมาจะได้สะกดรอยตามมาไม่ได้..”ถึงแม้ว่าเนตรนภาจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก็ได้แต่พยักหน้าก่อนจะบ่นอุบอิบให้อลินตาฟัง
“แม่น่ะถามเนตรใหญ่เลยว่าจะไปไหน ไปทำอะไรกับใคร แต่พอเนตรบอกว่าลืมของที่หอพักแม่ก็เลยไม่ถามต่อแถมยังให้เอารถมาด้วย เพราะว่ามันไกลจากบ้านน่ะค่ะ” อลินตายิ้มส่ายหน้า คิดว่าอีกไม่นานจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้เนตรนภาฟังส่วนจะเชื่อหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่เจ้าตัวแล้วล่ะ แต่ตอนนี้อลินตาไม่อยากมากเรื่องมันจะเสียเวลาเพราะนี่ก็บ่ายแก่แล้วด้วย อลินตาจึงถามเนตรนภาเพื่อเข้าเรื่องทันที
“ไปทางไหน?”เนตรนภาเข้าใจในคำถามของญาติผู้พี่ และเธอก็ไม่รอช้า ชี้มือไปบริเวณข้างตึกด้านหลังหอนักศึกษาอลินตามุ่งหน้าไปตรงจุดเป้าหมายที่เนตรนภาชี้อย่างรวดเร็วโดยมีเป๋ากับหมิงเดินตามไปด้วย ซึ่งเป๋านั้น แอบตีสีหน้าเซ็งจิต เพราะนี่มันคือกลุ่มหอพักหญิงหามีชายไม่สักคนเดียว ผิดกับหมิงที่ดูระรื่นเป็นพิเศษเนื่องจากมีสตรีสาวน้อยๆเดินกันประปรายพอให้ชุ่มใจ เป๋าบ่นค่อนแคะไปตามเรื่องตามราว
“เฮอะมองตาถลนแล้วมั้ง เป็นชะนีสวยตรงไหนกัน..” อลินตาเดินไปถึงด้านหลังหอพักก็พบม้านั่งหินปูนตัวปัญหาที่เนตรนภานั่งหลับแล้วผีเจ้านางละอองทองมาเข้าฝันเพื่อยื่นกำไลให้อลินตากวาดสายตามองไปรอบๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆหญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมวิญญาณของเจ้านางละอองทองถึงไม่มีร่องรอยได้ขนาดนี้ขณะที่กลุ่มของอลินตากำลังพากันเดินตรวจหาสิ่งผิดปกติรอบๆ บริเวณก็มีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ทักเนตรนภาขึ้นที่แท้นักศึกษากลุ่มนั้นก็เป็นเพื่อนร่วมหอเดียวกันกับเนตรนภาแต่ไม่ใช่เพื่อนสนิทอะไร
“เนตรเธอมาทำอะไรน่ะ?” เนตรนภาหันไปเจอเพื่อนร่วมหอทีอยู่ชั้นเดียวกันก็รีบยิ้มก่อนจะบอก
“ลืมของไว้ก็เลยพาพี่สาวมาด้วยนี่พี่สาวฉัน ชื่อพี่อลินตา..” เมื่อเนตรนภาเอ่ยแนะนำ นักศึกษาเหล่านั้นก็ยกมือไหว้แต่ไม่เดินเข้ามาใกล้บริเวณที่กลุ่มของอลินตายืนอยู่ อลินตายิ้มๆรับไหว้เพื่อนของเนตรนภา เพื่อนๆ ของเนตรนภาเอ่ยปากชมอลินตาจากใจ
“พี่สาวเธอสวยจังฉันเพิ่งเคยเห็น” ในขณะที่เนตรนภาคุยกับเพื่อนอยู่นั้น อลินตากลับรู้สึกว่ามันผิดปกติที่กลุ่มเพื่อนของญาติผู้น้องยืนตะโกนคุยกัน ไม่ยอมเดินเข้ามาคุยกันใกล้ๆจึงได้แสร้งเอ่ยชวน
“เข้ามานั่งคุยกันตรงม้านั่งนี่ไหมตะโกนกันไปมาไม่เจ็บคอรึไง?” เนตรนภาเห็นด้วยกับคำพูดของพี่สาวจึงหันไปยิ้มให้เพื่อน แต่ทว่าเพื่อนเนตรนภาส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะยิ้มแหยๆทำแค่เพียงขยับเดินเข้ามาคนละก้าว แล้วพูดขึ้นเสียงแปร่งผิดจากเมื่อครู่
“ไม่ดีกว่าค่ะนี่ก็เย็นมากแล้ว พี่อลินกับเนตรก็รีบกลับดีกว่านะคะ เมื่อคืนวานก่อน นักศึกษาหอเราโดนผีหลอกตรงนี้ค่ะ!”อ้าว.. พอเข้าเรื่องผีเนตรนภาก็เผลอขยับร่างประชิดตัวเข้าหาเป๋าและหมิงทันทีซึ่งดูเหมือนการเบียดกันจนจะสิงร่างกันและกันได้นี่เป็นพฤติกรรมอัตโนมัติไปเสียแล้วส่วนอลินตานอกจากจะไม่มีอาการหวาดกลัวแล้ว ยังหูผึ่งรีบหันกลับไปถามกลุ่มเพื่อนเนตรนภาอย่างรวดเร็ว
“ผี ผีอะไร?”กลุ่มนักศึกษาเห็นอลินตาสนใจก็รีบเล่าคร่าวๆ ด้วยสายตาระแวงและไม่กล้ามองเลยไปยังหลังกลุ่มม้านั่งตัวปัญหา
“ก็พวกนักศึกษาหอข้างๆพากันมานั่งติวหนังสือจนเกือบสองทุ่ม แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเดินรอบๆบริเวณตรงนั้น พอทุกคนหันไปมองต้นเสียงก็เห็นเงาตะคุ่ม เลยพากันเปิดไฟมือถือแล้วส่องดูไปทางบริเวณป่าด้านหลังม้านั่งปรากฏว่าในเงามืดนั้นมีกลุ่มคนทั้งหญิงทั้งชายแต่งตัวคล้ายคนเหนือโบราณกำลังแบกเสลี่ยงคล้ายๆ เสลี่ยงเจ้านาง บนเสลี่ยงมีร่างของสตรีนุ่งชุดไทยภาคเหนือโบราณถือหัวไว้บนตัก ตรงรี่เข้ามา คล้ายกับจะมาไล่ให้พวกที่ติวหนังสืออยู่ออกไปจากบริเวณนี้พวกนั้นตาตั้งวิ่งกันกระเจิงหนึ่งในนั้นดันสะดุดล้ม หัวแตกและสลบตรงบริเวณนี้ตอนนี้ยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาลพอได้สติมาก็เพ้อแต่ว่า กำไล กำไลเจ้านาง กลัวแล้วๆเรื่องนี้ลือกันไปทั่วมหาวิทยาลัย พวกเราก็เลยคิดว่าถ้าจะให้ดี รีบออกไปจากตรงนี้ก่อนจะค่ำดีกว่าค่ะ”อลินตาตั้งใจฟังพลางพยักหน้าหงึกหงักอย่างเก็บข้อมูลข้างฝ่ายเนตรนภา เป๋าและหมิงตาเหลือกลืนน้ำลายกันอึกๆๆ ก่อนที่เป๋าจะกระซิบข้างหูอลินตาแผ่วเบา
“จิ้งจกทักยังต้องถอยนี่คนตัวเป็นๆ ทัก แล้วทักซะเป็นเรียงความหนึ่งหน้ากระดาษขนาดนี้ถอยไปตั้งหลักก่อนดีไหมคะคุณอลิน..” อลินตาไม่หันไปมองก็พอรู้ว่าหมิงและเนตรนภาคงจะเห็นด้วยกับคำพูดของเป๋าแต่...