นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 387 เก้อ

        ตอนที่ 387 เก้อ

         

         

        ท้ายการเดินทางไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงมุ่งหน้าไปยังวิหาร เข้าไปในวิหาร หยิบศิลาแม่เหล็กบรรพกาลออกมา ทุกอย่างเป็นอันจบสิ้น เรียกได้ว่าความยากระหว่างทางมานับว่าโหดร้ายกว่ากันหลายต่อหลายเท่า แม้แต่สัตว์อสูรระดับอริยะที่พวกเขาอาจจะพบเจอได้อย่างกระต่ายเงือกพวกเขายังไม่เห็นวี่แววมันเลยด้วยซ้ำ

         

        แม้กระนั้นนิทานก็ไม่ได้คิดจะบ่นอะไร หากทุกชิ้นง่ายดายเช่นนี้เขาจะดีใจกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

         

        ในตอนแรกนิทานคิดจะเดินทางไปช่วยพวกเพชฌฆาตล่าราชินีฉลามสูบวิญญาณต่อเลยในทันที แต่ว่าจากที่ติดต่อกันล่าสุดพวกเพชฌฆาตสมควรใกล้ปะทะกับราชินีฉลามเต็มทีแล้ว ต่อให้เขาไปตอนนี้ก็คงจะไม่ทันกาลแล้ว

         

        “ภารกิจเป็นไปได้ด้วยดีเลยนะครับ” โฟเรลกล่าวยิ้ม ๆ หลังจากขึ้นมาบนผิวน้ำ พวกเขาเดินทางออกนอกวิหารเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังเดินทางออกจากเขตน่านน้ำไร้ชื่อในปัจจุบัน มุ่งหน้าไปหาน่านน้ำปลอดภัยที่ใกล้สุด

         

        เรนเดลพยักหน้ารับรัวเร็ว อารมณ์ของเธอในตอนนี้ดีเป็นพิเศษ เหลืออีกเพียงชิ้นเดียวเขาก็จะเข้าใกล้ซอเด็ต เอเทลขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว ความตื่นเต้นทำให้นิทานเริ่มประเมินความสามารถของเขาและเธออีกครั้งในหัว

         

        จากการร่วมมือกันต่อสู้ในครั้งก่อน นิทานมองว่าตนในตอนนั้นมีโอกาสเอาชนะซอเด็ตเพียงไม่ถึงสี่ในสิบ แม้จะแบ่งปันพลังกับคีตาหรือเลือกไล่ตามอริยะคนใดที่พวกเขาใกล้ชิดก็ยังไม่มากพอ

         

        ปัญหาหลักไม่ใช่ระดับพลังจิตวิญญาณหรือพลังกายภาพ ในด้านกายภาพคีตานั้นเหนือกว่าซอเด็ตเสียด้วยซ้ำ หากปัญหาคือคำแห่งพลัง ซอเด็ตนั้นเป็นผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน เธอมีคำแห่งพลังให้เลือกสรรมากถึง 5คำ ต่างกันกับนิทานที่แท้จริงแล้วมีคำแห่งพลังเพียง 4คำเท่านั้น

         

        แม้จะรวมกับคีตาจนมี 8คำแต่ในการต่อสู้จริง นิทาน วงจันทราและคีตา วงจันทรา นั่นไม่อาจใช้งานได้ จึงเหลือคำแห่งพลังเพียง 6คำที่พวกเขาจำต้องหมุนเวียนกันใช้ตามสถานการณ์

         

        ตัวจำนวนอาจจะมีมากกว่าหากวิธีการใช้งานกลับเป็นสิ่งที่พวกเขาเสียเปรียบ ทั้งสองไม่มีคำแห่งพลังสำหรับการโจมตีโดยตรงเลยแม้แต่คำเดียว คำแห่งพลังของพวกเขามุ่งเน้นไปที่การป้องกัน ตรวจจับ เสริมพลัง และประยุกต์ใช้ ต่างกันกับซอเด็ตที่สามารถควบรวมเมฆาของเธอเป็นพลังโจมตีได้

         

        และนั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นิทานต้องการพัฒนาร่มปกปักหทัยของเขามากเป็นพิเศษ ร่มปกปักหทัยนั้นเป็นพลังโจมตีหลักของเขา และนิทานยังต้องหวังพึ่งพามันสำหรับการป้องกัน เขาย่อมไม่อาจใช้งานปราการตลอดเวลาได้

         

        แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด สร้างความกังวลให้นิทานมากที่สุด คือการขาดข้อมูล เขาแทบไม่รู้ลูกเล่นอะไรของเธอมากมายนักเลย เพียงรู้ว่าเธอมีคำแห่งพลัง เมฆา ที่แข็งแกร่งราวกับกลโกงและคำแห่งพลังอีกคำหนึ่งที่ช่วยให้เธอกางบางสิ่งคล้ายอาณาเขตของตนได้ นอกนั้นอีก 3คำเขาไม่มีข้อมูลเลยแม้แต่น้อย

         

        เธอเองก็สมควรไม่ทราบข้อมูลของเขามากมายนัก แต่อย่างน้อยเธอก็พอจะรู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้างจากการร่วมมือกันในสุสาน ต่างกับเขาที่ไม่รู้อะไรเลย และนั่นเป็นจุดบอดใหญ่หลวงที่พลิกผลลัพธ์ของการประลองได้

         

        ในปัจจุบันนี้หลังจากออกจากสุสาน ตัวคีตาก็เลื่อนระดับกลายเป็นนักสลักเอก พลังทุกอย่างในร่างของมันได้รับการพัฒนาครั้งใหญ่ พร้อมทั้งได้ลูกเล่นใหม่อย่างการไปปรากฏตัวด้านหลังอีกฝ่ายได้ทันทีผ่านการเรียนรู้คำแห่งพลัง ไล่ตาม จนถ่องแท้ ปริมาณพลังที่ได้รับผ่านการใช้งานไล่ตามก็สูงขึ้น

         

        หากวัดกันที่กายภาพ กำลังกาย ความเร็ว และพลังจิตวิญญาณอย่างเดียว พวกเขายามเสริมพลังทุกรูปแบบสมควรเหนือกว่าซอเด็ตแล้ว

         

        ในกรณีที่เธอไม่มีลูกเล่นอื่นนอกจากที่รวมเมฆาให้กลายเป็นชุดคลุมที่ใส่แล้วสวยมากแถมยังแข็งแกร่งขึ้นมากตัวนั้นน่ะนะ นิทานบ่นในใจ คำแห่งพลัง เมฆา ของซอเด็ตนั้นสารพัดประโยชน์เกินไปมาก

         

        เมื่อรวมกับร่มปกปักหทัยที่ได้รับการเสริมแกร่งมาแล้ว เขาคิดว่าโอกาสชนะสมควรห้าสิบห้าสิบ

         

        เพียงห้าสิบห้าสิบเท่านั้น นิทานไม่มีทางเชื่อว่าตลอดหลายเดือนมานี้ยมทูตอัสดงคนนั้นจะนิ่งเฉยอยู่กับที่หรือถดถอยลง เธอมีแต่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเขาเองเสียด้วยซ้ำที่ไม่พอใจกับการพัฒนาของเขาเองเท่าไหร่ ความแข็งแกร่งที่เพิ่มมาตลอดหลายเดือนนี้เกิดจากคีตาและอาวุธล้วน ๆ

         

        นิทานหรี่ตาลง หวังเพียงว่าสิ่งนั้นที่เขาพยายามมาจะได้ผล

         

        โฟเรลยิ้มน้อย ๆ หลายสัปดาห์มานี้ถึงจะมีแต่เรื่องยุ่งยากน่าปวดหัว แต่เขาก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการคอยมองดูใบหน้าแสนแปรปรวนของเรนเดลและนิสัยน่ารัก ๆ ของเซเรนเซ่นั้นเป็นอะไรที่สนุกไม่น้อย

         

        “เช่นนั้นภารกิจถือว่าเป็นอันสิ้นสุดแค่นี้นะครับ ตลอดหลายวันมานี้ขอบคุณมากครับคุณเรนเดล” โฟเรลกล่าวยิ้ม ๆ อีกฝั่งดูเหมือนจะกำลังดีใจกับวุ่นอยู่กับเรื่องบางอย่างอยู่ในหัวจนแทบไม่ฟังเขาอีกแล้ว

         

        ‘ขอบคุณเหมือนกันนะคะคุณโฟเรล’ เรนเดลยิ้มกว้าง การว่าจ้างในครั้งนี้ท้ายที่สุดแล้วก็จบลงด้วยดี จากเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอที่เมืองศิลาลัยกลับกลายเป็นเพื่อนร่วมทางนับเดือน

         

        เรนเดลหยิบศิลาส่งผ่านของตัวเองออกมาด้วยความเคยชิน ในเมื่อสนิทกันแล้วเขาก็อยากแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อระหว่างกัน ในอนาคตเมื่อได้พบกันอีกหรือต้องการความช่วยเหลือจะได้ติดต่อกันได้สะดวก

         

        โฟเรลเห็นศิลาส่งผ่านในมือของเรนเดลแล้วก็อมยิ้ม เขาเองก็คิดเช่นนั้น ในฐานะสหายร่วมรบเรนเดลและเซเรนเซ่นั้นแข็งแกร่งมาก แม้แต่ในหมู่นักสลักเอกที่โดดเด่นหลายคนเรนเดลก็ไม่ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย บุคคลเช่นนี้ติดต่อกันไว้ย่อมไม่เสียหาย

         

        ในฐานะเพื่อนร่วมทางแม้ในตอนแรกจะน่าเหนื่อยใจไปบ้างแต่เธอเองก็รักษาระยะห่างได้ดี เป็นคนที่โฟเรลยินดีเดินทางไปด้วยกันอีกหากมีเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือ

         

        ในฐานะคนคนหนึ่ง เธอเองนอกจากจะนิสัยดีแล้วเธอยังปฏิบัติกับเขาอย่างเป็นปกติ อยู่กับเธอทำให้เขาสบายใจและเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่าเวลาอื่น อาชีพนักผจญภัยนั้นเสี่ยงชีวิตอยู่เสมอ การจะไว้ใจใครสักคนอาจส่งผลถึงชีวิต ยิ่งเขาเป็นเผ่าจิตวิญญาณที่หายากแถมยังแข็งแกร่ง เขาจึงต้องคอยระมัดระวังคนรอบตัวเสมอมา แต่อย่างน้อย ๆ กับเธอเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น

         

        เรนเดลชะงักไป เธอพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าการแลกช่องทางติดต่อกับโฟเรลนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย ตัวตนของเรนเดลเป็นเพียงของปลอมเท่านั้น แถมยังเป็นของปลอมที่เกิดจากสมบัติปลอมแปลงระดับสูงอีกด้วย

         

        นั่นหมายความว่าหลังจากที่เรนเดลกลับเป็นนิทานแล้ว เขาจะไม่สามารถสลับไปมาได้เรื่อย ๆ ตามใจ ดังนั้นหากโฟเรลติดต่อมานั่นจะเป็นปัญหาอย่างมาก

         

        ท้ายที่สุดแล้วนิทานจึงตัดสินใจเก็บศิลาส่งผ่านกลับลงไป ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกับกล่าวอวยพรคล้ายการสั่งลา

         

        ‘ขอองค์เดรฟัสอยู่เคียงข้างนะคะ’ 

         

        ท่าทางนั้นของเรนเดลทำให้โฟเรลอึ้งไป ศิลาส่งผ่านในมือของโฟเรลค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น เขาเองก็หยิบศิลาส่งผ่านขึ้นมาพร้อมแลกช่องทางติดต่อเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้อีกฝ่ายดันเก็บมันลงไปก่อนเลยกลายเป็นว่าเขายืนทำหน้ามึนงงถือศิลาส่งผ่านอยู่ฝ่ายเดียวในขณะที่เรนเดลกล่าวลา

         

        นี่เขาพึ่งจะโดนปฏิเสธโดยที่ยังไม่ทันขอรึเปล่า?

         

        แถมอีกฝ่ายยังทำท่าจะขอแลกช่องทางติดต่อก่อนด้วยซ้ำ

         

        สมองของโฟเรลลัดวงจรไปชั่วขณะหนึ่ง สีหน้ากระตุกเป็นช่วง ๆ จากการไม่รู้ว่าควรทำใบหน้าเช่นไรดี จะโมโหก็ไม่สามารถ จะให้เป็นฝ่ายขอก่อนก็ไม่ได้ แต่จะให้กลับไปไร้สีหน้าดังเดิมก็ช้าไปแล้ว

         

        เรนเดลที่ปั้นหน้ายิ้มสุดชีวิตหันไปเล่นกับเซเรนเซ่ เปลี่ยนเรื่องหนีอย่างรวดเร็ว ในใจของเธอลอบขอโทษโฟเรลจนแทบจะอยากกราบลงไปกับพื้นเรือ

         

        ในฐานะคนที่เชื่อใจใครยากเหมือนกัน หากเขาโดนคนที่เริ่มจะเปิดใจให้ทำเช่นนี้ นิทานเองก็คงจะทำสีหน้าเช่นนี้เหมือนกัน

         

        เพียงเขาลองนึกภาพว่าหลังจากออกจากสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม ซอเด็ตที่กลับมาจะขอแลกช่องทางติดต่อดันเก็บศิลาส่งผ่านกลับเข้ากระเป๋าแถมยังเฉไฉพูดเรื่องอื่นแทนจนเหลือเขาดีใจเก้ออยู่คนเดียวนิทานก็แทบจะอยากเอาหัวมุดน้ำตายแล้ว

         

        โฟเรลเก็บศิลาส่งผ่านของตนกลับเข้ากระเป๋าพร้อมกับรอยยิ้มเข้าอกเข้าใจ จากที่รู้จักกันมาเรนเดลสมควรไม่ใช่คนที่มีนิสัยเช่นนั้น บางทีเธอคงจะมีเหตุผลของเธอที่ทำให้ไม่สามารถแลกช่องทางติดต่อได้จึงต้องทำเช่นนี้

         

        โฟเรลคิดปลอบใจตนเองเช่นนั้น ในดวงตาสีขาวเทาของเขาปรากฏสีน้ำเงินหมอง ความเศร้าฉายชัดอยู่เต็มใบหน้าหากแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเรื่องนี้อีก เปลี่ยนเรื่องกลับไปสู่ธุระปัจจุบัน “ให้ผมไปส่งที่ไหนดีครับ”

         

        โฟเรลนั้นไม่มีภารกิจเร่งด่วนอะไรหลังจากนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ถือสาที่จะไปส่งเรนเดลแทนที่จะให้เธอลงในเกาะที่ใกล้ที่สุดแล้วให้เธอจ้างเรือไปหลังจากนี้เอง

         

        เรนเดลคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตามปกติแล้วเขาก็สมควรจะกลับนครรัตนะเพื่อไปสมทบกับไพลินก่อน แต่เขาไม่อยากเสียเวลาเดินทางอีกครั้งหากไพลินมาบอกทีหลังว่าหากต้องการขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าจะต้องเดินทางไปสักที่

         

        ‘เมืองท่าบรูคันค่ะ ขอรบกวนติดเรือไปสักระยะนะคะ’ เรนเดลตอบ

         

        เมืองท่าบรูคันนั้นเป็นเมืองท่าใหญ่ของเผ่ารูเบียส เป็นจุดรวมตัวของทั้งโจรสลัดและนักผจญภัยมากมาย ตัวเมืองเองก็มีขนาดใหญ่โตและเจริญกว่าเมืองท่าสมุทรมาก สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จึงครบถ้วน

         

        เขาวางแผนไว้ว่าเมื่อไปถึงเมืองแล้วจะติดต่อไพลินอีกครั้ง หากเธอต้องการให้กลับนครรัตนะก่อนก็จะโดยสารนกยักษ์ 8ปีกไป เพียงแต่เขาสังหรณ์ว่าตนจะไม่ได้กลับนครรัตนะทันทีจึงเลือกจะใช้เมืองท่าบรูคันเป็นจุดพัก

         

        โฟเรลพยักหน้า เมืองท่าบรูคันเองก็เป็นหนึ่งในจุดหมายที่เขาต้องการไป เมืองนั้นมีนักผจญภัยและโจรสลัดอยู่จำนวนมาก เขาสมควรหาภารกิจดี ๆ ได้จากที่นั่นเช่นกัน

         

        บรรยากาศอึดอัดหายไปอย่างรวดเร็วเพราะความเข้าอกเข้าใจของโฟเรลในฐานะคนที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนมากเช่นเดียวกัน

         

        เช้าวันถัดมานิทานได้รับการติดต่อจากไพลิน เธอเล่าด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่าเพชฌฆาตและคนอื่น ๆ นั้นประสบความสำเร็จและได้รับแก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตมาในสภาพสมบูรณ์ดี ทั้งซากร่างและหัวใจเองก็ยังอยู่ครบถ้วน มีเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่เป็นรูโหว่

         

        ข่าวเช่นนี้ทำให้นิทานเกือบหลุดตะโกนออกมาด้วยความยินดี หลังจากแลกเปลี่ยนกันพักหนึ่งไพลินก็วนกลับไปเรื่องขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้า

         

        “เราได้วิธีดี ๆ มาแล้วล่ะ นายกะจะไปที่เมืองท่าบรูคันอยู่แล้วใช่มั้ย?”

         

        เรนเดลพยักหน้าด้วยสีหน้าสงสัยปนกังวล ‘แผนเธอจะได้ผลจริง ๆ ใช่มั้ย เวลาเหลือไม่เยอะแล้วนะ’

         

        “ก่อนหน้านี้เราก็ไม่มั่นใจนักหรอก แต่หลังจากคุยกับเพชฌฆาตเมื่อไม่กี่วันก่อนเราก็มั่นใจแล้วล่ะ” ไพลินฉีกยิ้มแฉ่ง ในนัยน์ตาสีชมพูนั้นปรากฏร่องรอยของความขบขัน

         

        ‘ก็ได้ ว่าแต่จะให้ฉันทำอะไรล่ะ ไปรอที่เมืองท่าบรูคันเฉย ๆ เหรอ’ เรนเดลเกาหัว ได้แต่เชื่อใจในสีหน้ามั่นใจของเพื่อนผู้มีผมสีแดงเพลิง

         

        “ตามนั้น แต่ช่วยเดินทางเป็นเส้นตรงที่สุดด้วยนะ ไปเส้นทางที่ฟ้าเปิดและให้หลบเลี่ยงเส้นทางที่สภาพอากาศไม่ค่อยดีนัก” ไพลินกล่าวย้ำ

         

        นิทานเดาเจตนาของเพื่อนเขาคนนี้ไม่ออกเลยแม้แต่น้อย แม้เขาจะคิดว่าตัวเองค่อนข้างหัวดีแต่เขาก็ยอมรับว่ายังห่างไกลจากไพลิน

         

        เรื่องเส้นทางการเดินเรือไม่ใช่ปัญหานัก ทั้งสามคิดจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว มีเพียงเรื่องการหลบพายุที่แปลกสักหน่อย ด้วยคุณภาพและสมบัติบนเรือม้าอัคคี หากไม่ใช่พายุที่รุนแรงจนเกินไปพวกเขาสามารถฝ่าไปได้อย่างไร้กังวล

         

        แม้จะไม่ทราบแต่เธอย่อมมีเหตุผลที่ให้เขาทำเช่นนั้น เรนเดลจึงหันไปบอกโฟเรลให้เปลี่ยนเส้นทางตามที่ไพลินต้องการ

         

        “ดี เผลอ ๆ อาจจะไม่ต้องไปถึงเมืองท่าบรูคันก็ได้” ไพลินหัวเราะก่อนจะตัดสายไป ได้แต่ปล่อยให้เรนเดลมองหน้าเซเรนเซ่อย่างงุนงง

         

        อะไรของเขานะ นายว่าไงคีตา

         

        “ฟืด!”

        ไม่รู้! อยากได้ของฝากมั้ง!

         

        —————————————————————————————————————————————————

         

        สองวันหลังจากนั้น โฟเรลยินยอมเดินทางตามวิธีที่เรนเดลขอ พวกเขาเดินทางตัดเป็นเส้นตรงโดยมีการหลบเลี่ยงพายุฝนที่ดูไม่หนักหนาอะไรสองถึงสามครั้ง เมื่อเริ่มเข้าใกล้เมืองท่าบรูคัน เรนเดลก็เข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดไพลินจึงบอกให้เขาทำเช่นนั้น

         

        หากไม่เดินทางเป็นเส้นตรงเขาจะมาไม่ทัน และการหลบพายุก็เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจอสิ่งที่ไพลินต้องการ

         

        เบื้องหน้าเรือม้าอัคคีคือร่างอันงดงามของสตรีเผ่าซือบาสที่มีปีกสองคู่ มวลเมฆาต่างขยับไหวตามเธอราวกับสุนัขเดินตามผู้เป็นนาย พลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเกินกว่าระดับนักสลักเอกไปไกลแผ่พุ่งออกมาโดยไม่มีการปิดบัง ผ้าสีขาวที่ผูกอยู่ที่ปีกปลิวไสวลู่ตามลม

         

        ใบหน้าสวยของเธอจับจ้องไปเบื้องหน้า สีหน้าทั้งเย็นชาและไม่แยแสซึ่งสิ่งใด ขณะนี้ใกล้ค่ำแล้ว แสงสีส้มอัสดงจึงอาบกลืนไปกับร่างของเธอ แม้กระนั้นเธอก็ไม่ได้ถูกแสงนั้นกลบทับแต่อย่างใด ผมสีส้มอัสดงและนัยน์ตาสีน้ำเงินหม่นของเธอเจิดจ้าโดดเด่นท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นอย่างงดงาม

         

        ปีกทั้งสี่ของเธอโบกสะบัดพาร่างของเธอแล่นตัดผ่านท้องฟ้า เผ่าซือบาสนั้นใช้ปีกโบยบินบนผืนฟ้า พวกเขาย่อมไม่ชอบให้ปีกของตนเปียกหรือมีลมแรง

         

        เมื่อเรนเดลมองเห็นเธอ เธอเองก็มองเห็นเรนเดลเช่นกัน


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน