บันไดบ้านของอิสราทำผมวิงเวียนเล็กน้อยเพราะมันหมุนเป็นวงประมาณหนึ่งรอบเพื่อขึ้นไปที่ชั้นสอง เธอบอกว่าเป็นคนเลือกมาตกแต่งบ้านเองเพราะชอบในความสวยงามของโครงสร้างผมทำได้เพียงพยักหน้ารับตามมารยาททั้งที่ในใจรู้สึกว่ามันดูโดดเด่นจนแปลกแยกจากองค์ประกอบอื่นในบ้านแต่ก็ไม่อยากขัดคอเรื่องรสนิยมส่วนตัวของเธอ
ชั้นสองดูกว้างกว่าที่ผมคาดไว้แสงแดดช่วงบ่ายส่องผ่านหน้าต่างทำให้ระเบียงทางเดินดูอบอุ่นอิสราชี้ไปที่บานประตูทางขวามืออธิบายว่าห้องใหญ่สุดในบรรดาสี่ห้องนี้เป็นของพ่อแม่หลานทั้งสองคนต่างมีห้องแยกของตนเองคนละห้อง ส่วนเธอกับพี่สาวนอนในห้องใหญ่อีกห้องแต่เดิมแซทเคยนอนกับแม่ จนกระทั่งเริ่มย่างเข้าวัยรุ่นและต้องการพื้นที่ส่วนตัวเด็กชายจึงมาขอสลับห้องกับเธอถาวรถึงกระนั้นอิสราก็เหมือนอยู่คนเดียวอยู่ดีเพราะลักษิกาต้องไปค้างต่างประเทศบ่อย ๆได้กลับบ้านมาแค่ครั้งเดียวในสองสามเดือน พวกเราหยุดอยู่หน้าบานประตูสีฟ้าที่ห้อยป้ายว่า‘ห้ามรบกวน’
“แซท”อิสราเคาะประตูเรียกหลานชาย ตั้งใจมาทำตามสัญญาที่บอกว่าจะช่วยทำการบ้านระหว่างรอผมมองไปยังกระถางดอกไม้สีสันสดใสอันเล็ก ๆ ตรงมุมระเบียงที่ติดกับประตูห้องน้ำความสวยงามของมันก็ไม่อาจระงับอาการวิตกจริตของผมได้รู้สึกหวั่นใจตั้งแต่ตอบรับเธอไปแล้ว ถ้าเป็นการเมืองในสมัยผมยังพอถูไถไปได้แต่นี่คือปี 2090 ผมเพิ่งศึกษามาได้แค่ไม่กี่เดือนเผลอ ๆ น้อยกว่าแซทอีก แต่จะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อบอกปัดอิสราก็คงไม่ได้
เพียงครู่เดียวเด็กชายก็เดินมาเปิดประตูและเชิญให้พวกเราเข้าไปในห้อง ห้องของแซทเป็นระเบียบ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน บรรยากาศดูเป็นกันเองน่าแปลกที่ไม่มีโปสเตอร์การ์ตูน ดาราหรือหนังที่ชอบติดบนฝาผนังสีฟ้าอ่อนเลยสักชิ้นชั้นหนังสือก็มีวางอยู่แค่ไม่กี่เล่ม พื้นที่ที่เหลือเป็นตัวต่อโมเดลที่ซับซ้อนและหลากหลายอยู่เต็มไปหมด มีทั้งรูปสถาปัตยกรรมตึกสวยงาม โมเดลอาคารรัฐสภา เครื่องบินรถถัง มีหุ่นยนต์กันดั้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในท้องตลาดวางอยู่ด้วยคงเป็นภาคที่ออกหลังจากปี 2020 โต๊ะทำงานของเขาสะอาดสะอ้านเพราะมีสิ่งของแค่สองชิ้น คอมพิวเตอร์รุ่นคล้ายในห้องทำงานผมถูกเปิดทิ้งไว้ มีแท็บเล็ตอีกอันวางอยู่ข้างกันตรงมุมหนึ่งของห้องเป็นบอร์ดขนาดใหญ่ที่เป็นจอภาพเหมือนป้ายโฆษณาที่เห็นได้ทั่วไปริมถนนมีแผนที่โลกกับแผนผังบางอย่างปรากฏอยู่ เด็กชายคงใช้เป็นข้อมูลประกอบการทำการบ้าน
แซทเชิญให้ผมกับอิสรามานั่งขอบเตียงจุดนี้จะหันหน้าเข้าหาโต๊ะทำงานเขาพอดี
“น้ากับเพื่อนน้าจะช่วยอะไรผม”เด็กชายพูดขึ้น น้ำเสียงเขาดูไม่ได้วิงวอนร้องขอความช่วยเหลือ
“แซทติดตรงไหนเหรอ”อิสราถาม
“จริงๆ ก็ไม่ได้ขนาดนั้น พอมีคำตอบในใจไว้คร่าว ๆ หมดแล้ว”
“ก็เล่าให้น้าฟังก็ได้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไง” เธอกล่าว เด็กชายแบมือยักไหล่ แล้วยินยอมทำตามแต่โดยดีเขาเปิดโปรแกรมในแท็บเล็ตของตนเอง มีตัวหนังสือสีดำเขียนเรียงกันเป็นตับในนั้นมีบางส่วนที่มีคำตอบสีแดงเติมต่อท้ายแล้ว
“ข้อนี้ไงอะไรคือสามเสาหลักของการคานอำนาจในประชาธิปไตย”
“อือ น่าสนใจนะ แล้วว่าแซทคิดว่าไง”
“ต้องมีประชาชนอันหนึ่งแน่นอนอีกสองอันไม่แน่ใจ ผมยังไม่อยากถามจากเอไอหรือค้นในอินเทอร์เน็ต” เด็กชายตอบทำผมขมวดคิ้ว ไม่ตรงกับที่ผมรับรู้มาเลยแม้แต่น้อย
“แน่ใจเหรอว่าไม่ใช่นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ” ผมพลั้งปากพูดออกไป
“ไม่ใช่หรอก...อันนั้นไม่นับว่าคานอำนาจเพราะเป็นพวกเดียวกันหมดก็จบ กลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก” อิสราตอบแทนผม
“ใช่เรื่องนั้น ผมก็รู้” แซทสนับสนุนคงมีแต่ผมคนเดียวล่ะสิที่ไม่รู้
“โห ไม่หลงกลเลยแฮะ” ผมทำทีหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อน อีกสองคนหน้านิ่งเหมือนไม่ขำการกลั่นแกล้งนี้ด้วย แย่แล้วผมเองก็ไม่รู้คำตอบที่ถูกต้อง ภาวนาว่าอิสราจะไม่ได้มอบหมายให้ผมเป็นคนเฉลยมิฉะนั้นคงเสียฟอร์มแย่
“คิดออกไหมจ๊ะ”อิสราหันไปเค้นหลานชายต่อ “ใบ้ให้ว่าเกี่ยวกับอาชีพที่หลานอยากทำ”
“อ๋อ! ผมรู้แล้ว” แซทตะโกนเสียงดัง “ประชาชน ยูเอ็นดี และเอไอ”
น้าสาวพยักหน้าเขาชูมือขึ้นในอากาศพลางโห่ร้องอย่างดีใจ ส่วนผมได้แต่มองตาปริบ ๆ เด็กชายพูดพลางกดปุ่มแปลข้อความเสียงใส่คำตอบลงไปในช่องว่างด้วยตัวอักษรสีแดง
“เก่งมากเลยแซท” ผมชื่นชมหลานเอาตัวรอดไว้ก่อน
“จริง ๆ ผมก็เคยรู้แล้ว แค่เจอภาวะสมองตันเฉยๆ” แซทแก้ตัว แต่ผมเชื่อว่าเด็กคนนี้ฉลาดจริง ๆ เขาเสนอให้ลองเปลี่ยนวิชาเพราะง่ายไป อิสราก็ตามใจหลานส่วนผมเช็ดเหงื่อตื่นตระหนกรอแล้ว ผมสแกนดูหมดแล้วนี่คือคำถามของเด็กชั้นประถมปลายจริงเหรอ มันเหมือนคำถามเชิงคิดวิเคราะห์ที่ควรนำมาพูดคุยถกเถียงกันในระดับมหาวิทยาลัยแต่ดันหลอกตาด้วยเหล่าตัวการ์ตูนแสนน่ารักประดับตกแต่งบนหน้ากระดาษอิสราชี้ให้ดูข้อสอบวิชาศาสนาที่บอกให้อภิปรายเรื่องสมมุติต่อไปนี้อย่างกว้างขวางจะแง่ความเหมาะสมหรือความเป็นไปได้อะไรก็ได้
นานมาแล้วมีสามเณรในศาสนาพุทธรูปหนึ่งบวชเรียนแต่พอถึงช่วงเวลาปิดเทอมก็กลับบ้านถอดจีวร ช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน พอโดนจับสึกเณรก็บอกว่าพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียนท่านคิดว่าการกระทำนี้เหมาะสมหรือไม่
“ผมทำข้อนี้ไม่ได้จริง ๆเพราะผมไม่เคยเห็นสามเณรมาก่อน ไม่ได้เลือกเรียนวิชาศาสนาพุทธด้วย” แซทบอกจริงของเขา ตั้งแต่มาถึงยุคนี้ผมไม่เคยเห็นพระสงฆ์ บาทหลวงหรือนักบวชในศาสนาไหนตระเวนตามท้องถนนเลย เคยเห็นแค่สามสี่คนในพื้นที่เอฟอีเอเซนทรัลพาร์กที่ไปครั้งก่อน
“แล้วท่านคิดว่าไง” อิสราหันมาถามผมเฉยแม้ว่าจะไม่เคยบวชเรียน แต่ครอบครัวผมก็พาไปเข้าวัดทำบุญประจำ
“เราว่าเณรเป็นคนดีเป็นลูกกตัญญู แต่ก็ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับการบวชเพราะช่วงกลับบ้านน่าจะทำผิดศีลหลายข้อ จึงสมควรสึกเพราะความจนไม่สามารถใช้อ้างได้ ไม่งั้นคนที่ขโมยของก็อ้างว่าจนได้”
“แต่...ที่เราคิดคือ เป็นไปได้ทั้งเณรกฎของพระ และสังคมที่กดให้คนจนขยับตัวไม่ได้” อิสราเห็นแย้ง
“ก็น่าคิด...ลองเอาประเด็นนี้ไปอภิปรายแลกเปลี่ยนกับครูดูนะ”ผมตัดจบแล้วหันไปบอกเด็กชาย
เสียงแม่ของอิสราแว่วมาจากชั้นล่างเรียกชื่อเธอสองสามครั้งแล้วเงียบไป สักพักหนึ่งอิสราก็กดปุ่มข้างหูของเธอดูข้อความบางอย่างในจอเอวีเอสอีส่วนตัว แล้วชะงักเล็กน้อย
“เดี๋ยวเราลงไปข้างล่างก่อนนะแม่เรียก” หญิงสาวเอ่ย “ท่านช่วยแซทไปก่อนนะ”
อิสราหมุนตัวเดินออกจากห้องไปแล้วทิ้งให้ผมเหงื่อตกอยู่กับเด็กชายตามลำพัง แซทจ้องผมเขม็งสลับกับแผ่นหลังของน้าสาว
“ข้อต่อไปถ้าท่านตอบไม่ได้ไม่ต้องมาจีบน้าเราเลยนะ” เด็กชายเอ่ยขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย