ในตอนนั้นเองท่ามกลางผู้คนที่รวมกลุ่มอยู่เบื้องหน้า ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพลันตื่นเต้นขึ้นมา
“ยอดเยี่ยม พี่ใหญ่เหลยเลื่อนระดับแล้ว ถ้าอย่างนั้นแบบนี้การล้างแค้นให้เฉินจวินก็ยิ่งง่ายขึ้นแล้ว”
“เหล่าหวัง เกิดอะไรขึ้นกับเฉินจวินกันแน่?”
“เอ่อ... คือเื่มันเป็อย่างนี้ ฉันกับเฉินจวินออกไปสำรวจเส้นทางด้วยกันพอไปถึงป่าเล็กๆ ตรงนั้น พวกเราก็เจอเข้ากับงูพิษเก้าห่วงสองตัวทันทีพวกเราเห็นสถานการณ์ไม่ดี ก็เลยรีบหันหลังหนีทันที”
“น่าเสียดาย เฉินจวินเคลื่อนไหวช้าไปหน่อยเลยถูกงูั์ตัวหนึ่งไล่ตามทันและกลืนกินเข้าไปส่วนฉันตื่นรู้พร์เพิ่มความเร็ว จึงเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเลยหลอกล่อให้งูอีกตัวหนึ่งตามมาที่นี่”
“โชคดีที่พวกนายก็มาถึงพอดี เลยสังหารงูั์ตัวนี้ได้ เฮ้อ!ที่นี่มัน...มันน่ากลัวจริงๆ” เมื่อพูดถึงตรงนี้ชายวัยกลางคนก็แสดงสีหน้าหวาดกลัว
เหลยเจวี๋ยเงียบฟังอย่างสงบด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ เขาสร้างอำนาจอันเด็ดขาดในกลุ่มมือใหม่แห่งนี้และได้รับการยอมรับจากทุกคนในกลุ่มให้เป็หัวหน้าแม้ว่าชายวัยกลางคนจะแก่กว่าเขาถึงสิบปี ก็ยังต้องเรียกเขาว่า‘พี่ใหญ่เหลย’
“ไปกันเถอะ พวกเราจะไปแก้แค้นให้เฉินจวิน เหล่าหวัง นายนำทางไปสิ” เหลยเจวี๋ยกล่าวอย่างแ่เบา
“พี่ใหญ่เหลย ตามฉันมาเลย” เหล่าหวังรีบเดินนำหน้าไปจากนั้น ผู้คนทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังที่ซ่อนของฉินเฟิง...
เมื่อแอบฟังมาถึงตรงนี้ฉินเฟิงก็เข้าใจเื่หนึ่ง งูพิษเก้าห่วงที่เขาสังหารไปก่อนหน้านี้ที่มันกลืนกินคนเข้าไป คงเป็เฉินจวินที่เหล่าหวังพูดถึงนั่นเอง
ในขณะนั้นเองเหลยเจวี๋ยและคนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาใกล้ ฉินเฟิงรีบกลั้นหายใจเขาหมอบลงในพุ่มไม้และซ่อนตัวอย่างระมัดระวังเขาตั้งใจว่าจะรอให้คนเ่าั้จากไปก่อน แล้วค่อยเข้าไปสกัดร่างของงูั์
แต่เมื่อกลุ่มคนเดินผ่านที่ซ่อนของฉินเฟิงหญิงสาวคนหนึ่งในชุดกางเกงยีนส์สีฟ้า ก็เหมือนจะค้นพบบางสิ่งเธอจึงหันศีรษะมาทางที่ซ่อนของฉินเฟิงอย่างฉับพลัน
“ใคร?” หญิงสาวคนนี้มีชื่อว่าหลิ่วเหยียนในเวลานี้เธอกำลังจ้องมองพุ่มไม้เบื้องหน้าด้วยความระวังเพราะเธอเป็ผู้ที่มีพร์ด้านการได้ยินตอนนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันไม่ถึงสิบเมตรเธอจึงได้ยินเสียงหัวใจของฉินเฟิงอย่างชัดเจน ท่าทีของเธอทำให้ทุกคนใและหันไปมองที่ซ่อนของฉินเฟิงทันที
“ใครน่ะ?”
“ออกมานะ!” ทุกคนต่างก็ระมัดระวังตัวเพราะในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ ชีวิตของพวกเขาอาจจะสูญสิ้นไปได้ทุกเมื่อทุกคนจึงไม่กล้าประมาท
ในพุ่มไม้ฉินเฟิงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ และจำต้องลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้กังวลแม้แต่น้อย แม้ว่าเหลยเจวี๋ยทั้งเจ็ดคนจะร่วมมือกันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
“นาย...” หลิ่วเหยียนมองฉินเฟิงอย่างประหลาดใจราวกับว่ารู้จักฉินเฟิง
ฉินเฟิงรู้สึกงงงวยเล็กน้อยเขาจำได้ว่าเขาไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้
“หลิ่วเหยียน เธอรู้จักเขาด้วยเหรอ?” เหล่าหวังถาม
หลิ่วเหยียนชะงักไปเล็กน้อยครู่ต่อมาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าสวยพลันแดงก่ำเล็กน้อย ที่จริงแล้วเธอไม่รู้จักฉินเฟิง เพียงแต่ในช่องสนทนามีรูปประจำตัวและชื่อของแต่ละคนอยู่ด้วย
ในหมู่บ้านเริ่มต้นนี้มีคนหนึ่งพันคนส่วนใหญ่หน้าตาธรรมดา มีเพียงไม่กี่คนที่หล่อเหลา ซึ่งฉินเฟิงเป็หนึ่งในนั้น
หลิ่วเหยียนเองก็ชื่นชอบคนหน้าตาดีเธอเลยให้ความสนใจและจำฉินเฟิงได้ เธอไม่คาดคิดว่าจะได้มาเจอฉินเฟิงที่นี่แต่เธอก็ไม่สามารถบอกได้ว่า เธอจำฉินเฟิงได้เพราะเขาหล่อ
“เอ่อ... ฉันเคยเห็นรูปประจำตัวของเขาในช่องสนทนา เลยจำเขาได้คนคนนี้ชื่อฉินเฟิง”
หลิ่วเหยียนแสร้งทำเป็ใจเย็นจากนั้น เธอก็หันไปมองฉินเฟิง “ฉินเฟิงนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ฉันก็แค่ผ่านมาเท่านั้นเอง” ฉินเฟิงกล่าวอย่างแ่เบา
หลิ่วเหยียนถอนหายใจ“ในป่าอันตรายมาก ถ้านายบุกไปคนเดียว อาจจะการเกิดเื่ได้เมื่อกี้นี้เพื่อนคนหนึ่งของเราก็เกิดเื่ขึ้น” เมื่อพูดถึงตรงนี้เธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปมองเหลยเจวี๋ย
“พี่เหลย หรือจะให้ฉินเฟิงมารวมกลุ่มกับพวกเราดีเขาอยู่คนเดียวข้างนอกน่าสงสารและอันตรายมากนะคะ”
เหล่าหวังก็เห็นด้วย“พี่ใหญ่เหลย หลังจากที่เฉินจวินเกิดเื่ พวกเราก็ขาดคนไปหนึ่งคนหรือจะให้ฉินเฟิงเข้าร่วม เพื่อเพิ่มพลังก็ได้นะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหลยเจวี๋ยก็พยักหน้าเล็กน้อย
ใน่เริ่มต้นมนุษย์มีความแตกต่างอย่างมากในด้านความแข็งแกร่งกับสัตว์อสูรมนุษย์ในระดับเดียวกันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสัตว์อสูรการร่วมมือกันก็เป็แนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอนาคตจะต้องมีกองกำลังต่างๆทั้งเล็กและใหญ่เกิดขึ้น เขา้าขยายอิทธิพลของตนเอง จึงต้องสร้างกองกำลังของตนเองเพื่อให้คนจำนวนมากมาเข้าร่วมกับเขา เมื่อคิดได้ดังนั้นเหลยเจวี๋ยก็มองไปยังฉินเฟิง
“ฉินเฟิง แสดงค่าสถานะและพร์ของนายออกมา ตราบใดที่มันไม่แย่เกินไปฉันจะรับนายเข้ากลุ่ม” เหลยเจวี๋ยกล่าวอย่างแ่เบาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเย่อหยิ่ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลิ่วเหยียนก็ดีใจทันที “ฉินเฟิงรีบบอกข้อมูลส่วนตัวของนายให้พี่เหลยดูเร็วเข้า”
เหล่าหวังก็กล่าวเสริม“ฉินเฟิง พี่ใหญ่เหลยของพวกเราเป็ถึงยอดฝีมือระดับสองการที่นายได้รวมกลุ่มกับพวกเรา ถือว่าโชคดีมากนะ”
เมื่อคำพูดนี้ออกมาทุกคนก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ในสายตาของพวกเขาตราบใดที่ฉินเฟิงได้ยินว่าเหลยเจวี๋ยเป็ยอดฝีมือระดับสองฉินเฟิงก็จะต้องเข้าร่วมกับพวกเขาอย่างแน่นอน
แต่ไม่คิดว่าฉินเฟิงจะกล่าวอย่างแ่เบาว่า“ไม่จำเป็หรอก ฉันชอบอยู่คนเดียว” พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปทันที
คราวนี้ทุกคนก็อึ้งไปให้ตายเถอะ… พวกเขาไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม? ไอ้หมอนี่กลับปฏิเสธความปรารถนาดีของพี่ใหญ่เหลยเสียได้เขาไม่รู้หรือว่าหัวหน้าเหลยไม่เพียงแต่เป็ยอดฝีมือระดับสองเท่านั้นแต่ยังมีความสามารถพิเศษระดับ D ที่แข็งแกร่งอีกด้วย
ในชั่วขณะหนึ่งสมองของทุกคนก็คิดอะไรไม่ออก เหลยเจวี๋ยก็อึ้งไปเช่นกันเขามองไปยังแผ่นหลังของฉินเฟิงด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
“ไปกันเถอะ ไม่ต้องไปบังคับเขาหรอก” เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะนำทางทุกคนและเดินจากไป ทุกคนก็ตามไป แต่ก็ยังคงบ่นพึมพำอย่างต่อเนื่องเพราะไม่เข้าใจการกระทำของฉินเฟิง
“โอ๊ย คนคนนี้นี่มัน...” หลิ่วเหยียนมองไปยังแผ่นหลังของฉินเฟิงเธอสะบัดเท้าด้วยความหงุดหงิด และเดินตามทุกคนไป...
ผ่านไปสักพักเหลยเจวี๋ยและพวกก็เดินจากไปไกลแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉินเฟิงก็กลับมาอย่างเงียบๆเขาไม่อยากรวมกลุ่มกับคนเหล่านี้ เพราะนอกจากจะเปิดเผยไพ่ลับของเขาแล้วยังจะทำให้ความคืบหน้าของเขาล่าช้าอีกด้วย
ไม่นานเขาก็เดินไปที่ข้างศพงู และเริ่มการสกัด...
[การสกัดไร้ขอบเขตสำเร็จ ได้รับค่าสถานะพลังจิติญญา 2 หน่วย]
พลังจิติญญาของฉินเฟิงเพิ่มขึ้นอีกแล้วฉินเฟิงจึงดีใจเป็อย่างยิ่งแบบนี้สัตว์อสูรระดับหนึ่งในทุ่งหญ้าสำหรับมือใหม่แห่งนี้ เขาก็สกัดครบหมดแล้วเขาจึงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป ในตอนนี้เขาก็เดินไปยังสุดขอบของทุ่งหญ้าสำหรับมือใหม่ เพื่อค้นหาสัตว์อสูรตัวใหม่...
หลังจากฉินเฟิงจากไปไม่นานอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงอุทานด้วยความใของเหลยเจวี๋ยและพวกดังขึ้น
ในเวลาเดียวกันในป่าเล็กๆ แห่งนั้น เหลยเจวี๋ยและพวกได้เห็นงูั์ที่ถูกฉินเฟิงผ่าท้องต่างก็ตกตะลึงกันไปตามๆ กัน...
ในที่เกิดเหตุมีกลิ่นคาวเืคละคลุ้งเครื่องในของงูั์ไหลกองอยู่เต็มพื้น ข้างๆ ยังมีศพมนุษย์นอนอยู่นั่นก็คือศพของเฉินจวิน ทุกคนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมีคนพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“ดูจากเืที่แห้งไปแล้ว ดูท่างูั์ตัวนี้ตายเร็วกว่าตัวที่เราฆ่า”คนที่พูดคือชายหนุ่มใส่แว่นคนหนึ่ง เขามีชื่อว่าฉีเจี๋ยก่อนที่เขาจะมายังโลกใบนี้ เขาเป็นักศึกษาของมหาวิทยาลัย 985 และชอบอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนเป็ประจำ
“ฉีเจี๋ยนายหมายความว่าอีกฝ่ายฆ่าเร็วกว่าเราและแข็งแกร่งกว่าเราอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่” ฉีเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปตรวจสอบศพงู ทว่าครู่ต่อมา เขาก็แสดงสีหน้าใ
เหลยเจวี๋ยรีบถาม“ฉีเจี๋ย เป็ยังไงบ้าง?”
ฉีเจี๋ยเงยหน้า“พี่ใหญ่เหลย ถ้าฉันเดาไม่ผิดทั้งหมดนี้น่าจะเป็ฝีมือของคนเพียงคนเดียวเพราะในที่นี่มีเพียงรอยเท้าของคนเดียวเท่านั้นและดูจากาแของงูที่ถูกฟันเข้าที่คอ น่าจะเป็การสังหารด้วยมีดเพียงครั้งเดียว”
เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
“พระเ้าช่วย สังหารด้วยมีดเพียงครั้งเดียว ยอดฝีมือ...นี่คือยอดฝีมืออย่างแน่นอน”
“ไม่จริงน่า? เกล็ดของงูตัวนี้มีการป้องกันที่สูงมากฉันฟันไปหลายสิบครั้งยังไม่สามารถทะลวงการป้องกันของมันได้คนคนนั้นสามารถฟันทะลุได้ในครั้งเดียวเลยเหรอ?”
“ฉันก็เลยบอกว่าคนผู้นั้นเป็ยอดฝีมือไง”
เหลยเจวี๋ยก็สูดหายใจลึก“สังหารเพียงครั้งเดียว แม้ว่าฉันจะระดับสองแล้วก็ยังไม่กล้าพูดว่าจะสามารถเอาชนะสัตว์อสูรระดับหนึ่งได้ในการต่อสู้ตัวต่อตัวคนผู้นั้นสามารถสังหารงูั์ได้ด้วยมีดเพียงครั้งเดียวหรือว่าเขาเป็ยอดฝีมือระดับสาม?”
ฉีเจี๋ยสูดหายใจลึก“คนคนนั้นอยู่ระดับไหน เื่นี้ยังไม่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ คือเขามีความแข็งแกร่งของยอดฝีมือระดับสุดยอด และยังเป็ยอดฝีมือผู้เดียวดายอีกด้วย”
“ยอดฝีมือผู้เดียวดาย? ฉีเจี๋ยพวกนายว่าคนคนนั้นจะเป็ฉินเฟิงหรือเปล่า?” เสียงของหลิ่วเหยียนดังขึ้นกลางกลุ่ม
ฉีเจี๋ยตาเป็ประกาย“เอ๊ะ ถ้าเธอพูดอย่างนั้น ก็อาจจะเป็ไปได้จริงๆ”
เมื่อคำพูดนี้ออกมาทุกคนก็ชะงักไป จากนั้นทุกคนก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงมองหน้ากันไปมา