นักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 36 มือมืดที่อยู่เบื้องหลัง

    ตอนที่36 มือมืดที่อยู่เบื้องหลัง

     

    ราวห้านาทีต่อมาฉินเริ่นใช้ยาต้านมะเร็งตัวล่าสุดที่พัฒนาโดยห้องปฏิบัติการวิจัยของพวกเขามาแลกเปลี่ยนยันต์จากหลิวฮั่นชิวสองแผ่น

     

    ยันต์ไฟหนึ่งแผ่นยันต์ชำระล้างหนึ่งแผ่น

     

    เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะและมองดูเครื่องรางทั้งสองแผ่นในมือคิ้วคมของเด็กหนุ่มขมวดเล็กน้อย เขาท่องคาถาอย่างเงียบ ๆ  ตามที่หลิวฮั่นชิวสอน วินาทีต่อมาได้เกิดเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นที่ปลายนิ้วของเขา เขารีบปล่อยมันไปโดยไม่รู้ตัวโชคดีที่ยันต์ไฟไม่ได้ปลิวไปมาแต่มันกลับหยุดอยู่ที่ตำแหน่งเมื่อครู่ที่เขาจับมันไว้

     

    มองดูเปลวเพลิงสีน้ำเงินที่ลุกโชติอยู่นั้นฉินเริ่นเบิกตากว้าง ความตกใจเข้ามาแทนที่นัยน์ตาที่เคยเย็นชา

     

    แท้จริงแล้วโลกนี้มีศาสตร์อภิปรัชญาจริงด้วย!

     

    เขาบีบนิ้วของตัวเองและใช้เวลานานกว่าจะสงบสติอารมณ์ได้แล้วหันไปมองยังทิศทางของห้องที่โจวโจวอยู่ ดวงตาของเขาฉายแววลึกล้ำยิ่งขึ้น

     

    -

     

    ในห้องกลั่นยาที่คุณปู่ฉินจัดเตรียมไว้ให้ชั่วคราวโจวโจวกำลังพัดไฟโดยที่ไม่รู้เลยว่าความลับเล็ก ๆของตนเองได้ถูกฉินเริ่นรู้เข้าแล้ว

     

    สมุนไพรที่อยู่ด้านล่างภูเขาได้ผลไม่ดีเท่าสมุนไพรบนภูเขาแม้จะเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกัน แต่สามารถกลั่นเป็นเม็ดยาได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นดังนั้นครั้งนี้หนูจึงเพิ่มสมุนไพรเป็นสองเท่า

     

    ความร้อนจากเปลวไฟสีน้ำเงินจางๆ ทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ของหนูน้อยแดงก่ำราวกับลูกแอปเปิลลูกใหญ่

     

    ทำไมหลานสาวถึงน่ารักและมีความสามารถขนาดนี้นะบนโลกใบนี้ยังมีคนที่เก่งกว่าหลานสาวของฉันอีกหรือเปล่า ?

     

    ไม่มีหรอก!

     

    คุณนายฉินกำลังภาคภูมิใจที่มีหลานสาวที่ทั้งน่ารักและมีความสามารถเมื่อเห็นว่าโจวโจวกลั่นยาเสร็จไปหนึ่งเตาแล้ว และกำลังจะกลั่นต่อเธอก็รีบบอกให้หลานสาวพักผ่อนทันที “โจวโจว พักผ่อนก่อนเถอะ ไม่ต้องใจร้อนเพราะถึงอย่างไรก็กินวันละหนึ่งเม็ดอยู่แล้ว ตอนนี้มีจำนวนพอให้ย่ากินได้ตั้งครึ่งเดือนหนูพักก่อน แล้วผ่านไปสักสองสามวันค่อยกลั่นยาใหม่ดีกว่านะ”

     

    ว่าแล้วหญิงชราที่เห็นเม็ดเหงื่อบนหน้าผากของหนูน้อยก็อดสงสารไม่ได้เธอหยิบทิชชู่ออกมาช่วยเช็ดเหงื่อให้หนูน้อยอย่างทะนุถนอม   

     

    โจวโจวเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นมองหญิงชราอย่างให้ความร่วมมือ ดวงตากลมโตสีดำขลับกระพริบตามองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่ารัก “คุณย่า หนูไม่ลำบากเลย เมื่อก่อนตอนอยู่ที่อารามเต๋าหนูกลั่นยาให้อาจารย์ทั้งวันยังไม่เหนื่อยเลย”

     

    “นั่นเป็นเพราะอาจารย์ของหนูไม่รู้จักสงสารคนอื่นยังไงล่ะจ๊ะ”ย่าฉินเริ่มไม่พอใจอาจารย์ของหนูน้อย

     

    นับตั้งแต่ที่เธอรู้ว่าหลี่หยวนหมิงเป็นคนบีบให้โจวโจวลงจากภูเขาทั้งยังมอบหนูน้อยให้หมิงทงผู้นั้นที่ไม่น่าเชื่อถือดูแลเธอจึงไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อเขา

     

    แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คืออาจารย์อี้หยุนที่เธอเคารพนับถือมาโดยตลอดเป็นคนส่งโจวโจวมาให้หลี่หยวนหมิงเอง

     

    กล่าวได้ว่าผู้ที่ไม่รังเกียจที่โจวโจวมีชะตาชีวิตขาดแคลนเงินทองก็คือครอบครัวของเธอเองนี่แหละ

     

    โจวโจวเองก็ไม่ใช่คนโง่เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจและเจตนาดีของหญิงชราหนูน้อยยิ้มแล้วเข้าไปกอดเอวของหญิงชรา “คุณย่า โจวโจวชอบคุณย่าจังเลยคนที่โจวโจวชอบที่สุดก็คือคุณย่านี่แหละ ! ”

     

    เมื่อได้ยินคำพูดที่นุ่มนวลของเธอคิ้วของย่าฉินคลายออกจากกัน “ย่าก็ชอบโจวโจวที่สุดเหมือนกัน ! ”

     

    สองย่าหลานบอกรักกันไปมาสุดท้ายย่าฉินยังคงไม่ยอมให้โจวโจวกลั่นยาต่อ แต่พาหนูน้อยไปที่ห้องโถงแล้วให้แม่บ้านยกอาหารและขนมมาให้หนูน้อยกิน โจวโจวกินอย่างเอร็ดอร่อยใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มไม่จางหาย

     

    ภาพที่ฉินเจ๋อเห็นตอนเดินเข้ามาคือภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่โกนหัวกำลังนั่งทำแก้มป่องเหมือนกระรอกตัวอ้วนหนูน้อยเคี้ยวบางอย่างอย่างเอร็ดอร่อย เท้าอวบอ้วนแกว่งไปในอากาศอย่างมีความสุข

     

    น่ารัก!

     

    เขามองหนูน้อยอย่างเพ่งพินิจเธอน่าจะเป็นคนในโทรศัพท์ที่ตะโกนบอกให้เขาหลบเธอคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาใช่ไหม ?

     

    เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวย่าฉินหันไปมอง เมื่อพบว่าเป็นเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ถึงจะเอ่ยทักทายเขาทีหลัง“กลับมาแล้วหรือ”

     

    น้ำเสียงของเธอดูผ่อนคลายคล้ายกับว่าเขาเพิ่งเลิกงานกลับบ้านไม่ได้ดูร้อนใจและเป็นกังวลเหมือนตอนอยู่คุยโทรศัพท์เมื่อตอนเช้า

     

    ฉินเจ๋อยังไม่ค่อยและแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าแม่บอกกับเขาทางโทรศัพท์ว่ามีธุระจะคุยด้วยเขาจึงรีบถามอย่างไม่รีรอ  “แม่ครับแม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมหรือ ? ”

     

    เมื่อได้ยินคำพูดของทั้งสองโจวโจวจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัยหนูน้อยกระพริบตาด้วยความงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยยิ้มออกมาแล้วกล่าวทักทายเขา“ลุงสี่ ! ”

     

    หนูน้อยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองไม่เหมือนคนที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก

     

    ฉินเจ๋อรู้สึกดีต่อหนูน้อยเช่นเดียวกันเขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน และในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรนั้นย่าฉินก็ทำหน้าหยีพลางพูดว่า “ไปให้ไกลๆ เลย ลูกตัวเหม็นขนาดนี้รีบไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ อย่ามาทำให้โจวโจวตัวเหม็นไปด้วยนะ”

     

    ระหว่างที่พูดหญิงชราก็ใช้พัดพัดไล่ลมไปด้วยราวกับว่าบนตัวเขามีกลิ่นเหม็นอะไรบางอย่างที่สุดจะเหลือทน

     

    ที่จริงมันเป็นเพียงแค่กลิ่นเหงื่อเท่านั้นเพราะเขาเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดเป็นเฉียดตายมาและยังรีบเร่งเดินทางมาตลอดทำให้เขาเหนื่อยจนเหงื่อเปียกซ่กไปทั้งตัว สภาพของเขาจึงดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

     

    แต่การถูกแม่ตัวเองทำท่ารังเกียจใส่แบบนี้ทำเอาเขาไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

     

    แต่ดูจากทีท่าของแม่แล้วเรื่องที่แม่จะบอกคงไม่ใช่เรื่องร้อนใจมากเท่าไร เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก “งั้นเดี๋ยวผมไปอาบน้ำก่อน”

     

    หลังจากพูดจบเขาก็เหลือบมองโจวโจวอีกครั้ง

     

    โจวโจวกำลังมองมาที่เขาเช่นกันหนูน้อยหยิบเอายันต์ออกมายื่นให้เขาหนึ่งแผ่น“ลุงสี่เอาเจ้าสิ่งนี้ใส่ลงไปในน้ำตอนอาบด้วย จะได้ล้างเอาปราณชั่วร้ายออกไป”

     

    เพราะถึงอย่างไรเขาก็เพิ่งผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งใหญ่มาแม้ว่าจะผ่านมันมาได้แล้ว แต่บนตัวของเขายังมีปราณชั่วร้ายหลงเหลืออยู่บางส่วน

     

    ฉินเจ๋อไม่เข้าใจถึงเหตุผลในขณะที่เขากำลังจะถามต่อนั้น โจวโจวก็ได้ก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อแล้ว

     

    ย่าฉินเห็นว่าลูกชายยังยึกยักไม่ยอมไปอาบน้ำจึงพูดเร่งเร้าเขา “รีบไปอาบน้ำสิ”

     

    ได้ยินแบบนั้นฉินเจ๋อจึงเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก

     

    เมื่อเห็นว่าเขาไปแล้วย่าฉินถึงได้มองโจวโจวด้วยความกังวลแล้วถามว่า “โจวโจวลุงสี่เขาไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม”

     

    “อืมไม่เป็นไรแล้วค่ะ คุณย่าไม่ต้องกังวล ต่อไปนี้ลุงสี่จะมีแต่ความราบรื่นแล้ว”

     

    แบบนั้นก็ดี

     

    ย่าฉินผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเพราะยิ่งนึกถึงเรื่องเมื่อเช้านี้ทีไรก็ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวทุกที

     

    เนื่องจากลูกชายของเธออยู่ต่างประเทศถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ พวกเขาคงเสียใจไม่น้อย โชคดีที่ยังมีโจวโจวอยู่

     

    “คุณย่าอีกเดี๋ยวเรียกป้าสะใภ้สี่มาให้หนูด้วย เราจะได้คุยเรื่องนี้พร้อมกันเลย”โจวโจวกลืนของกินแล้วพูดต่อ

     

    ย่าฉินได้ยินแบบนั้นก็เกิดความลังเลเล็กน้อย“ถ้าบอกเธอตอนนี้ เธอจะเชื่อเราหรือ ? ”

     

    โจวโจวแกว่งขาแล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย“เชื่อสิคะ ตอนนี้พ่อของหนูหาหลักฐานเจอแล้ว”

     

    มันจะเป็นไปได้หรอลูกชายคนเล็กของเธอเพิ่งออกไปไม่นานไม่ใช่หรือไง ? ทำไมถึงหาหลักฐานเจอเร็วขนาดนี้?

     

    ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นเธอก็เห็นว่าฉินเลี่ยลูกชายคนเล็กเดินเข้ามาพอดีซึ่งในมือของเขามีเอกสารอยู่หนึ่งฉบับด้วย

     

    เขาพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่า“ผมหาหลักฐานเรื่องที่เถาหลันลงมือกับเสี่ยวเฟิงเจอแล้ว”

     

    เมื่อได้ยินแบบนี้ย่าฉินจึงหันไปมองหนูน้อยโดยไม่รู้ตัว ทำไมหนูน้อยถึงพูดแม่นขนาดนี้

     

    โจวโจวกลับไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรมากนักหนูน้อยเพียงแค่เช็ดปากด้วยสีหน้าสงบแล้วกระโดดลงจากเก้าอี้เธอยืดตัวตรงแล้วยกมือขึ้นเหมือนนักพรตผู้แก่วิชา “ไปกันเถอะ”

     

    ดูจากสีหน้าท่าทางของเด็กน้อยแล้วย่าฉินถึงกับหลุดขำออกมา แต่เมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญที่กำลังจะคุยหลังจากนี้สีหน้าของเธอก็ดูเย็นชาขึ้นมาทันที

     

    ในเมื่อหลักฐานพร้อมแล้วฉะนั้นก็ถึงเวลาที่จะให้พวกเขารู้เรื่องนี้สักที

     

    ที่ห้องหนังสือเหวินเหยามองหน้ากันกับฉินเจ๋อ สามีของเธอกลับมาอย่างกะทันหันเช่นนี้เธอยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกับเขาก็ถูกพ่อสามีเรียกมาที่ห้องหนังสือแล้วซึ่งแม่สามีและน้องชายสามีก็อยู่ที่นี่เช่นเดียวกันสีหน้าของพวกเขาแต่ละคนดูตึงเครียดมากมองจากสีหน้าก็รู้ถึงความรู้สึกของพวกเขาแล้ว ทำเอาเธอถึงกับรู้สึกเป็นกังวลโดยไม่รู้ตัว

     

    ฉินเจ๋อคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทางเช่นกันเขาทนรอไม่ไหวแล้วจึงเอ่ยปากถามออกไปตามตรง “พ่อก่อนหน้านี้พ่อบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับผม มันคือเรื่องอะไรหรือ ? ”

     

    เมื่อได้ยินแบบนั้นปู่ฉินก็เงยหน้าเหลือบมองเขาครู่หนึ่งเขายื่นเอกสารให้ลูกชายโดยไม่ได้พูดอะไรมากนัก “ลูกดูเองเถอะ”

     

    เหวินเหยารู้สึกสงสัยเช่นกันจึงยื่นหน้าเข้าไปดูและในตอนที่เธอเห็นเนื้อความในเอกสารพวกนั้นเพียงไม่กี่บรรทัดเธอก็ตกใจจนเบิกตากว้าง จนกระทั่งสีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีซีดเซียวนิ้วมือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

     

    “คนที่ทำให้เสี่ยวเฟิงขาพิการตั้งแต่เกิดก็คือเถาหลันงั้นหรือ ? ”