คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 32 เรือกว้างสามสิบจั้ง ยาวหกสิบจั้ง

    หมัดขวาของสตรีชุดแดงที่พุ่งทะลวงเข้ามานั้นทั้งหนักแน่นและทรงพลัง รากฐานวรยุทธ์อันแข็งแกร่งของนางเห็นได้ชัดว่ามิได้ถูกบ่มเพาะมาเฉกเช่นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป หากการโจมตีเมื่อครู่เป็นการประลองด้วยกายหยาบ มิใช่การต้านทานผ่านหุ่นปั้นดินเผา แขนของเขาคงแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดีไปนานแล้ว 

    หลังทบทวนภาพการต่อสู้ในห้วงความคิด เซิ่งมู่จึงลืมตาออกมาพลางพึมพำกับตนเอง “รากฐานของข้าก็มิได้อ่อนด้อยนัก… แต่พอนึกถึงพลังทำลายล้างของนางแล้ว กลับทำให้ข้ารู้สึกไม่มั่นใจเอาเสียเลย หากอยากจะชนะก็มีเพียงต้องเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ ทว่าปัญหาคือนางจะไม่พอใจข้าเอานี่สิ…”

    เด็กหนุ่มครุ่นคิดกับตนเอง แม้บทสนทนากับสุยอู๋ซินและโม่หนิงก่อนหน้านี้จะช่วยคลายความกังวลในจิตใจลงไปได้มาก ทว่าในฐานะผู้ใช้หมัดแล้ว เขาก็ยังปรารถนาจะเอาชนะสตรีชุดแดงผู้นั้นแบบซึ่งหน้ามากกว่า

    “แม้การเลี่ยงปะทะตรงๆ จะมีประสิทธิภาพกว่า แต่หากชนะนางด้วยพลังกายล้วนๆ ได้ ก็มิใช่ว่าจะสะใจกว่าหรือ?”

    เซิ่งมู่ลุกขึ้นยืนเหยียดกายบิดขี้เกียจ ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ เรียกข้าวของเครื่องใช้ ตำรา และกระดานหมากล้อมที่วางระเกะระกะเข้าไปเก็บไว้ในพัดพับไม้ไผ่ 

    ยามอู่ของวันนี้ (ช่วง 11.00 - 13.00 น.) พวกเขาต้องออกเดินทางต่อ จากที่ได้ยินในงานเลี้ยง คราวนี้พวกเขาจะเดินทางไปทางน้ำ ไป๋เซียวเฟิงเล่าว่าโดยปกติแล้วกลุ่มขบวนสินค้ามักนิยมสัญจรทางเรือเป็นหลัก มีเพียงการเดินทางไปยังเมืองเล็กห่างไกลเท่านั้นที่ไม่สามารถใช้เส้นทางน้ำได้

    ว่าแล้วเซิ่งมู่ก็คิดในใจ เขาเติบโตมาในเมืองเล็ก แม่น้ำที่กว้างที่สุดก็กว้างเพียงไม่กี่สิบจั้ง เรือที่แล่นในเมืองเล็กก็มีแต่เรือพายลำเล็กๆ พอนึกถึงการขึ้นเรือลำใหญ่แล้วก็ชวนให้เขารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

    เมื่อก้าวพ้นประตูห้องพักออกมา เขาก็พบกับสหายทั้งสองที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้หลิวจื่ออี้แต่งกายด้วยอาภรณ์สีเขียวดังเดิม ส่วนต้าจินเปลี่ยนจากชุดผ้าป่านที่ดูบ้านๆ เป็นชุดผ้าไหมสีเทาชั้นดี

    “ไปกันเถอะ ไป๋เซียวเฟิงส่งคนมาแจ้งว่าเขาไปถึงตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อนแล้ว” สตรีชุดเขียวเอ่ยทัก

    “แล้วทำไมไม่ไปเรียกข้าละ?” เซิ่งมู่ถามกลับด้วยความแปลกใจ หากรู้เช่นนี้เขาคงรีบออกมาก่อนแล้ว

    “เจ้าเข้าฌานอยู่ไม่ใช่หรือ? จะให้พวกเราไปรบกวนได้ยังไง อีกอย่างตอนนี้ก็ยังไม่ถึงยามอู่ด้วยซ้ำ” ต้าจินยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

    ในงานเลี้ยงของสมาคมไป๋ซางที่จัดขึ้นหลายวันก่อย ไป๋เซียวเฟิงได้นัดแนะต้าจินและหลิวจื่ออี้ถึงที่ตั้งของท่าเรือแล้ว มีเพียงเขาที่หลังไปขอคำปรึกษากับสุยอู๋ซิน ก็ร่ำสุราต่อทั้งคืน จึงไม่รู้ถึงที่ตั้งของท่าเรือ

    ก่อนก้าวออกจากเรือนรับรอง ทั้งสามได้ประสานมือกล่าวขอบคุณผู้ดูแลหญิงที่คอยช่วยเรื่องยิบย่อยให้ในหลายวันที่ผ่านมานี้ นอกจากการจัดเตรียมสำรับอาหาร นางยังเป็นธุระคอยส่งข่าวคราวให้พวกเขา รวมถึงจดหมายของไป๋เซียวเฟิง นางก็เป็นผู้จัดการนำมามอบให้

    เนื่องจากคนอื่นๆ ล้วนแยกย้ายไปจัดการธุระส่วนตัว สมาชิกในกลุ่มยามนี้จึงเหลือเพียงสามสหาย บรรยากาศคุ้นเคยเช่นนี้ชวนให้เซิ่งมู่หวนนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ ในเมืองเล็กไม่น้อย

    “พวกเจ้าอยากแวะเดินดูของในเมืองชิงซีก่อนไปหรือไม่?” หลิวจื่ออี้หันมาถามความเห็นเขาทั้งสอง

    “ข้าเดินดูจนทั่วแล้ว เจ้าล่ะ?” เซิ่งมู่ตอบสตรีชุดเขียว ก่อนหันไปเลิกคิ้วถามต้าจิน ซึ่งชายหนุ่มร่างใหญ่ก็ทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธ

    เมื่อได้ข้อสรุป หลิวจื่ออี้จึงก้าวเดินนำมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ ทว่าระหว่างทาง เซิ่งมู่ก็รู้สึกแปลกใจกับเส้นทางที่พวกเขากำลังเดินไป หลังจากเดินเท้ามาได้ราวครึ่งเค่อ สตรีชุดเขียวที่นำอยู่เบื้องหน้ากลับพาพวกเขาเดินขึ้นไปบนภูเขาหลักของสมาคมไป๋ซางเสียอย่างนั้น

    “เดี๋ยวสิ มิใช่ว่าพวกเรากำลังจะไปท่าเรือกันหรอกหรือ?” เขาเอ่ยถามด้วยความฉงน เพราะเมื่อมองทอดสายตาลงไปเบื้องล่าง เขาก็ยังเห็นแม่น้ำสายใหญ่อยู่ไกลๆ หรือว่าบนยอดเขาสูงชันเช่นนี้จะมีแม่น้ำซ่อนอยู่อีกสาย?

    ก็ไป๋เซียวเฟิงเป็นคนบอกเองว่าท่าเรืออยู่บนเขาไม่ใช่รึ?” ต้าจินหันมาตอบซื่อๆ 

    คำตอบนั้นแทนที่จะช่วยคลายความสงสัย กลับยิ่งทำให้เซิ่งมู่มึนงงหนักกว่าเดิม ทว่าเขาก็เลือกที่จะเงียบปากแล้วเดินตามขึ้นไปโดยดี

    ทว่าเมื่อก้าวขึ้นมาถึงยอดเขาอู่ชิง ซึ่งเป็นหนึ่งในยอดเขาหลักของสมาคมไป๋ซาง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับกลายเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดในชีวิตของเซิ่งมู่

    บนลานกว้างบนยอดเขามีร้านรวงเล็กๆ ตั้งเรียงรายประปรายไม่กี่ร้าน ถัดออกไปคือท่าเรือที่ทอดยาวยื่นออกไปนอกหน้าผาสูง พร้อมด้วยหอคอยสูงสำหรับกำกับดูแลเรือโดยสารตั้งเคียงข้าง

    ที่ท่าเรือแห่งนั้น มีเรือสำเภาขนาดยักษ์จอดเทียบอยู่ลำเรือกว้างถึงสามสิบจั้งและยาวกว่าหกสิบจั้ง ใบเรือใหญ่โตตระหง่านมีอักษร 商 (พาณิชย์) สีทองอร่ามประทับไว้โดดเด่น นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายคลึงกับเรือสินค้าทั่วไปแล้ว สิ่งแตกต่างอย่างเดียวก็คือ เรือลำนี้กำลังลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศอย่างสงบ แม้จะมีกระแสลมแรงพัดกรรโชกมา ตัวเรือก็มิได้สั่นไหวไปตามลมแม้แต่น้อย

    เซิ่งมู่อ้าปากค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง สหายข้างกายอย่างต้าจินเองก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก ผิดกับหลิวจื่ออี้ที่ยังคงปั้นหน้าเรียบเฉย

    “ทำไมเจ้าถึงไม่ตกใจเลยเล่า?” ต้าจินอดไม่ได้ที่จะหันไปถามสตรีชุดเขียว

    “ข้าเดินทางไปกลับระหว่างตระกูลหลักในเมืองหลวงอยู่บ่อยครั้ง เจ้าคิดว่าข้านั่งทนหลังขดหลังแข็งบนรถม้าไปจนถึงเมืองหลวงเลยหรืออย่างไร?” นางตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะก้าวเดินนำหน้าต่อไป

    บริเวณท่าเรือโดยสาร นอกเหนือจากไป๋เซียวเฟิงแล้ว เซิ่งมู่ยังพบใบหน้าที่คุ้นเคยอย่างหมิงเจ๋อ ผู้อาวุโสเฉิน และสุยอู๋ซินรวมอยู่ด้วย ขาดก็เพียงกลุ่มของตระกูลเฉินที่ยังเดินทางมาไม่ถึง

    “นี่เพิ่งจะเข้ายามอู่มิใช่หรือ? เหตุใดพวกเจ้าจึงรีบมากันนักเล่า?” สุยอู๋ซินที่หันมาเห็นพวกเขารีบเดินเข้ามาทักทาย

    “พี่ไป๋บอกว่าเขาจะมาก่อนล่วงหน้า พวกข้าเห็นว่ามารอก่อนย่อมดีกว่า จึงตัดสินใจออกมากันก่อน อย่างน้อยจะได้มีเวลาเดินชมเมืองด้วย” หลิวจื่ออี้ตอบ

    “ตอนนี้ข้ากำลังช่วยท่านหมิงเจ๋อตรวจเช็กสินค้าอยู่ ส่วนคนแซ่ไป๋ก็กำลังยุ่งอยู่กับการส่งจดหมายไปยังตระกูลหลัก… รอสักหนึ่งเค่อข้าจะพาพวกเจ้าไปทำเรื่องขึ้นเรือ” สุยอู๋ซินกล่าวพลางทำหน้าครุ่นคิด พวกเขาทั้งสามไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วจึงพยักหน้าตอบกลับ 

    ระหว่างที่นั่งรออย่างเบื่อหน่าย ต้าจินทนอยู่นิ่งไม่ไหวจึงขอปลีกตัวออกไปเดินเล่นสำรวจร้านค้าบนภูเขาแทน ตอนนี้จึงเหลือเพียงเขาและหลิวจื่ออี้ 

    หลิวจื่ออี้จึงหันมาเอ่ยถามทำลายความเงียบ “การฝึกฝนของเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว?”

    “เคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมน่ะหรือ?” เซิ่งมู่ถามย้ำ ซึ่งแม่นางชุดเขียวก็พยักหน้ารับ

    “ยังคงติดอยู่ที่ขั้นแรกเหมือนเดิม… ข้าบุกเบิกภูเขาได้แล้วก็จริงแต่มันยังไม่สมบูรณ์นัก ตำราบอกไว้ว่าต้องรอให้ภูเขามั่นคงแข็งแรงเสียก่อน จึงจะถือว่าพร้อมสำหรับการเลื่อนสู่ขั้นที่สอง” เขาอธิบายไปตามความจริง อย่างไรเสียนางก็เป็นถึงหลานสาวของผู้อาวุโสหลิว การปิดบังไปก็ไร้ประโยชน์

    “ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักว่าแนวทางการฝึกของเคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมจะคล้ายคลึงกับผู้ฝึกปราณหรือไม่… สิ่งนี้คือโอสถเสริมพลังปราณขั้นต้น ผู้ฝึกปราณที่อยู่ในขอบเขตรวมปราณมักจะใช้มันในการเพิ่มพูนพลังปราณ” นางกล่าวจบก็หยิบกล่องไม้แกะสลักใบเล็กที่บรรจุโอสถส่งให้เขา

    “แต่ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์นะ กลืนโอสถสำหรับผู้ฝึกปราณลงคอไปเช่นนี้ จะไม่ส่งผลเสียเอาหรือ?” เขาเขารับมาพลางถามด้วยความลังเล แม้หลักการบ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกปราณจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับลมปราณเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยงเท่าไหร่นัก

    “ไม่ต้องกังวลไปหรอก โอสถเสริมพลังปราณเม็ดนี้ทำหน้าที่เพียงปลดปล่อยพลังปราณสายเล็กๆ ออกมาเท่านั้น หากร่างกายของเจ้ารับไม่ไหว เจ้าก็แค่เดินลมปราณขับไล่มันออกมาก็สิ้นเรื่อง คล้ายกับเวลาที่เจ้ากินข้าว หากกินเข้าไปแล้วไม่ถูกปาก ก็แค่คายทิ้ง” สตรีชุดเขียวอธิบายเปรียบเปรยพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก

    แม้น้ำเสียงและท่าทีสบายๆ ของนางจะช่วยให้เขารู้สึกเบาใจลงได้บ้าง แต่ลึกๆ ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้อยู่ดี

    “เอาเถอะ นางพูดถึงเสียขนาดนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง?” เซิ่งมู่คิดในใจก่อนจะเก็บกล่องโอสถเข้าพัดพับไม้ไผ่ไปอย่างระมัดระวัง

    จังหวะนั้นเอง หางตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นกลุ่มเงาร่างที่คุ้นเคยกำลังเดินตรงมา เป็นกลุ่มบุรุษสี่คนและสตรีหนึ่งคน สามในนั้นเขารู้จักชื่อเสียงเรียงนามดี ทว่าอีกสองคนกลับดูแปลกหน้าไปสักหน่อย ทั้งห้าคนล้วนสวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดิ้นทองและแดงเฉกเช่นเดียวกับที่เขาเห็นในงานเลี้ยง

    เมื่อสบตากัน บุรุษผิวเข้มและบุรุษหน้าหวานก็หันมาพยักหน้าทักทายให้ เซิ่งมู่จึงผงกศีรษะตอบรับตามมารยาท ทว่าสตรีชุดแดงกลับทำเพียงปลายตามองเขาด้วยหางตาก่อนจะหันหนี ท่าทีเช่นนั้นทำให้เซิ่งมู่รู้สึกจนใจอยู่ลึกๆ “เวลาล่วงเลยมาหลายวันแล้ว นางยังโกรธข้าอยู่อีกหรือนี่?”

    ขณะเดียวกัน กลุ่มของตระกูลเฉินก็เดินทางมาถึงท่าเรือพอดี กอปรกับต้าจินที่เดินเตร็ดเตร่ซื้อของกินเล่นตามรายทางได้กลับมาสมทบ สุยอู๋ซินจึงนำพาทั้งกลุ่มไปทำเรื่องเพื่อขึ้นเรือบินลำนี้

    “การจะโดยสารเรือเซียนนั้น หากเจ้าเป็นคนของอาณาจักรชิงอวิ๋น เพียงแค่ใช้สมุดยืนยันตัวตนที่ทางที่ว่าการออกให้ ควบคู่กับสมุดผ่านทางเพื่อบันทึกประวัติการเดินทาง และจ่ายเหรียญเซียนอีกเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว เส้นทางครานี้พวกเราจะได้แวะพักที่ ‘เมืองอวิ๋นเหอ’ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องแม่น้ำสายกว้างใหญ่ที่ไหลผ่ากลางเมือง ตามด้วย ‘เมืองอวิ๋นหยาฝู่’ หนึ่งในเมืองที่งดงามที่สุดของชิงอวิ๋น และท้ายที่สุด เรือจะไปจอดเทียบท่าที่ท่าเรือของเมืองหลวงอวิ๋นสุ่ย ใช้เวลาเดินทางสิบวัน หากเทียบกับการนั่งรถม้าที่ต้องทรมานเป็นเดือน แม้ค่าโดยสารเรือเซียนจะสูงลิ่ว แต่มันคุ้มค่ากว่ามากนัก” สุยอู๋ซินร่ายยาวอธิบายรายละเอียดให้พวกเขาฟัง

    หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบ บนหน้ากระดาษในสมุดเดินทางของเซิ่งมู่ก็ปรากฏตราประทับดวงใหม่ขึ้น เป็นอักษรคำว่า ‘青溪’ (ชิงซี) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่เขาอยู่นี่เอง

    “ในอนาคต ข้าจะมีโอกาสได้เดินทางไปทั่วหล้า จนสมุดเล่มนี้ไม่มีที่ว่างเหลือให้ประทับตราหรือไม่นะ?” สำหรับเด็กหนุ่มจากบ้านนอกเช่นเขา การได้ออกไปเห็นภูเขาสูงตระหง่านและแม่น้ำสายกว้างใหญ่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด

    …

    เมื่อก้าวขึ้นมาบนเรือ ข้อมูลที่เซิ่งมู่ได้รับจากไป๋เซียวเฟิงก็ทำให้เขารู้ว่าปกติแล้วเรือเซียนทั่วไปมิได้มีขนาดใหญ่โตเท่านี้ ทว่าเรือพาณิชย์ลำนี้คือเรือธงแห่งสมาคมไป๋ซาง  เพราะเหตุลอบโจมตีที่หุบเขาหลงโถว บรรดาตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงต่างหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยของบุตรหลานสายตรง จึงได้ส่งสารด่วนกำชับให้สมาคมไป๋ซางนำเรือธงลำนี้ออกเดินทาง โชคดีที่ช่วงเวลานี้ประจวบเหมาะกับรอบการจัดส่งสินค้าพอดี การเจรจาระหว่างสมาคมการค้าและเหล่าตระกูลในเมืองหลวงจึงลุล่วงไปได้ด้วยดี

    เรือเซียนลำนี้ถูกแบ่งสัดส่วนออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือห้องระวางสำหรับเก็บรักษาสินค้า ชั้นกลางซึ่งอยู่ใต้ดาดฟ้าเรือเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้คุ้มกัน คนรับใช้ และผู้ฝึกตนที่ไม่ค่อยมีเงินเซียนเท่าไหร่ ส่วนชั้นบนสุดคือชั้นดาดฟ้าที่กลุ่มของพวกเขาได้รับสิทธิให้พักอาศัย

    บริเวณดาดฟ้ากว้างขวางถูกประดับประดาด้วยเรือนพักหลักหลายหลัง แต่ละหลังล้วนเป็นมีกลุ่มพ่อค้าของสมาคมไป๋ซางเป็นเจ้าของ แน่นอนว่าด้วยบารมีของท่านหมิงเจ๋อ กลุ่มของพวกเขาจึงได้รับให้เข้าพักในห้องส่วนตัวบนเรือนใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งเจ้าของเรือนนี้มีความสนิทสนมกับหมิงเจ๋อมิใช่น้อย

    “เพิ่งจะเคยเดินทางไกลครั้งแรก มันจะสบายไปหน่อยไหม?” เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ภายในเรือนใหญ่ เซิ่งมู่ถึงกับหลุดปากพึมพำออกมาอย่างลืมตัว การเดินทางครั้งแรกของเขา นอกจากช่วงตกระกำลำบากก่อนมาถึงเมืองชิงซี เรื่องราวหลังจากนั้นต้องเรียกว่าล้วนถูกต้อนรับอย่างดี เขาอุตส่าห์เตรียมเสบียงและของใช้สำหรับเดินทางไกลไว้ก่อนออกจากเมือง ไม่คาดคิดเลยว่าจะไม่ได้หยิบของเหล่านั้นออกมาใช้แม้แต่ชิ้นเดียว

    “ไปกันเร็วเข้า! เรือกำลังจะออกแล้ว!” ต้าจินที่จัดการโยนสัมภาระของตนทิ้งไว้ในห้องพักเรียบร้อยแล้ว ก็เร่งเขาให้ออกไปที่ดาดฟ้าเรือ

    ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เห็นเรือสำเภายักษ์เหินทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆ เซิ่งมู่จึงรีบสาวเท้าวิ่งตามสหายร่างใหญ่กลับออกไปยังลานดาดฟ้าเรือทันที

    เมื่อเข็มนาฬิกาเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามเว่ย (ช่วง 13.00 - 15.00 น.) บันไดไม้ทอดยาวก็ถูกชักเก็บขึ้นจากท่า เซิ่งมู่สัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นปราณอันมหาศาลที่เริ่มหมุนวนโอบล้อมรอบตัวเรือเซียน ก่อนที่เรือยักษ์ลำนี้จะค่อยๆ ทะยานตัวลอยสูงขึ้นสูง ท่าเรือริมหน้าผาที่เคยยืนอยู่เบื้องล่างค่อยๆ หดเล็กลงจนกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในสายตา เมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง กลุ่มก้อนเมฆาสีขาวบริสุทธิ์ก็ลอยเข้ามาปะทะใบหน้าของเขา ทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาตอนนี้คือทะเลเมฆอันงดงาม อาบย้อมด้วยแสงสีทองอมส้มของดวงอาทิตย์อัสดง

    “บินสูงเสียขนาดนี้ หากพลัดตกลงไปคงหาซากไม่เจอเป็นแน่” ต้าจินพึมพำ พลางเกาะขอบรั้วไม้บนดาดฟ้าแน่น ก้มหน้าชะโงกมองเบื้องล่างที่บัดนี้ไม่เห็นแม้แต่เงาของเมืองชิงซีอีกต่อไป

    ในจังหวะนั้นเองก็มีเสียงตอบกลับอันคุ้นเคยดังมาด้านหลัง “ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เรือเซียนลำนี้มีค่ายกลขนาดใหญ่ครอบคลุมปกป้องไว้อยู่ ตราบใดที่ไม่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจนค่ายกลเสียหาย แม้เจ้าจะพลัดตกลงจากดาดฟ้า เจ้าก็จะถูกดึงกลับเข้ามาอยู่ดี”

    เมื่อหันขวับไปมอง ก็พบกับบุรุษหน้าหวานในชุดขาวที่ปักไว้ด้วยลวดลายแดงทองยืนส่งยิ้มบางๆ ให้

    “ท่านโม่หนิง” เซิ่งมู่รีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ต้าจินที่จดจำชื่อนี้ได้จากคำบอกเล่าของสหายก็รีบลอกเลียนแบบทำตามทันที

    “หากไม่เป็นการรบกวน ข้าขอยืมตัวสหายของเจ้าสักครู่ได้หรือไม่?” โม่หนิงหันไปเอ่ยขออนุญาตกับเด็กหนุ่มร่างกำยำ ต้าจินพยักหน้าตอบรับเบาๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหาไป๋เซียวเฟิงที่ยืนอยู่อีกฝั่ง

    “ข้ามีคนที่อยากให้เจ้ารู้จัก” โม่หนิงเอ่ยชวนพลางก้าวเดินนำไปยังกลุ่มคนทั้งห้าที่เซิ่งมู่เคยเห็นบนท่าเรือ “ท่านนี้คือ ท่านเฮ่อซงเหยียน หัวหน้าของข้า ส่วนท่านนี้คือ ซีฉิงชาง เป็นผู้ช่วยของท่านเฮ่อ” เขาผายมือแนะนำบุรุษทั้งสองทีละคน

    “ผู้เยาว์ขอคารวะผู้อาวุโสเฮ่อและผู้อาวุโสซีขอรับ” เซิ่งมู่ประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม บุรุษที่ถูกเรียกว่าท่านเฮ่อมีขนาดตัวไม่สูงมากนัก สูงกว่าหนิงกงซีเพียงไม่ถึงหนึ่งชุ่น ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายสูงส่งสง่างาม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มใจดี ส่วนบุรุษอีกคนนั้นมีร่างสูงตระหง่านกว่าหกฉื่อ หากนำไปเทียบกับเสวียนเฟิงแห่งพรรคย้ายภูผาแล้ว ไม่เพียงแต่จะสูงกว่า ทว่ายังอุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อกำยำกว่ามาก ใบหน้าที่นิ่งขรึมสงบเงียบยิ่งขับเน้นความดุดัน แม้ไม่มีใครบอก เซิ่งมู่ก็เดาได้ในทันทีว่าคนผู้นี้ต้องเป็นยอดฝีมือสายผู้ฝึกยุทธ์ของแท้อย่างแน่นอน

    “ไม่ต้องเรียกขานพวกข้าว่าผู้อาวุโสให้มากความหรอก หากวันหน้าเจ้าผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นหนึ่งในศิษย์ของสำนักหลวง ตำแหน่งที่เจ้าควรเรียกเราน่าจะเป็น… ปรมาจารย์ เสียมากกว่า หรือหากจะเรียกข้าว่า ท่านเฮ่อ ตามอย่างโม่หนิงก็ย่อมได้ ข้าไม่ถือสา” บุรุษแซ่เฮ่อเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

    เซิ่งมู่รับฟังแล้วก็ทำได้เพียงประสานมือค้อมศีรษะรับอย่างนอบน้อม 

    “ที่ให้โม่หนิงเรียกตัวเจ้ามาในครานี้ มิได้มีเจตนาแอบแฝงอันใด เพียงแค่อยากให้หนิงกงซีช่วยชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการทดสอบและกระบวนการต่างๆ ที่เจ้าจะต้องเผชิญให้กระจ่างก็เท่านั้น” กล่าวจบ ท่านเฮ่อก็พยักหน้าไปทางหนิงกงซีที่กำลังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่บุรุษทั้งสี่จะค่อยๆ เดินเลี่ยงจากไป ทิ้งนางไว้กับเซิ่งมู่ตามลำพัง

    หนิงกงซีถอนหายใจยาว ก่อนจะก้าวเดินนำมุ่งหน้าไปยังหอสุราเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนเรือเซียนลำนี้ “ตามข้ามา”

    เซิ่งมู่ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ รู้สึกอึดอัดใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ยังก้าวเท้าเดินตามหลังสตรีชุดแดงไปอยู่ดี

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์หมัดสยบฟ้า ที่คุณอ่าน