สายฝนที่เคยกระหน่ำซัดเริ่มบางเบาลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงละอองม่านน้ำละเอียด โปรยปรายจากฟากฟ้ายามค่ำคืน
ภูผาไม่รอช้า สั่งระดมพลในทันที สิ่งแรกที่ต้องจัดการคือการสำรวจความสูญเสีย เสียงรายงานจำนวนคนจากหัวหน้าหมู่ทหารดังก้องสลับกันไปมา ทันทีที่ตัวเลขสุดท้ายถูกสรุป ความตึงเครียดบนใบหน้าของทุกคนก็พลันมลายหายไป
ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว... มีเพียงทหารเจ็บเล็กน้อยเจ็ดนาย ซึ่งทั้งหมดเป็นคนของหน่วยกองกำลังพิเศษของทองขาว บาดแผลส่วนใหญ่ เกิดจากคมอาวุธในช่วงที่พัวพันกับพวกกองโจร ที่ซุ่มโจมตีในราวป่า
ภูผาพยักหน้าช้าๆ แววตาฉายความพึงใจ "ดี... ทุกคนยังอยู่ครบ ถือว่าฟ้ายังปรานี"
เมื่อตรวจคนเสร็จสิ้น หน้าที่ต่อไปคือการล้างป่า ซากผีดิบหน้าตาบิดเบี้ยวถูกลากมารวมกันเป็นกองพะเนิน ทหารช่วยกันโค่นต้นไม้แห้งสุมเป็นกองฟืนขนาดใหญ่ ไม่นานนัก เปลวไฟสีส้มแดงก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มอดไหม้สิ่งชั่วร้ายให้กลายเป็นเถ้าถ่าน กลิ่นควันและกลิ่นสาบไหม้โชยฟุ้งไปตามสายลมเพื่อเป็นหลักประกันว่าพวกมันจะไม่ฟื้นกลับมาสร้างความเดือดร้อนได้อีก
ภูผาหันไปหาทหารคนสนิทพลางตบไหล่เบาๆ “ที่นี่ฝากด้วยหมื่นพัน... แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจ ส่งหน่วยลาดตระเวนฝีมือดีที่สุดออกไปเช็กวงรอบให้ทั่ว อย่าให้มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตา”
“รับทราบครับท่าน!” หมื่นพันน้อมรับคำสั่งอย่างแข็งขัน ก่อนจะรีบนำกำลังพลที่ยังฟิตเต็มร้อยแยกย้ายออกไปตรวจตราพื้นที่รอบนอกทันที
ขณะที่สถานการณ์ตรงนี้เริ่มคลี่คลาย จิตใจของภูผากลับดิ่งวูบลงด้วยความกังวล เขารีบหันไปหาทองขาว ทั้งสองทะยานขึ้นหลังม้าแล้วควบตะบึงฝ่าความมืดตรงไปยังถ้ำในหุบเขาอันเป็นที่เก็บซ่อนสินค้า ซึ่งห่างออกไปราวห้าพันเมตร
ในปฏิบัติการครั้งนี้ ภูผาวางหมากกระจายกำลังออกเป็นสี่ส่วน:
กลุ่มที่หนึ่ง (20 นาย): ปลอมตัวไปกับขบวนม้าค้าขายกลุ่มที่สอง (25 นาย): เฝ้าสินค้าล้ำค่าอยู่ภายในถ้ำกลุ่มที่สาม (25 นาย): หน่วยเคลื่อนที่เร็วในบังคับบัญชาของทองขาวกลุ่มที่สี่ (30 นาย): ปักหลักรักษาการณ์แน่นหนาที่ค่ายลับแม้จะวางแผนไว้รัดกุม แต่หัวอกของคนเป็นผู้นำย่อมไม่อาจปล่อยวาง สินค้าในถ้ำนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งของ แต่มันคืออนาคตและหยาดเหงื่อทั้งหมดของพวกเขาทุกคน
และแล้ว... ลางสังหรณ์ของเขาก็เป็นจริง
ทันทีที่เสียงฝีเท้าม้าหยุดลงที่หน้าปากถ้ำ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หัวใจของทั้งสองดิ่งวูบ กองกำลังเฝ้าสินค้าทั้งยี่สิบห้านายกำลังตกอยู่ในวงล้อมและต้องต่อสู้อย่างรากเลือดกับกลุ่มโจรราวๆ ห้าสิบชีวิต สิ่งที่ชวนให้ขนลุกคือ พวกโจรเหล่านั้นมีผ้ายันต์สีเหลืองซีดที่ตัดจากจีวรพระคาดอยู่บนศีรษะทุกคน!
“เคร้ง! ฉัวะ!”
เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่น แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจจนทหารฝ่ายป้องกันเริ่มขวัญเสียคือ คมดาบและหอกที่ฟาดฟันเข้าใส่ร่างกายของพวกโจร กลับทำได้เพียงแค่สร้างรอยขีดข่วนหรือเสียงกระทบราวกำแพงหิน ราวกับมีคาถาอาคมบางอย่างสถิตคุ้มครองเนื้อหนังของพวกมันไว้
ขณะนั้นเอง 'พันจบ' หัวหน้าหน่วยรักษาการณ์พลาดท่า อาวุธในมือถูกแรงกระแทกจนหลุดลอยกระเด็นหายไป โจรดวงตาคลั่งคนหนึ่งง้างดาบขึ้นสุดแขน หมายจะจามลงกลางศีรษะของเขาในดาบเดียว!
เคร้งงงงง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกัมปนาทจนเกิดประกายไฟแลบเรืองในความมืด คมดาบของทองขาวพุ่งเข้ามาขวางรับวิถีสังหารไว้ได้ฉิวเฉียดเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
“ถอยไป!” ทองขาวตวาดลั่น ก่อนจะวาดเท้าเตะเข้ายอดอกของโจรผู้นั้นจนกระเด็น ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางสนามรบราวกับพายุ
ในเวลาเดียวกัน ภูผาชักดาบเล่มงามออกจากฝัก แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ขาดซึ่งความปรานี
“ฆ่า...!”
สิ้นเสียงคำราม ทั้งสองคนเปรียบเสมือนพยัคฆ์ร้ายที่หลุดออกจากกรงขัง พวกโจรที่เคยถือไพ่เหนือกว่ากลับกลายเป็นเพียงลูกแกะในพริบตา ดาบของภูผาตวัดผ่านเพียงหนึ่งวาร ศัตรูสองสามคนก็คอพับร่วงลงไปกองกับพื้น ส่วนทางด้านทองขาวนั้นดุดันและกร้าวร้าวยิ่งกว่า ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบย่ำหมายถึงความตาย และทุกครั้งที่ดาบโบยบิน จะต้องมีศีรษะหรือร่างของศัตรูร่วงลงสู่พื้นปฐพี
การสังหารหมู่จบลงอย่างรวดเร็ว ทหารรักษาการณ์ที่รอดชีวิตได้แต่ยืนเบิกตากว้าง มองดูภาพตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ... พวกโจรถูกเด็ดชีพจนหมดสิ้น ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยปากร้องขอชีวิต และไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
ในขณะที่สนามรบหน้าถ้ำเพิ่งสงบลง... ห่างออกไปหลายร้อยเมตรท่ามกลางความสงัดเงียบของป่าลึก
ใต้ต้นไม้ใหญ่โบราณ พระชรากำลังนั่งขัดสมาธิราบอยู่บนพื้นดินอย่างสงบ 'หลวงพ่อจันทรา' กำลังเผชิญหน้ากับบุรุษลึกลับผู้หนึ่ง อีกฝ่ายนุ่งห่มด้วยผ้าสีเหลืองอมแดงเข้มดูหม่นหมอง ศีรษะโกนเกลี้ยงเยี่ยงผู้ทรงศีล ทว่านัยน์ตากลับอัดแน่นไปด้วยรังสีอำมหิตและความอาฆาตแค้น
หลวงพ่อจันทราทอดสายตามองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความเมตตาอันปนเปไปด้วยความเวทนา “หยุดเสียเถิด... เจ้ากำลังเดินเข้าสู่หนทางที่มืดบอด”
ชายผู้นั้นเค้นเสียงหัวเราะเยือกเย็นจนน่าขนลุก “ทางดีมีให้เดินไม่เดิน กลับมาเลือกทางตาย... สังขารจะดับอยู่รอดรอมร่อ ยังจะเสนอหน้ามาสั่งสอนข้าอีกหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าแผ่นดินนี้มันผุพังจนกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ? ให้พวกทรราชผู้ดีตีนแดงพวกนี้ปกครองบ้านเมือง ต่อให้ทำอย่างไรก็ไม่มีวันรอด!”
หลวงพ่อยิ้มบางๆ แววตาไม่หวั่นไหวต่อคำขู่ “แตกออกแล้วเป็นอย่างไร? ตายแล้วเป็นอย่างไร? ในโลกนี้มีเพียงความดีเท่านั้นที่ยั่งยืน มีเพียงวิบากกรรมเท่านั้นที่เป็นของจริง... ถึงเวลานี้ก็ยังไม่สาย หากเจ้าจะละทิ้งทิฐิแล้วกลับตัวกลับใจ เสียตอนนี้ยังทันเวลา”
คำเตือนสติแทนที่จะทำให้มันคิดได้ กลับยิ่งจุดไฟโทสะให้โหมกระหน่ำ ใบหน้าของสมณะนอกรีตบิดเบี้ยวด้วยความหยามเหยียด
“พล่ามไร้สาระ!”
สิ้นคำ มันก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที! ทั้งหมัด เท้า และกระแสพลังจิตสายดำถูกปลดปล่อยออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุหมุน ต้นไม้ใหญ่น้อยรอบด้านหักโค่นเป็นหน้ากลอง พื้นดินแตกกระจายระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ทว่า... หลวงพ่อจันทรากลับยังคงนั่งนิ่งสนิทอยู่ ณ จุดเดิม ไม่ขยับหลบ ไม่ตอบโต้ และไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมามองเต็มตา
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ ไม่ว่าพลังทำลายล้างของชายผู้นั้นจะรุนแรงและพิสดารเพียงใด มันกลับสลายหายไปกลางอากาศทุกครั้งเมื่อเข้าใกล้ในระยะหนึ่งวา ราวกับมีกำแพงแก้วที่มองไม่เห็นคอยปกป้องร่างของพระชราไว้อย่างแน่นหนา
เวลาผ่านไปเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก จู่ๆ ชายลึกลับก็ชะงักงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก มันรีบหันขวับไปทางทิศขวาอันเป็นทิศทางที่เชื่อมต่อกับถ้ำเก็บสินค้า
“กลิ่นอายไอสังหาร... กำลังมุ่งหน้ามาอย่างนั้นดอกหรือ?” มันพึมพำกับตัวเองด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะหันมาตวาดใส่พระชรา “วันนี้ถือว่าดวงท่านยังดี! แต่ขอเตือนไว้เป็นครั้งสุดท้าย อย่ามาสอดเรื่องของข้าอีก และอยากรู้นักว่าท่านจะรักษาขันธ์ห้าเน่าๆ นี้ไปได้อีกกี่น้ำ หลังจากท่านตายไป... หึๆ...”
ร่างในจีวรสีเข้มทะยานถอยหลังอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลืนหายไปกับความมืดมิดของผืนป่าราวกับภูตผี
หลวงพ่อจันทราลืมตาขึ้นช้าๆ ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความสลดใจ “น่าเสียดาย... บุญบารมีและพรสวรรค์สูงส่งแท้ๆ แต่กลับเลือกเดินบนเส้นทางอเวจี”
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าซอยถี่ก็ดังขึ้น ภูผารีบวิ่งเข้ามาหาพระชราด้วยท่าทีตื่นตระหนก เมื่อเห็นหลวงพ่อยั่งยืนอยู่จึงรีบคุกเข่าลงกราบ “หลวงพ่อ! หลวงพ่อปลอดภัยดีไหมขอรับ?”
พระชราคลี่ยิ้มอ่อนโยน “อาตมาไม่เป็นไรหรอกโยม... พระนอกรีตรูปนี้ อาตมาคอยเฝ้าดูพฤติกรรมของมันมานานแล้ว พอรู้ข่าวว่ามันมุ่งหน้ามาที่นี่ จึงได้มารอดักทางไว้”
“มันมาทำไมกันหรือครับ?”
“เพราะมันต้องการ ‘เหล็กไหลน้ำพี้’ ที่พวกโยมเก็บรักษาไว้เป็นอย่างมาก หากวัตถุธาตุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ตกไปอยู่ในมือคนบาปหนาเช่นมัน แผ่นดินนี้คงถึงกาลกิริยุกต์และเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า”
ภูผาได้ฟังถึงกับหน้าถอดสี หัวใจชาวาบ... เขาคิดว่าแผน 'ล่อเสือออกจากถ้ำ' ของตัวเองวางไว้รัดกุมดีแล้ว แต่ที่ไหนได้ ตัวเขาเองต่างหากที่เกือบจะตกหลุมพราง กลาย เป็นฝ่ายถูกล่อให้ทิ้งขบวนสินค้าสำคัญไปเสียเอง
หลังจากนั้น ภูผาได้นั่งกราบนมัสการรับฟังเรื่องราวเบื้องลึกทั้งหมด รวมถึงคำแนะนำสัจธรรมข้อสำคัญจากหลวงพ่อเกี่ยวกับการฝึกจิตในระดับที่สูงขึ้น
“พลังกายและพลังรบของโยมนั้นแข็งแกร่งมากแล้ว...” หลวงพ่อกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “หากแต่ยังขาดการควบคุม ‘จิตขั้นสูง’ พลังจิตเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งเฉพาะสงฆ์หรือผู้ออกบวชเท่านั้นจึงจะฝึกได้ ทว่าผู้ใดก็ตามที่มีจิตใจตั้งมั่น ละทิ้งกิเลส และมีคุณธรรมค้ำชู ก็ย่อมฝึกปรือได้เช่นกัน... หากโยมทำสำเร็จ วันหนึ่งโยมจะสามารถสัมผัสและมองเห็นในสิ่งที่ปุถุชนทั่วไปไม่อาจเห็น”
ภูผานั่งนิ่ง น้อมรับฟังอย่างตั้งใจกอปรด้วยความเลื่อมใส เขาสลักทุกถ้อยคำของพระชราลงในส่วนลึกของความทรงจำ
เมื่อการสนทนาจบลงและน้อมส่งหลวงพ่อจันทรากลับสู่ความสงบแล้ว ภูผาก็รีบเดินทางกลับมายังค่ายพักชั่วคราว พร้อมสั่งการให้กองกำลังทั้งสามกลุ่มมารวมพลกันเพื่อความปลอดภัย
บรรยากาศในค่ายเวลานี้เต็มไปด้วยภาพชีวิต ทหารบางส่วนกำลังช่วยกันพันแผลให้เพื่อนพ้อง บางกลุ่มกำลังล้อมวงหุงหาอาหาร กลิ่นข้าวคั่วใหม่ๆ และกลิ่นปลากระบอกย่างไฟโชยคลุ้งไปทั่วบริเวณ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจวนเจียนระเบิดเมื่อหัวค่ำ เริ่มถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและผ่อนคลาย
เมื่อจัดการความเรียบร้อยรอบค่ายเสร็จสิ้น ภูผาก็เรียกบุคคลสำคัญเข้ามาร่วมประชุมลับภายในซุ้มใหญ่ทันที บุคคลเหล่านั้นประกอบด้วย ทองขาว, หมื่นพัน, เรือนแก้ว และเจี่ยวเจี่ยว
หลังจากผลัดกันถ่ายทอดข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์อยู่พักหนึ่ง ทุกคนในที่ประชุมต่างมีความเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า แนวทางการฝึกพลังจิตตามที่หลวงพ่อจันทราแนะน่านั้น คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่พวกเขาต้องเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจัง เพราะศัตรูที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่กองโจรธรรมดาหรือทหารบ้านป่าอีกต่อไป หากแต่เป็นพวกมีวิชาอาคมและศาสตร์มืดอันน่าสะพรึง
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามกระโจมของตน
ภายในซุ้มใหญ่จึงเหลือเพียงภูผาและเรือนแก้ว หญิงสาวยังคงมีสีหน้าซีดเซียวและแววตาวิตกกังวล คำขู่ของหญิงลึกลับในคืนก่อนยังคงตามหลอกหลอนจิตใจของนาง ภูผาขยับเข้าไปใกล้ ขยับมือกุมมือนางไว้แน่น พลางพูดคุยปลอบประโลมและให้กำลังใจ ความอบอุ่นจากมือและน้ำเสียงที่หนักแน่นของชายหนุ่มเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ชโลมใจ จนในที่สุด รอยยิ้มบางๆ ที่แสนอ่อนหวานก็กลับคืนสู่ใบหน้าของเรือนแก้วอีกครั้ง
“ข้าไม่กลัวสิ่งใดแล้ว..” นางเอ่ยเสียงแผ่ว สบตาเขาด้วยความเชื่อมั่น “ตราบใดที่ท่านยังอยู่เคียงข้างข้าตรงนี้”
ภูผายิ้มตอบด้วยความเอ็นดู ก่อนจะส่งนางกลับไปยังที่พัก
คืนนั้น... แผ่นดินป่าผ่านพ้นไปอย่างสงบ ไม่มีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นอีก จนกระทั่งแสงทองแรกของวันใหม่เริ่มสาดส่องผ่านยอดไม้ลงมายังพื้นดิน
ทว่า... ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า แผนการขั้นต่อไปของภูผานั้น กำลังจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยตั้งรับอย่างระมัดระวัง บัดนี้มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะเปิดฉาก 'รุก' กลับอย่างเต็มพิกัด!
ครั้งนี้เขาเดินหมากพลาด เกือบทำลายอนาคตทั้งหมดด้วยการทิ้งกองสินค้าไว้ หากไม่ได้บารมีของหลวงพ่อจันทราช่วยดักหน้าศัตรูไว้ล่ะก็... ผลลัพธ์ที่ตามมาคงพินาศย่อยยับเกินกว่าที่ใจของเขาจะกล้าคิดถึงมัน.