เซร่าโดนทำร้ายจนบอบช้ำเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล Saint Paul กำลังหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยาและความเหนื่อยอ่อนที่ต้องสู้กับเรน่า
หลังจากที่คิมหันต์จัดการเรื่องเซร่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็โทรไปแจ้งตำรวจเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมกับเร่งตำรวจให้รีบมาที่โรงพยาบาล
มิสเตอร์เบนสันแวะมาเยี่ยมลูกสาวของเขาพอดี
คิมหันต์แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง เขาก็รีบตรงไปหาแคลร์ลูกสาวสุดที่รักอย่างเร่งด่วน และรู้สึกโล่งใจที่เห็นแคลร์ได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ได้ทันเวลา และออยเฟ่ย์คอยดูแลไว้อย่างดี
เหมันต์และฮิเดกิจับตัวของเรน่าที่ดิ้นอาละวาดเพื่อหลบหนีจวบจนกระทั่งตำรวจมาถึง พวกเขาจึงส่งตัวของเรน่าให้กับตำรวจ
นายตำรวจเรอแซงค์ ที่เป็นหัวหน้าดูแลและตามสืบสวนเรื่องนี้ได้ขอความร่วมมือจากเหมันต์ ฮิเดกิ คิมหันต์ และออยเฟ่ย์ในการสอบปาก ยกเว้นเซร่าและแคลร์ที่ต้องรอให้ทั้งคู่หายดีเสียก่อน จึงจะสอบปากคำในภายหลัง
ฮิเดกิให้ปากคำเป็นคนแรกเสร็จเรียบร้อย ก็รีบโทรแจ้งให้ท่านทูตมิยาเกะและคุณหญิงมิเชลทราบเรื่อง
เมื่อทั้งคู่ทราบเรื่อง ก็ตื่นตกใจและรีบมายังโรงพยาบาลทันทีด้วยความเป็นห่วงลูกสาวคนเดียวของพวกเขา
เมื่อพวกเขาพบว่าลูกสาวของเขาปลอดภัย ก็รู้สึกโล่งใจ แต่สิ่งที่ตามมานั่นก็คือ..........
เพียะ!!!
“น้าไม่คิดเลยนะว่า จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น!! ไหนเธอรับปากกับน้าไว้ว่าจะคอยดูแลเซร่าเป็นอย่างดี แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ห๊า!!”
คุณหญิงมิเชลตรงเข้าตบหน้าของฮิเดกิด้วยความโกรธ ที่เขาปล่อยให้ลูกสาวคนเดียวของเธอต้องมาบาดเจ็บแบบนี้
“ผมขอโทษครับ” ฮิเดกิหน้าชาจากการโดนมิเชลตบ ก้มหน้ารับผิดด้วยความเสียใจ
เขาโทษตัวเองไม่แพ้กัน ถ้าหากเขาไม่มัวหลบหน้าเซร่า หญิงสาวก็คงไม่เป็นแบบนี้
“ขอโทษ? ขอโทษแล้วมันได้อะไรขึ้นมา”
มิเชลว่าฮิเดกิด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดภายในห้องของเซร่า ซึ่งยังคงหลับสนิทเพราะฤทธิ์ของยา
“คุณ เบาๆ หน่อย เดี๋ยวลูกตื่น” ท่านทูตมิยาเกะ ปรามมิเชลเบาๆ ทำให้มิเชลรู้สึกตัว แต่ยังคงมองฮิเดกิด้วยสายตาโกรธขึ้ง
“ไหนเล่ามาสิ เรื่องมันเป็นยังไง?”
ท่านทูตมิยาเกะถามฮิเดกิอย่างใจเย็น แม้จะไม่พอใจชายหนุ่มที่ไม่ดูแลลูกสาวของเขา แต่เขาต้องการรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงพยายามสงบอารมณ์เอาไว้
“เอ่อ...คือ....” ฮิเดกิอึกอักไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าเรื่องได้อย่างไร
“ผมเล่าเองครับ”
คิมหันต์ที่สอบปากคำเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินตรงมายังห้องของเซร่าเพื่อมาดูอาการของหญิงสาว จึงได้ยินสิ่งที่ทั้งสามคนพูดคุยกันจนหมดสิ้น
“เธอคือ....?”
ท่านทูตมิยาเกะขมวดคิ้วมองคิมหันต์อย่างแปลกใจ เขาไม่เคยรู้จักชายหนุ่มมาก่อน มิเชลหันมามองคิมหันต์ด้วยอาการแปลกใจไม่แพ้กัน
“ผมเป็นเพื่อนของมิยาเกะน่ะครับ แล้ว....คนที่ส่งเธอมาที่โรงพยาบาลนี้ก็คือผมเองครับ ไม่ใช่มิยาฮาร่าหรอกครับ”
คิมหันต์บอกความจริงให้กับท่านทูตมิยาเกะทราบอย่างตรงไปตรงมา
“!!!!”
ท่านทูตมิยาเกะและคุณหญิงมิเชลหันมามองหน้ากัน
ฮิเดกิมองคิมหันต์ด้วยสายตาแปลกใจ เขาไม่คิดว่า คิมหันต์จะกล้าบอกความจริงให้ท่านทูตทราบ
“ผมรู้ว่าจะมีคนร้ายมาทำร้าย...เอ่อ...แคลร์ เพราะผมคิดว่าผมรู้ตัวคนร้าย ผมจึงส่งให้มิยาเกะมาคอยดูแลแคลร์ไว้ก่อน ส่วนผมก็ไปคอยจับตาดูคนร้าย แต่ว่า.....”
คิมหันต์เล่าถึงตรงนี้เสียงก็เงียบหายไป เพราะการคาดการณ์ของเขาผิด ทำให้เซร่าต้องมาเจ็บตัวแบบนี้
คิมหันต์เหลือบมองไปยังหญิงสาวที่นอนบนเตียง ใบหน้าซีดเซียวนั้นทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดมากยิ่งขึ้น
“แต่เธอคาดการณ์ผิด เพราะคนร้ายได้มาทำร้ายผู้หญิงคนนั้นแล้ว ทำให้เซร่าต้องพลอยโดนลูกหลงไปด้วย อย่างนั้นใช่มั้ย?”
ท่านทูตมิยาเกะเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันที คิมหันต์นิ่งอึ้ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างสำนึกผิด
ผัวะ!!!
เพล้ง!!
ท่านทูตมิยาเกะต่อยเข้าที่หน้าของคิมหันต์อย่างแรงและเร็ว ทำให้คิมหันต์เซไปกระแทกกับโต๊ะรับแขก ส่งผลให้แจกันดอกไม้ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหล่นลงพื้นแตกกระจาย
มุมปากของคิมหันต์แตกและมีเลือดไหลซึมออกมา มิเชลและฮิเดกิยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าตะลึง
พวกเขาไม่คิดว่าท่านทูตจะกล้าชกหน้าคิมหันต์ รวมไปถึงเหมันต์ที่เปิดประตูก้าวเท้าเข้ามาในห้องพักเช่นกัน
“เธอกล้าดียังไง!! ถึงได้ส่งลูกสาวฉันให้ไปตกอยู่ในอันตรายแบบนั้น!! ถ้าเกิดคนร้ายโรคจิตคนนั้นมันทำร้ายลูกสาวฉันจนถึงชีวิต ใครจะรับผิดชอบ!!!!!!!!”
ท่านทูตมิยาเกะชี้หน้าคิมหันต์อย่างโมโห คิมหันต์เอามือปาดเลือดมุมปาก ก่อนจะยืนก้มหน้ายอมรับผิด
“เราค่อยๆ พูดจากันก็ได้นะครับ” เหมันต์พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับเดินเข้ามายืนเคียงข้างน้องชายของเขา
“เธอ? เธอมาทำอะไรที่นี่?”
“ผมเป็นพี่ชายของคิมหันต์น่ะครับ ต้องขอโทษแทนน้องชายของผมด้วยนะครับ”
เหมันต์โค้งศีรษะขอโทษท่านทูตมิยาเกะอย่างสุภาพ ทำให้คิมหันต์รู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจเหมันต์ขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
“เขาเป็นน้องชายของเธออย่างนั้นหรือ!!”
“ใช่ครับ”
เหมันต์ตอบพร้อมกับเงยหน้ามองคุณหญิงมิเชลและท่านทูตมิยาเกะด้วยสายตาเสียใจ
“คิมหันต์คงไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องเป็นแบบนี้ ผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ”
เหมันต์ค้อมหัวขอโทษท่านทูตมิยาเกะและคุณหญิงมิเชลด้วยท่าทางที่สุภาพและจริงใจ คิมหันต์กัดกรามเป็นสันนูนขึ้นมาเมื่อเห็นพี่ชายของเขามาปกป้องเขาอีกครั้ง
“ถึงเธอจะเป็นพี่ชายของนายคนนี้ แต่ฉันก็ต้องเอาเรื่องจนถึงที่สุด เพราะความสะเพร่าของผู้ชายคนนี้ ทำให้เซร่าลูกสาวของฉันต้องเป็นแบบนี้ ดังนั้น........”
“พอเถอะค่ะ...คุณพ่อ คุณแม่”
เซร่ารู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ตอนที่คุณหญิงมิเชลตบหน้าฮิเดกิและมีปากเสียงกันเสียงดังลั่นแล้ว
“เซร่า!!!”
คุณหญิงมิเชลอุทานเรียกชื่อเซร่าออกมาอย่างดีใจ ที่เห็นหญิงสาวรู้สึกตัว พร้อมกับโผเข้าไปหาเซร่าที่ข้างเตียง
“เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บมากมั้ย หืม?” คุณหญิงมิเชลถามเซร่าด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง พร้อมกับเอามือลูบหัว และแตะตามเนื้อตัวของเซร่าอย่างเบามือ
“หนู...ค่อยยังชั่ว..แล้วค่ะ” เซร่าฝืนยิ้มให้กับคุณหญิงมิเชล
ฮิเดกิและเหมันต์มองเซร่าด้วยความโล่งใจที่เห็นหญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาได้
คิมหันต์แม้จะดีใจที่เซร่ารู้สึกตัวขึ้นมา แต่เขาก็ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาให้เห็นมีเพียงสายตาเท่านั้นที่มองตรงไปยังเซร่าอย่างห่วงใย
“ค่อยยังชั่วอะไรกัน เจ็บหนักแบบนี้ยังจะพูดอีก”
คุณหญิงมิเชลตำหนิเซร่าที่ปิดบังอาการเอาไว้เหมือนเมื่อคราวตอนเป็นเด็กแล้วไม่สบายหนัก แต่หญิงสาวก็ไม่ยอมปริปากบอก
“คุณพ่อคะ..คุณแม่คะ...อย่าโทษคิมหันต์เลยนะคะ...”
“ลูกโดนมันลากมาที่นี่ จนบาดเจ็บขนาดนี้ ยังจะ....” ท่านทูตมิยาเกะรู้สึกหัวเสียที่เซร่าพูดจาแบบนั้น
“คิมหันต์..เขาช่วยให้หนูพ้นความผิดนะคะ....ถ้าคุณพ่ออยากรู้เรื่อง..ก็สามารถถามจากผู้อำนวยการได้ค่ะ” เซร่าบอกท่านทูตด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ท่านทูตกับคุณหญิงมิเชลนิ่งอึ้งและมองหน้ากันอย่างปรึกษา
“เอาล่ะ พ่อจะลองถามดูละกัน”
“แล้วเราค่อยมาตัดสินกันอีกที ว่าความจริงมันเป็นยังไง”
ท่านทูตมิยาเกะพูดพร้อมกับเหลือบมองไปยังคิมหันต์ด้วยสายตาไม่พอใจ
“ขอบ..คุณค่ะ..คุณพ่อ..” เซร่าฝืนยิ้มให้กับท่านทูต แม้จะยังรู้สึกเจ็บที่ใบหน้าอยู่ก็ตาม
ก๊อก ก๊อก!
“ขออนุญาตนะครับ”
“ผมขอตรวจสภาพร่างกายของคนไข้หน่อยนะครับ” แพทย์บอกจุดประสงค์พร้อมกับเดินตรงไปหาเซร่าที่นอนอยู่บนเตียง
ทุกคนพากันหลีกให้แพทย์ที่รับผิดชอบตรวจร่างกายของเซร่าและรอฟังผลการตรวจอย่างกระวนกระวายใจ แม้แพทย์จะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีในการตรวจร่างกายของเซร่า แต่สำหรับคนรอบข้างราวกับเวลานั้นมันยาวนานเป็นชั่วโมง