สายลมหนาวเย็นะเืพัดผ่านหุบเขาอันเงียบสงัดยามราตรี. ร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งควบม้าเร่งรีบไปตามเส้นทางลับกลางป่าเขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย. ในอ้อมแขนของเขามีร่างหญิงสูงวัยนอนนิ่งไร้สติ นางคือแม่นมผู้จงรักภักดีของเขาที่บัดนี้ถูกพิษร้ายกัดกินถึงชีพจร. หลี่ิขบกรามแน่น ดวงตาฉายแววกังวลทว่ามุ่งมั่น. เขาต้องพานางกลับถึงเรือนลับของตระกูลให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาชีวิตนางไว้
เมื่อหลี่ิมาถึงเรือนลับกลางหุบเขาในยามดึก ผู้ดูแลบ้านชราก็รีบรุดออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือถือตะเกียงส่องนำทาง.
“คุณชาย! เกิดอันใดขึ้นกับแม่นม?” เขาร้องถามเสียงหลง
หลี่ิะโลงจากหลังม้า ตอบเสียงเคร่งเครียดว่า “แม่นมถูกพิษ อาการนางสาหัสนัก รีบช่วยข้าพานางเข้าไปข้างใน แล้วจัดที่ให้นางนอนพักเถิด ข้าจะเร่งปรุงยาชะลอพิษตามตำรับของตระกูล”.
“ขอรับ!” ผู้ดูแลบ้านรับคำ แล้วรีบเข้ามาช่วยประคองร่างแม่นมเข้าไปในเรือนอย่างระมัดระวัง.
หลังจัดแจงให้แม่นมนอนพักอย่างปลอดภัยแล้ว หลี่ิก็เร่งตรงไปยังห้องลับของตระกูลโดยไม่รอช้า. ภายในห้องเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังผนังเรือนนั้นมีชั้นวางตำราโบราณเรียงราย. เขาจุดตะเกียงน้ำมันให้สว่างขึ้นก่อนกวาดสายตาค้นหาตำรับยาถอนพิษ. มือที่สั่นเล็กน้อยพลิกเปิดหน้ากระดาษเก่าเหลืองกรุ่นกลิ่นกระดาษโบราณอย่างร้อนรน จนสายตาไปหยุดอยู่ที่สูตรยาขนานหนึ่ง. ตำราระบุไว้ว่าการจะรักษาพิษร้ายครั้งนี้จำต้องใช้สมุนไพรหายากในตำนานสองชนิดเป็หลัก.
สมุนไพรชนิดแรกคือ “เยว่กู่หลาน” (月骨兰) เป็ดอกกล้วยไม้สีเงินอมม่วงซึ่งจะบานเฉพาะคืนเดือนดับบนยอดเขาเยว่หลินเท่านั้น. มันมีกลิ่นหอมลวงจิตใจยิ่งนัก หากผู้ใดเข้าใกล้มากเกินไปจะเกิดภาพหลอนชักนำให้หลงทางไปตลอดกาล. วิธีจะเก็บเยว่กู่หลานได้คือต้องอาศัยลมหายใจปราณบริสุทธิ์ช่วยขจัดฤทธิ์หลอนนั้นเสียก่อน มิเช่นนั้นยากนักที่จะเข้าใกล้ดอกไม้วิเศษนี้ได้เลย.
สมุนไพรชนิดที่สองคือ “อิ๋นลู่หงอวี้” (隐露红玉) หรือหยกเืแดงแห่งสายหมอก เป็ผลึกสมุนไพรที่ก่อเกิดจากหยาดน้ำค้างยามรุ่งอรุณ ภายในถ้ำลึกลับเหนือสำนักแพทย์. กล่าวกันว่าผลึกหยกสมุนไพรนี้จะละลายหายไปในอากาศหากไม่ใช้พลังหยินปราณสะกดไว้แต่เนิ่นๆ. แม้สมุนไพรทั้งสองนี้จะมีพิษในตัวเอง ทว่าหากนำมาปรุงรวมกันอย่างถูกวิธีตามตำรับลับแล้ว พิษร้ายจะกลับกลายเป็ยาทิพย์ที่สามารถขจัดพิษอื่นใดได้อย่างน่าอัศจรรย์.
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ หลี่ิก็เงยหน้าขึ้น ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ. สมุนไพรทั้งสองล้วนเป็ของหายากยิ่งในตำนาน มิพักต้องพูดถึงอันตรายในการเสาะหา. แต่ยามนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่น – เพื่อชีวิตของแม่นมที่เลี้ยงดูเขามาแต่เล็ก เขาจำต้องเสี่ยงทำสิ่งที่ดูเป็ไปไม่ได้ให้เป็ไปให้จงได้. ตั้งจิตแน่วแน่ดังนั้นแล้ว หลี่ิปิดตำราและตรงไปยังห้องปรุงยา รวบรวมสมุนไพรที่มีอยู่เตรียมปรุง ยาชะลอพิษ เพื่อยืดเวลาชีวิตของแม่นมออกไป
ไม่นานนัก ยาชะลอพิษก็ถูกปรุงสำเร็จ น้ำยาสีเข้มในถ้วยกระเบื้องส่งกลิ่นฉุนรุนแรง. หลี่ิรีบนำยาไปป้อนให้แม่นมที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียงอย่างระมัดระวังจนนางกลืนกินลงไปได้หมด. ไม่นานนัก สีหน้าที่ซีดเผือดของแม่นมก็กลับมีเืฝาดขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจที่แ่เบาก็ค่อยๆ สม่ำเสมอขึ้นแทนที่จะรวยรินเฉกเช่นก่อนหน้า. ผู้ดูแลบ้านที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงพลันคลายความกังวลเมื่อเห็นอาการของนางทุเลาลงไปบ้าง.
“ยานี้จะช่วยชะลอพิษในกายแม่นมได้นานประมาณหนึ่งปี” หลี่ิเอ่ยกับผู้ดูแลบ้านด้วยน้ำเสียงจริงจัง. “ฝากท่านช่วยดูแลนางให้ดี ในระหว่างที่ข้าจะออกเดินทางเสาะหาสมุนไพรตามตำรับ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด ข้าต้องหามาให้ได้ก่อนพิษจะกำเริบอีกครั้ง”
ผู้ดูแลบ้านพยักหน้า น้ำตาคลอเบ้า. “คุณชายโปรดระวังตัวด้วยเถิดขอรับ” เขากล่าวเสียงสั่นเครือด้วยความเป็ห่วง. “แม่นมรักและห่วงใยคุณชายดังบุตรแท้ๆ หากนางรู้สึกตัว คงมิอยากให้ท่านเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่ข้าก็รู้ว่าท่านตัดสินใจแล้ว…”
หลี่ิทอดสายตามองใบหน้าซูบเซียวของแม่นมที่ยังหลับใหล ใจหนึ่งปวดร้าวแต่อีกใจเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น. “แม่นมมีพระคุณต่อข้ายิ่งชีวิต นี่เป็หนทางเดียวที่ข้าจะตอบแทนได้” เขาพึมพำราวกับบอกตัวเอง. จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวกับผู้ดูแลว่า “ภายในหนึ่งปีนี้ ข้าจะต้องกลับมาพร้อมยาถอนพิษ ไม่เช่นนั้นแม่นมคงไม่รอด”
เช้าตรู่วันถัดมา หลังเตรียมเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็เรียบร้อย หลี่ิก็ออกเดินทางจากเรือนลับกลางหุบเขาแต่เพียงลำพังด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น. ผู้ดูแลบ้านยืนส่งอยู่ที่ประตูเรือน มองตามร่างของคุณชายหนุ่มที่เติบโตมาในความดูแลของตนจนลับสายตาไปท่ามกลางสายหมอกบางเบายามรุ่งอรุณ พลางภาวนาในใจให้เขาปลอดภัยและนำยาวิเศษกลับมาช่วยแม่นมได้ทันเวลา
หลี่ิเดินทางข้ามป่าเขามุ่งสู่เขาเยว่หลินตลอดหลายวันหลายคืน แทบมิได้หยุดพักเกินความจำเป็. ความห่วงใยในอาการของแม่นมผลักดันให้เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย. เย็นวันหนึ่ง ระหว่างที่หลี่ิปักหลักพักแรมใต้ร่มไม้ใหญ่กลางป่าลึกเพียงลำพัง พลันสัญชาตญาณบางอย่างก็เตือนภัยให้รู้สึกถึงความผิดปกติ. รอบกายเงียบงันเกินไปจนน่าอึดอัด ราวกับมีดวงตาลึกลับคู่หนึ่งจับจ้องเขาอยู่ในความมืดโดยรอบ
ทันใดนั้น แสงแวบของใบมีดเล็กสายหนึ่งก็พลันพุ่งตัดความมืดตรงมาที่หลี่ิด้วยความรวดเร็ว. เขาเบี่ยงกายหลบได้ทันท่วงที มีดสั้นเล่มนั้นพุ่งเฉียดแก้มไปปักเข้าที่ลำต้นไม้ด้านหลังดังฉึก. ทันใดนั้นเอง เสียงกิ่งไม้ไหวก็แว่วดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างสีดำสามสายกระโจนออกมาจากความมืด ล้อมหลี่ิไว้ในพริบตา. หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นเสียงเ็า “บิดาของเ้าสั่งให้พวกเรามา ‘ส่ง’ เ้ากลับไปยังทางเบื้องต่ำ!” ดวงตาภายใต้หน้ากากดำจ้องหลี่ิเขม็งราวกับจะปลิดชีวิตเขาให้ได้
หลี่ิรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่างด้วยความตกตะลึงและโทสะที่พลุ่งขึ้นมา. “ท่านพ่อถึงกับ้าชีวิตข้าจริงๆ รึ!” เขาคำรามอยู่ในลำคอพลางชักกระบี่คู่กายออกจากฝัก. ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี นักฆ้าผู้หนึ่งก็พุ่งเข้าประชิดหวังฟันเขาด้วยดาบยาวในมือ. หลี่ิยกกระบี่ขึ้นปัดป้องคมดาบที่ฟาดฟันเข้ามา แล้วสวนกลับด้วยความเร็วปราดเปรียวยิ่งนัก. สิ้นเสียงโลหะปะทะกันสะท้อนก้อง ปรากฏเืสดสาดกระเซ็น. นักฆ้าคนแรกชะงักไปเมื่อก้มมองเห็นาแลึกกลางอกของตน ก่อนจะทรุดฮวบสิ้นใจลงกับพื้นทันที. สองคนที่เหลือเห็นดังนั้นก็โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก พลันกรูเข้าใส่หลี่ิพร้อมกันจากสองด้าน. หลี่ิะโหลบคมดาบของคนหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว พลางยื่นเท้าถีบซัดร่างนั้นจนปลิวไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ. แต่ในเสี้ยวพริบตานั้น อีกคนฉวยโอกาสเข้าประชิดตัว ฟันดาบถูกต้นแขนซ้ายของเขาจนเป็าแยาว เืไหลซึมย้อมแขนเสื้อ. หลี่ิกัดฟันข่มความเจ็บ โคจรพลังปราณทั่วร่างส่งไปยังแขนที่าเ็ กระบี่ในมือขวาเปล่งประกายวูบวาบด้วยกำลังภายใน. เขาหมุนตัวฟาดฟันออกไปเป็วงกว้าง บังคับให้นักฆ้าผู้ถือดาบต้องะโถอยหลบอย่างรวดเร็ว. แล้วในจังหวะนั้นเอง หลี่ิก็พุ่งตามเข้าไปใกล้ ตวัดปลายกระบี่แทงทะลุเข้าเต็มอกศัตรูผู้นั้น! นักฆ้าชุดดำผู้นั้นกระตุกเฮือก เืสดทะลักออกมาจากปากก่อนร่างจะทรุดฮวบแน่นิ่งไป. ส่วนชายที่ถูกเตะกระเด็นเมื่อครู่พยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่หลี่ิไม่ปล่อยโอกาสให้ศัตรูได้ตั้งตัว เขาพุ่งเข้าประชิดพร้อมเหวี่ยงกระบี่ปัดดาบในมือศัตรูจนหลุด จากนั้นวาดฝ่ามืออัดใส่กลางอกมันเต็มแรง. สิ้นเสียงกัมปนาท นักฆ้าผู้นั้นกระอักเืคำใหญ่แล้วล้มลงแน่นิ่งตามไปอีกคน
หลี่ิยืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางร่างไร้ิญญาของเหล่านักฆ่า โลหิตอุ่นๆ ไหลซึมจากแผลที่แขนซ้ายแต่เขาหาได้ใส่ใจไม่. หัวใจของเขาหนักอึ้งเมื่อครุ่นคิดถึงความจริงที่ว่าบิดาของตนส่งคนมาสังหารเขาจริงๆ ทว่าบุรุษหนุ่มก็สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับความเจ็บแค้นและความสับสนไว้ภายใน. เขาฉีกเศษผ้าจากชายแขนเสื้อตนเองมาพันรัดาแไว้แน่นเพื่อห้ามเื แล้วจึงรวบรวมสติเดินหน้าต่อไป. เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เป้าหมายของเขายังรอคอยอยู่และไม่มีเวลาจะมัวมาหวั่นไหวไปกับความรู้สึกเหล่านี้
ค่ำคืนหนึ่งไม่นานหลังจากนั้น หลี่ิก็มาถึงเชิงเขาเยว่หลินตามที่ตำราบอกไว้. คืนนี้เป็คืนเดือนดับ ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวริบหรี่ทอประกายห่างๆ พอให้เห็นเส้นทางรางๆ. เขาย่างเท้าเข้าสู่ป่าลึกบนูเาด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งพลันรู้สึกถึงกลิ่นหอมประหลาดอ่อนๆ โชยมาต้องจมูก. กลิ่นนั้นชวนให้เคลิบเคลิ้มลุ่มหลง จิตใจของเขาเริ่มปั่นป่วนพร่าเลือนไปชั่วขณะราวกับจะลืมเลือนเป้าหมายของตน. หลี่ิรู้ได้ฉับพลันว่านั่นคือฤทธิ์ลวงจิตของดอกเยว่กู่หลาน เขาจึงรีบทรุดตัวลงนั่งหลับตา รวบรวมสมาธิและโคจรลมหายใจปราณบริสุทธิ์ทั่วร่างเพื่อขจัดหมอกมารในจิตใจ. ครู่ต่อมาเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความรู้สึกเลื่อนลอยพลันมลายหาย กลิ่นหอมลวงประสาทไม่อาจแทรกผ่านเข้ามาหาเขาได้อีก