ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 39 ปีศาจจากฟากฟ้า

     

              โทชิโร่เดินก้าวเข้ามายังสุดปลายทางรอดใต้รางรถไฟ อยู่ไม่ไกลจากซันพลาซ่า ซึ่งเป็นสถานที่นัดเจรจา มีสิ่งกีดขวางวางตั้งไว้มากมายอยู่ภายในอุโมงค์แห่งนี้ หากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลก็ยังสามารถใช้เป็นทางหนีทีไล่ได้


              “คุณคงเป็น ‘โทชิโร่ อาซามุ’ คนนั้นงั้นสินะครับ”


              ชายตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงต่ำเนิบ ๆ น้ำเสียงระรื่นพอ ๆ กับสีหน้า เขานั่งอยู่บนเบาะหลังของรถแวนที่เปิดประตูอ้า บริเวณถนนซึ่งเชื่อมติดกับทางลอดใต้รางรถไฟ มีลูกน้องอยู่รายล้อมไม่ห่าง


              “แล้วนายคือ?”


              โทชิโร่เลิกคิ้วถามขึ้น โดยมีมัตสึบาระและทาดาชิเป็นผู้ติดตามอยู่ด้านหลังเช่นกัน


              “อะ ขอประทานโทษที่ทำตัวเสียมารยาทนะครับ ผมชื่อ ‘นาโอกิ ฮิมุระ’ ผู้นำสาส์นของท่านเกนโด”


              อีกฝ่ายแนะนำตัวอย่างมั่นใจ สวมสูทสีดำ เนกไทดำ ส่วนรองเท้านั้นถึงโทชิโร่จะไม่สันทัดเรื่องเครื่องแต่งกายก็ยังดูออกว่าเป็นอะเซนเต้ ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายมีรสนิยมราวกับเป็นนักธุรกิจที่กำลังมาเจรจาซื้อขายบริษัท โทชิโร่มองออกจากแววตาว่าชายคนนี้กำลังเชื่อมั่นในความได้เปรียบของฝ่ายตน


              สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของนาโอกิทำให้โทชิโร่อยากตั๊นหน้าอีกฝ่ายให้ลงไปกอง อาจจะไม่ใช่โดยหมัดของเขา แต่หมัดของใครเป็นใช้ได้ทั้งนั้น


              คนต้องตายไปกี่คนแล้ว เพราะกลุ่มของไอ้พวกบ้านี่อยากทำตัวเป็นจ้าวโลก


              “ทำไม... ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ด้วย”


              นาโอกิจ้องอีกฝ่าย จากนั้นก็ถอนหายใจ


              “ผมคงตอบคำถามแทนท่านเกนโดไม่ได้ ก็เหมือนกับที่ราชสีห์ไม่เคยบอกเหตุผลกับหนูเมื่อยามออกล่า”


              “…”


              มัตสึบาระที่ได้ฟังมองอีกฝ่ายตาค้าง รู้สึกเหมือนท้องไส้บิดเป็นปม แล้วความมวนในท้องก็ลุกลามกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว


              “แก!”


              สีหน้านาโอกิแสร้งเปลี่ยนเป็นอึดอัดเล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น


              “ต้องขอโทษที่ทำให้พวกคุณอารมณ์เสีย แต่หากรับข้อเสนอที่ผมให้ไป จะเป็นทางออกที่ดีสุดสำหรับทั้งสองฝ่าย หากไม่ต้องการให้มีผู้คนล้มตายไปมากกว่านี้... โลกหลังจากนี้ต้องการคนอย่างท่านเกนโดเป็นผู้ชี้นำ พวกคุณยังไม่เข้าใจถึงความน่ากลัวของมันหรอกครับ”


              “เหอะ! ดีที่สุดเนี่ยนะ กล้าพ่นออกมาได้ยังไง แล้วคนที่ต้องตายไปเพราะความบ้าของพวกแกล่ะ!?”


              น้ำเสียงมัตสึบาระเฉียบขาดแข็งกร้าวไม่พอใจ


              นาโอกิมองหญิงสาว  ดวงตาสีเข้มฉายแววเวทนา ในสายตาบอกอย่างชัดเจนราวกับอีกฝ่ายรู้ไปหมดทุกเรื่อง รู้เบื้องหลังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่พวกเขาไม่รู้ มันทำให้มัตสึบาระรู้สึกตะครั่นตะครอ


              โทชิโร่ส่งสัญญาณมือให้มัตสึบาระหยุดพูด ก่อนที่จะเกิดการนองเลือด


              “เรื่องปลดอาวุธฉันคงต้องปฏิเสธ แต่ฉันมีข้อเสนอให้เหมือนกันเพื่อหาทางออกที่ดีให้กับทั้งสองฝั่ง”


              โทชิโร่เลือกใช้คำอย่างระวังพร้อมกับสังเกตปฏิกิริยาอีกฝ่าย ก่อนว่าต่อ


              “ฉันจะมอบกุญแจให้ตามที่ต้องการ เพื่อแลกกับตัวประกันทั้งหมด”


              “แล้วหลังจากนั้น...?”


              “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกนาย”


              นาโอกินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องเข้ามากระซิบกระซาบบางอย่าง โทชิโร่จ้องอีกฝ่ายไม่วางตา


              “ก็ได้ครับ ผมยอมรับข้อเสนอที่คุณต้องการ”


              ไม่นานหลังจากนั้น ตัวประกันทั้งหมดก็ได้ปรากฏต่อสายตา นับได้คร่าว ๆ มากกว่าสองร้อยชีวิต มีกลุ่มกองกำลังยืนถืออาวุธประกบล้อมหน้าล้อมหลัง


              นาโอกิพยักหน้าสั่งให้ตัวประกันจำนวนครึ่งหนึ่ง เดินเข้าไปภายในอุโมงค์ที่ซึ่งพรรคพวกของฝ่ายโทชิโร่ยืนรออยู่


              “เอาล่ะ ไหนกุญแจของฉัน”


              เมื่ออีกฝ่ายทวงถาม มัตสึบาระจึงโยนกุญแจสีทองให้หนึ่งดอกตามสัญญา นาโอกิเผยรอยยิ้มแฝงนัยเมื่อได้ของที่ต้องการไว้ในมือ


              หลังจากนั้นการแลกเปลี่ยนก็ได้ดำเนินไปจนถึงช่วงที่มัตสึบาระโยนกุญแจดอกสุดท้ายมอบให้อีกฝ่าย


              ทันทีที่ของตกถึงมือนาโอกิครบ ปืนทุกกระบอกได้ถูกเล็งมายังฝ่ายโทชิโร่อย่างพร้อมเพรียงฉับพลัน


              “นี่คือคำตอบของพวกแกงั้นหรือ”


              โทชิโร่เอ่ยถามเสียงเข้ม กวาดตามองไปรอบ ๆ


              “ยอมจำนนหรือตาย พวกคุณเป็นฝ่ายเลือกเองนะครับ ผมแนะนำให้คุณตัดสินใจดี ๆ เพราะหลังจากที่กระสุนหนึ่งนัดดังขึ้น— นั่นถือเป็นสัญญาณให้กองกำลังที่ล้อมไว้จากทุกด้านเริ่มลงมือ”


              “ฉันคิดอยู่แล้วว่าพวกแกต้องไว้ใจไม่ได้!”


              มัตสึบาระกัดฟันอย่างเข่นเขี้ยว


              “การแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างถูกต้อง ผมยังไม่ได้ผิดสัญญากับพวกคุณเลยสักนิดนะครับ เรื่องหลังจากนนี้พวกคุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าผมเป็นคนตัดสินใจน่ะ... หากปล่อยพวกคุณไว้อาจเป็นเสี้ยนหนามแก่ท่านเกนโดในภายหลัง ผมมีหน้าที่คอยขจัดความเป็นไปได้เหล่านั้น อย่างโกรธกันเลยนะครับ”


              “…ไม่ว่ายังไง ก็อยากจะนองเลือดให้ได้สินะ”


              คำถามของโทชิโร่ทำให้นาโอกิส่ายหัว


              “เช่นเดียวกับที่พวกคุณมีสิ่งที่ต้องปกป้อง พวกผมเองก็มีสิ่งที่ต้องช่วงชิง พวกเราต่างไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันและกัน”


              “เหลวไหลสิ้นดี ทำไมพวกแกถึงอยากกำจัดมนุษย์ด้วยกันเองนัก ฉันไม่เข้าใจ!?”


              มัตสึบาระเอ่ยถามอย่างเหลืออด


              “โธ่ อย่างเข้าใจผิดสิครับ ใช่ว่าพวกเราฆ่าไม่เลือกเสียเมื่อไหร่ พวกเรามีแผนการอันยิ่งใหญ่ไว้ให้คนที่รอดได้สวมบทบาทแล้ว... ส่วนพวกสอดรู้ทำตัวเหมือนเป็นคนดีเสียเต็มประดานั่นแหละที่เราไม่อยากได้ พวกบ้าความยุติธรรม ชีวิตเปี่ยมฝันสุขสันต์หาเหวนั่นน่ะ ตาย ๆ ไปซะให้หมดนั่นแหละดี—!”


              ในขณะที่นาโอกิเอ่ยอยู่นั้น ด้านหลังของเขาพลันได้ยินเสียงตะโกนร้องเตือนดังขึ้น


              —จู่ ๆ สายตาของโทชิโร่เหลือบไปเห็นเงาสีดำขนาดยักษ์ กำลังแหวกหมู่เมฆพุ่งลงมา มันเคลื่อตัวผ่านตึกสูง ปีกที่กางออกใหญ่กว่าถนนทั้งสี่เลนเบื้องล่าง ในตอนที่ใกล้จะถึงพื้น เสียงซูม ๆ ที่เกิดจากปีกของมันกวาดกระแสอากาศดังเข้ามาในหู


              “—นั่นมันอะไรน่ะ ระวังด้านบน!”


              เงาอันน่าพรั่นพรึงมุ่งสู่จุดหมายในชั่วพริบตาด้วยความเร็วประหนึ่งนกเหยี่ยวยามล่าเหยื่อ


              โทชิโร่รวบตัวมัตสึบาระไว้แนบอก ออกแรงกระโดดถอยหลัง เพื่อหลบให้พ้นจากรัศมีการโจมตีของเจ้าสัตว์ประหลาด แต่หางตาของเขาเหลือบไปเห็นว่านาโอกิเองก็อยากจะกระโดดหนีออกมาจากรถเหมือนกัน แต่เขาเป็นคนที่เห็นภาพรวมทุกอย่างช้าที่สุด


              เพียงพริบตามันสยายปีกร่อนลงมาบดขยี้รถแวนจนบี้แบน โครงสร้างภายในเละเทะป่นปี้ไปพร้อมกันกับนาโอกิ เศษโลหะและชิ้นเนื้อสีแดงสดกระเด็นทะลัก พื้นถนนถูกการโจมตีที่เหมือนดาวตกนี้จนยุบตัวแตกร้าวเป็นแนวยาว


              การปรากฏตัวของมัน ก็ได้เร่งให้สถานการณ์ปั่นป่วนขึ้นยิ่งขึ้นพร้อมกับความโกลาหลอลหม่านอันเดือดพล่าน


              “ลูกพี่นาโอกิ!”


              ในฝูงคนมีเสียงร้องอุทานด้วยความลนลาน และความรู้สึกเหลือเชื่อดังขึ้นมา คนที่ยังมีสติบางส่วนหันปืนในมือเล็งไปทางสัตว์ประหลาด ประกายไฟจากปลายกระบอกปืนสว่างวาบ ดงกระสุนพุ่งทะยานกรูตามกันไปเหมือนสายธารแห่งความตาย


              โทชิโร่และทีมกระโจนเข้าหาที่กำบัง ไม่อยากตกเป็นเป้าหมายและโดนลูกหลงนี้ไปด้วย


              ตัวประหลาดที่รูปร่างคล้ายนกยักษ์ใช้เท้าและแขนของมันที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ไล่เหยียบ ไล่ขยี้มนุษย์ตัวจ้อยที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ ให้กลายเป็นเนื้อบด


              แววตากลมโตจ้องมองทุกสิ่งด้วยความกระหาย


              “บัดซบ! ต้องฆ่ามันให้ได้ ถึงตายก็ห้ามถอยนะโว้ย!!”


              กองกำลังศัตรูกระจายออก พยายามยิงสวนตอบโต้กลับ กระสุนสาดใส่เนื้อหนา ๆ ของมันจนมองเห็นเลือดออกเป็นหย่อม ๆ


              พื้นถนนอาบย้อมไปด้วยเลือดทั้งจากฝ่ายมนุษย์และปีศาจ การต่อสู้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที


              บนตัวของเจ้าสัตว์ประหลาดมีบาดแผลกระจายอยู่เต็มไปหมด ปรากฏเป็นรูเล็ก ๆ แถมยังมีเลือดเหนียว ๆ ไหลออกมาซึ่งเกิดจากกระสุนปืน ทว่าโดยรวมกลับไม่มีบาดแผลไหนที่พอจะมองออกได้ว่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับมันได้เลย


              โทชิโร่อาศัยความวุ่นวายพุ่งตรงเข้าไปควานหากุญแจจากในซากรถ โดยอาศัยลูกทีมช่วยคุ้มกัน เขาพบนาโอกิในสภาพอันน่าอเนจอนาถ ครึ่งท่อนร่างบี้แบนจมอยู่ในซากรถ มือยังกำกุญแจทั้งสองดอกไว้แน่น


              “ฉันขอคืนก่อนล่ะนะ”


              โทชิโร่พึมพำ ก่อนกวาดสายตามองสถานการณ์เลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นรอบ ๆสถานการณ์รบจากทั้งสามฝ่ายตอนนี้โกลาหลถึงขีดสุด


              “ยังไงก็เถอะ ฉันคิดว่าคงปล่อยให้มันอาละวาดต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ไม่ได้ เราจะล่อมันให้ห่างออกจากที่นี่ พวกนายส่วนหนึ่งคุ้มกันคนกลับเข้าไปด้านในให้หมด และแจ้งให้ทุกคนเตรียมตั้งรับเต็มอัตราศึก”


              หากปล่อยให้เจ้านกยักษ์นั่นยังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นอันตรายต่อพวกเขาในภายหลังได้


              โทชิโร่สูดหายใจเข้าลึก ๆ สบตากับลูกทีมทุกคน


              “ไปลุยกันเถอะ!”

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน