บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 ตลาดดอกไม้

          กฎอัยการศึกของเมืองเจี้ยนเย่ยังไม่ถูกยกเลิกเมื่อตะวันจะตกดิน ถนนทุกเส้นในเมืองหลวงก็จะเงียบสงัด แต่ตอนนี้เป็นตอนกลางวันดังนั้นจึงยังมีคนเดินไปมาบนถนน คึกคักเป็นอย่างมาก

           เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสี

           หยางหนิงกำลังขี่ม้าอยู่ริมแม่น้ำฉินไหวการขี่ม้าชมเมืองเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งในเมืองหลวง ไม่เพียงบรรดาท่านอ๋องท่านโหวทั้งหลายที่ชอบแต่งตัวหรูหราจะชมชอบการขี่ม้าชมเมืองแต่พวกบัณฑิตทั้งหลายเองก็ชมชอบเช่นกัน เพราะมันเป็นค่านิยมของเมืองนี้

           เหล่าคุณชายผู้ดีมีสกุลที่ขี่ม้าผ่านไปมา ต่างยิ้มหยันเชิดหน้าขึ้นมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว พวกเขาไม่จำเป็นต้องมองไปรอบๆ ไม่จำเป็นต้องมองลงไปเบื้องล่างเพราะว่าผู้คนในเมืองต่างหากที่ต้องเงยหน้าขึ้นมองพวกเขา

           พวกเขามองแต่ตึกรามบ้านช่องที่หรูหรา คอยชมนกชมไม้ไปเรื่อย

           คนดีที่มีความสามารถ ปกติแล้วคือคนที่พูดดีพวกเขาใช้ชีวิตที่งดงามและอิสระ ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ตามแม่น้ำฉินไหวมันคือเรื่องราวที่ดีของความหวังและความสำเร็จไม่ใช่หรือ

           ภาพวาดบนแม่น้ำฉินไหวนั้นราวกับเส้นดาย มักจะเห็นเจ้าชายท่าทางสง่างามสวมชุดหรูหราเดินออกมาจากด้านในของตัวเรือยืนบนหัวเรือพร้อมผู้ติดตามข้างกายสองสามคน

           นี่เป็นบรรยากาศที่เห็นได้ทุกวันที่แม่น้ำฉินไหว

           นี่เป็นครั้งแรกที่หยางหนิงมาที่แม่น้ำฉินไหวตอนนี้ยังเช้าอยู่ เขาจึงไม่ได้รีบร้อนเดินทาง หยวนหรงที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ หยางหนิงได้แต่สงสัยว่า หยางหนิงจะพาเขาไปที่ใด

           ตอนที่หยางหนิงจะออกจากจวน ต้วนชางไห่จะห้ามก็ไม่ได้ก่อนหน้านี้ซื่อจื่อเจอเรื่องร้ายบ่อย เขาจึงอยากจะตามมาคุ้มครองด้วยตัวเอง แต่หยางหนิงก็รู้ดีว่าช่วงนี้ไม่ว่าจะต้วนชางไห่หรือฉีเฟิงต่างก็ทำงานหนักกันทั้งนั้นเลยให้ต้วนชางไห่หาคนติดตามมาให้สองคนเท่านั้น

           เมื่อผ่านวัดฟูจื่อ หยางหนิงก็เลี้ยวไปถนนยาวอีกเส้นหนึ่งถนนเส้นนี้บรรยากาศค่อนข้างต่างกับแม่น้ำฉินไหว เมื่อเลี้ยวเข้ามาภายในก็มีกลิ่นหอมของดอกไม้ลอยแตะจมูกอยู่เรื่อยๆ เมื่อมองตรงไป ก็จะเห็นดอกไม้สีแดงใบสีเขียวสลับไปมาริมสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านดอกไม้ เหมือนกับว่าที่นี่คือตลาดดอกไม้

           หยางหนิงรู้สึกตกใจ ตอนนี้ก็เดือนสิบแล้วคิดไม่ถึงเลยว่าตลาดดอกไม้ยังเปิดทำการค้าอยู่ เขาไม่ได้รู้จักพืชพันธุ์ดอกไม้มากนักแต่เมื่อขี่ม้าผ่านไป กลิ่นหอมของพวกมันก็ลอยมาแตะจมูก เห็นดอกไม้หลากพันธุ์ที่เขาเองก็ไม่เคยเห็น ในใจก็คิดว่าดอกไม้ที่บานในเดือนนี้ได้แสดงว่าพวกมันจะต้องมีราคาที่ไม่ธรรมดาแน่นอน

           แต่ว่าอากาศทางใต้นั้นไม่ได้แย่ ต่อให้เข้าเดือนสิบแล้วอากาศมันก็ยังคงอุ่นอยู่

           จู่ๆ หยวนหรงก็เข้าใจอะไรขึ้นมาทันทียิ้มแล้วพูดว่า “งอแงมาครึ่งวัน ที่แท้เจ้าก็จะพาข้าไปที่จวนอู่เซียงโหวนั่นเอง?ฮ่าฮ่า จริงๆ ก็ไม่ได้เจอหน้าท่านลุงใหญ่ของเจ้ามาหลายวันแล้วเหมือนกันวันนี้เราก็ถือโอกาสไปเยี่ยมเขาเลยก็แล้วกัน”

           “ท่านลุงใหญ่?” หยางหนิงตกใจ หันไปมองหยวนหรงแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

           เขารู้ว่าตอนนี้ท่าทางของเขาที่แสดงออกมานั้นต่างจากซื่อจื่อคนก่อนมากบางคนที่เขาไม่รู้จัก แต่ก็จะถามบ่อยๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคนจะยิ่งสงสัย

           ในระหว่างที่หันหน้ากลับไป ก็เหลือบไปเห็นเงาคนที่อยู่ไม่ไกลนักคนที่อยู่ในตลาดดอกไม้มีอยู่มากมาย แต่ว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และเงานั้นก็มีรูปร่างสูงใหญ่เด่นชัดมากท่ามกลางผู้คน ทำให้หยางหนิงมองเห็นได้ในทันที ในใจของเขาบีบรัด เขารู้ทันทีว่าคนๆนั้นก็คือชายชุดเทาที่แต่งตัวเป็นขันทีครั้งที่แล้วนั่นเอง

           หยางหนิงเจอเขาสองครั้ง ครั้งแรกที่เจอกันเขาเหมือนนักปราชญ์ครั้งที่สองที่เจอกันเขาแต่งตัวเป็นขันที ครั้งนี้เขาก็แต่งตัวเป็นชายชุดเทาอีกครั้ง

           “เจ้านี่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”หยางหนิงรู้สึกระแวง หันหลังลงจากม้า แต่ชายชุดเทาก็ไม่ได้สนใจหยางหนิงและเดินผ่านฝูงชนไป

           ตัวตนของชายชราคนนี้ไม่แน่ชัดแต่ว่าหยางหนิงมั่นใจแล้วว่าหนวดเคราที่ติดอยู่กับเขามันคือของปลอม ไม่เช่นนั้นที่เพิ่งเจอกันไปไม่กี่วันก่อนนั้นเห็นได้ว่าเขาไม่มีหนวดเคราเลยมันเป็นไปไม่ได้ที่หนวดเคราจะยาวเร็วขนาดนี้

            เขาอดไม่ได้ที่จะฝ่าฝูงชนตามไปหยวนหรงที่ไม่เข้าใจ จึงตะโกนถามว่า “น้องหนิง เจ้าจะไปไหน?”

           หยางหนิงเห็นชายชุดเทาอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลก็เลยเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียง “โอ้ย” ดังขึ้นข้างๆเมื่อเดินผ่านหน้าร้านขายดอกไม้ร้านหนึ่ง เขาเดินชนคนๆ หนึ่ง เสียงอันอ่อนหวานเหมือนจะเป็นผู้หญิง หยางหนิงไม่ทันได้สนใจที่จะขอโทษ กำลังจะเดินตามไปชายชุดเทาก็เดินหายไปท่ามกลางผู้คนแล้ว

           เขายหยุดเดิน แล้วมองไปรอบๆ เห็นคนเดินไปเดินมาแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของชายชุดเทาแล้ว

           หยางหนิงขมวดคิ้ว ในตอนนี้เองก็ได้ยินเสียงม้าควบมา ดังมาจากอีกฟากของถนนเหมือนเสียงกลอง

           หยางหนิงขมวดคิ้วแอบคิดในใจว่าตลาดเส้นยาวมาก คนเดินไปเดินมา ถึงแม้ตัวเองก็ขี่ม้าแต่ก็แค่เดินช้าๆ แต่ตอนนี้กลับมีเสียงม้าวิ่ง ราวกับฝนตกหนักกะจะเหยียบให้คนตายหรืออย่างไรก็ไม่รู้?

           คิดแล้วก็ไม่ผิด คนบนถนนต่างหลบไปด้านข้างมีบางคนหลบไม่ทัน ถูกชนกระเด็นไปข้างๆ ร้องเสียงหลง

           ถนนด้านหน้ามีคนขี่ม้ามาจำนวนมากเสียงฝีเท้าม้าดูเร่งรีบ เมื่อเห็นผู้คนที่เต็มถนน ก็ไม่ได้มีท่าทีจะผ่อนความเร็วให้ช้าลงเลยหยางหนิงขมวดคิ้ว กำลังจะหลบ ทันใดนั้นเองเขาก็ตกใจ กลางถนนเห็นเด็กอายุราวเจ็ดแปดขวบกำลังเล่นอยู่ ข้างๆ ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเลยเด็กคนนั้นกำลังปั้นดินเล่นอย่างสนุกสนานอยู่ เขาไม่รู้เลยว่ากำลังมีอันตราย

           ม้าวิ่งมาเร็วมาก มันเองก็ไม่เห็นเหมือนกันว่ามีเด็กอยู่คนข้างๆ เริ่มมีคนเห็น ก็กรีดร้องกันยกใหญ่

           ตอนนี้เองหยางหนิงก็รีบพุ่งตัวออกไปเร็วอย่างกับลูกศร

           หยางหนิงพุ่งตัวออกไปเร็วมากแต่กลุ่มม้าพวกนั้นอยู่ห่างจากเด็กน้อยไม่กี่ก้าวเท่านั้นแล้วด้วยความเร็วของหยางหนิง พุ่งไปหยุดอยู่ด้านหน้าของเด็ก หากม้ายังไม่หยุด เขาอาจจะถูกชนกระเด็นไปพร้อมกับเด็กคนนั้นแน่

           แต่ว่าเขาเองก็ไม่ได้ลังเลใจ

           เขารู้ดีว่า ในเวลานี้คนที่ช่วยเด็กได้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น เขาเลยต้องพยายามดู อย่างน้อยก็ยังมีหวังไม่อย่างนั้นเด็กจะต้องถูกม้าเหยียบตายแน่ๆ

           เสียงกรีดร้องดังขึ้น ผู้คนต่างก็หันหน้าหนีไม่อาจทนดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

           ม้าเป็นม้าดี รวดเร็วดังสายฟ้า ตอนนี้ม้าห่างจากเด็กไม่ไกลมากแล้วหยางหนิงเองก็ห่างจากเด็กไม่ไกล

           ด้วยระยะห่างที่พอๆ กัน แต่ความเร็วต่างกัน

           ด้วยความเร็วของม้า แน่นอนว่าหยางหนิงนั้นเทียบไม่ได้เลยในใจรู้สึกเย็นเหยียบและร้อนรน หวังเพียงให้ขาทั้งคู่ของเขาก้าวไปให้เร็วที่สุดแต่ตอนนี้มันกลับช้าลง หยางหนิงคำรามลั่น ขณะเดียวกันภายในหน้าอกของเขามันเหมือนมีพลังถูกปล่อยออกมา ตรงไปที่ขาทั้งสองข้างของเขา

           ขณะที่พลังไหลไปรวมกันที่ขาของเขา หยางหนิงกระโดดถีบตัวออกไปราวกับเสือ พุ่งตัวออกไปขวางหน้าม้า มือคว้าแขนของเด็กน้อยดึงเขามาไว้ในอ้อมกอดแล้วกลิ้งตัวไปข้างๆ

           ม้าถูกดึงขาด้านหน้ายกขึ้นลักษณะของม้าเหมือนคนกำลังยืนอยู่ จากนั้นก็กลับสู่สภาพเดิม ขาหน้าของมันยืนอยู่ตรงจุดที่เด็กคนนั้นนั่งอยู่หากหยางหนิงช้ากว่านี้เพียงนิดเดียว เด็กคนนั้นจะต้องตายใต้เท้าม้าตัวนี้แน่นอน

           “เพล้ง!”

           ระหว่างที่หยางหนิงกำลังกลิ้งไปตัวของเขาก็ไปชนกระถางต้นไม้หน้าร้านขายดอกไม้แตก เจ็บไปทั้งตัว เขายกมือขึ้นสองข้างอุ้มเด็กน้อยลอยขึ้น

           “อร๊าย...!” เสียงกรีดร้องเสียงหนึ่งดังขึ้นหญิงคนหนึ่งวิ่งออกมา ร้องไห้แล้วพูดว่า “ติ้งเอ๋อร์ ติ้งเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

           หยางหนิงรู้สึกว่าทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ ก็หันหน้าไปดู เห็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุยังไม่ถึงสามสิบแต่งตัวเหมือนลูกผู้ดีมีตระกูล คิดว่าเด็กคนนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับนางก็เลยส่งเด็กไปให้ ฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “เขา...เขาน่าจะไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล...!”

           ผู้หญิงคนนั้นรับเด็กไป แล้วตรวจดูอย่างละเอียดเห็นเด็กปลอดภัยก็วางใจ นางเห็นหยางหนิงลุกขึ้นนั่ง ก็รีบพูดว่า “ผู้มีพระคุณขอบคุณ...ขอบคุณท่านมากที่ช่วยติ้งเอ๋อร์ของข้า...บุญคุณครั้งนี้ข้าจะต้องตอบแทนแน่ๆ...!” จากนั้นก็พูดว่า “ผู้มีพระคุณท่าน...ท่านเลือดออก”นางไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่น หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมายื่นให้หยางหนิง “เร็วท่านรีบเช็ดก่อน ข้าจะไปตามหมอมา...!”

           ตอนนี้เองหยางหนิงถึงได้รู้สึกตัวว่าบริเวณหน้าผากของเขามีเลือดออกและเริ่มรู้สึกปวดร้อน เขารู้ว่าน่าจะเป็นแผลที่เกิดจากการชนกระถางดอกไม้เมื่อกี้แน่ๆเลยไม่รับผ้าเช็ดหน้า เขาส่ายหน้ายิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร...!” เขาคิดจะลุกขึ้นมา ก็พบว่าขาทั้งสองข้างของเขาไร้เรี่ยวแรง

           “น้องชาย...!” หยวนหรงรีบวิ่งเข้ามาสีหน้าตกใจมาก “เจ้า...เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”

           หยางหนิงยกมือขึ้นมาใช้ชายเสื้อเช็ดเลือดที่หน้าผากส่ายหัว ขาทั้งสองยังคงไร้เรี่ยวแรง ในใจของหยางหนิงเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา

           เพียงชั่วครู่เขารู้สึกได้ว่าขาทั้งสองมีแรงขึ้นมาทันที เหมือนกับว่าพลังจากจุดตันเถียนถูกเขาเคลื่อนมาที่ขาเพราะความรีบร้อน

           หากไม่ได้ใช้แรงเคลื่อนพลังเข้ามา ตัวเขาก็จะช่วยชีวิตเด็กเอาไว้ไม่ได้

           แต่ตอนนี้พลังนั่นมันหายไปแล้วส่วนขาทั้งสองก็เริ่มชา ก่อนหน้านี้ต้วนชางไห่เตือนเขาว่า ห้ามใช้พลังเด็ดขาดแต่ครั้งนี้มันจำเป็น และก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเขาหรือไม่

           “เจ้า ความสามารถไม่เลวเลยนี่!”

           เสียงๆ หนึ่งดังลอยมามันไม่ใช่เสียงของขุนนางเมือง น้ำเสียงมีความเชื่องช้า หยางหนิงหน้านิ่งเงยหน้าไปมอง อยู่ไม่ไกลจากเขา เป็นม้าแข็งแรงตัวใหญ่  ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่นั่งอยู่บนนั้นมองหยางหนิงด้วยสายตาเรียบเฉย แสงแดดส่องมาถูกคนที่ขี่อยู่บนม้า เงายาวๆ พาดมาที่หยางหนิง

           ม้าอีกหลายตัวก็ตามมาถึง

           มีหลายคนสวมเสื้อสีเขียวเข้ม แต่บนหัวคาดผ้าสีขาวบนเอวมีดาบโค้งแขวนอยู่ ถึงแม้จากรูปร่างจะไม่ใหญ่มากนัก แต่ว่าดูจากสายตาวรยุทธ์น่าจะไม่ธรรมดา

           คนพวกนี้ดูก็รู้ว่าฝึกมาอย่างดีเพราะสามารถบังคับม้าได้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างจับดาบข้างเอวเอาไว้ ทุกสายตาจ้องมาที่หยางหนิงสายตาแต่ละคนอย่างกับคมมีด ทำราวกับว่าหยางหนิงเป็นคนผิด

    คล้ายกับเรื่องบันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน