เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    37 พูดมากไปแล้ว

            เมื่อได้แกล้งยั่วโทสะจางฝูลู่จนพอใจแล้วจินลี่หยางก็ลงมาจากหลังม้าและจูงม้าให้เฉินอี้แทน

            “พี่ลี่หยางขอรับ แล้วคนร้ายพวกนั้นต้องได้รับโทษอย่างไรบ้างขอรับ”

            “ตอนนี้เพียงเขียนคำสารภาพไว้ และต้องส่งตัวคนร้ายไปรับโทษที่ฉางผิง”จินลี่หยางกล่าว

            “อ้อ แสดงว่าคนร้ายก่อเหตุที่นั่น แล้วหนีเข้าเมืองมาที่นี่”เฉินอี้กล่าวกับตนเอง จินลี่หยางเงยหน้ามองเฉินอี้และยิ้มเล็กน้อย

    เด็กคนนี้ฉลาดเสียจริง

            “แล้วพี่ลี่หยางต้องส่งนักโทษไปฉางผิงวันใดหรือขอรับ”

            “คงเป็นวันมะรืน ทหารรักษาเมืองจากฉางผิงจะมารับตัวคนร้าย ข้ากับทหารอีกสองคนจะช่วยคุมตัวนักโทษไปด้วย”

            เฉินอี้นิ่งคิดไปเล็กน้อย

            อันที่จริงเขาได้รับปากจะให้ความช่วยเหลือแก่วิญญาณที่หลุดพ้นจากอาคมมนต์ดำในถุงหอมนั่นหลายวันแล้วแต่จนป่านนี้ก็ยังมิได้ทำตามที่รับปากไว้ เพราะมัวแต่วุ่นวายเรื่องอื่นอยู่

            วิญญาณตนนั้นมีนามว่าฉุนอวี๋เป็นชาวยุทธคนหนึ่ง ได้มาพบรักกับภรรยาที่เมืองฉางผิงจึงปักหลักอยู่ที่นั่นเพื่อสร้างครอบครัวแต่แล้ววันหนึ่งก็ถูกคู่อริฆ่าตายและสะกดวิญญาณไว้ใช้งาน

            แต่เมืองฉางผิงอยู่ห่างจากเมืองซุนฉือถึงแปดสิบลี้ต้องใช้เวลาเดินทางเพื่อไปถึงที่นั่นหนึ่งวันเต็มเขาเองก็ยังมิเคยเดินทางไกลถึงเพียงนั้นตามลำพังแต่หากจะขอร่วมติดตามไปกับทหารรักษาเมือง ก็เกรงว่าจะกลายเป็นภาระของพวกเขา

            จินลี่หยางเห็นเฉินอี้เงียบไปและมีสีหน้าครุ่นคิด“กำลังวางแผนอันใดอยู่ในใจอีกหรือ”

            เฉินอี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ“เปล่าขอรับ”

            “เฉินอี้ เด็กเช่นเจ้าน่ะเพียงขมวดคิ้วก็แสดงว่ามีแผนการผุดขึ้นมาในใจไยต้องปฏิเสธให้เหนื่อย”จินลี่หยางกล่าวพลางยิ้ม

            เฉินอี้ถึงกับเถียงไม่ออก

            จินลี่หยางเองก็เพิ่งจะรู้จักเขาได้ไม่กี่วันนี่เขาดูออกง่ายถึงขนาดนั้นเลยหรือ

            ถ้าหากจะบอกจินลี่หยางว่าตนต้องไปฉางผิงตามที่วิญญาณร้องขอแต่จินลี่หยางไม่เชื่อคำพูดของเขาแล้วเขาจะกล่าวอย่างไรดี

            ช่างเถิดหาทางไปกับอาหลิ่งสองคนก็ได้

            “ว่าอย่างไร คิดอันใดอยู่” จินลี่หยางถามซ้ำ

            “ท่านมิเชื่อข้า กล่าวไปก็ไร้ประโยชน์” พูดออกไปแล้ว เฉินอี้ก็ตาโตและรีบใช้มือปิดปากตนเอง

            เหตุใดความคิดในหัวจึงโพล่งออกมาจากปากของเขาง่ายดายเช่นนี้เล่า

            “เจ้ายังมิได้บอกเลยว่ามีเรื่องอันใดแล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือไม่” จินลี่หยางเอ่ยถามน้ำเสียงสงสัย

            “ข้าต้องไปฉางผิงตามที่วิญญาณร้องขอ” เฉินอี้พูดจบก็ขมวดคิ้วทันที

            เดี๋ยวนะเขาคิดว่ามันเริ่มมีอันใดแปลกๆ เกิดขึ้นกับเขาแล้วเขาไม่ควรจะกล่าวเรื่องแบบนี้กับผู้ใดมิใช่หรือ

            จินลี่หยางหยุดเดินและเงยหน้าขึ้นมองเฉินอี้ที่นั่งอยู่บนหลังม้า“มีวิญญาณขอร้องให้เจ้าไปฉางผิงหรือ”

            เฉินอี้กลืนน้ำลายและไม่กล้าอ้าปากพูดอันใดออกมาอีกพลางค่อยๆ ชำเลืองมองไปทางอาหลิ่ง

            นี่นางกล้าใช้พลังชวี่ฝูกับเขางั้นหรือ

            อาหลิ่งยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ด้านข้าง

            “ขออภัยขอรับพี่ลี่หยาง ข้าพูดมากเกินไปแล้ว”เฉินอี้กล่าวเช่นนั้นแต่สายตามองอยู่ที่อาหลิ่ง

            จินลี่หยางขมวดคิ้วแต่เมื่อเห็นเฉินอี้ไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมาอีก เขาจึงจูงม้าให้เดินต่อไป

     

            เมื่อมาถึงกองทหารรักษาเมืองจางฝูลู่กับจินลี่หยางก็รับเฉินอี้ลงจากหลังม้าซุนเฉิงเห็นเฉินอี้ก็รีบตรงเข้าไปหาด้วยความดีใจ

            “คุณชายเฉิน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีแล้วหรือไม่”

            เฉินอี้ยิ้ม“ขอบคุณพี่ซุนเฉิงที่ถามไถ่ ข้าสบายดีแล้วขอรับ”

            ตอนนี้คนอื่นๆก็พากันมาดูเฉินอี้ด้วยความสนใจ เพราะเมื่อวานซุนเฉิงป่าวประกาศไปทั่วว่าเฉินอี้เป็นผู้มีพระคุณ ช่วยดึงวิญญาณของเขากลับเข้าร่างมิให้ต้องกลายเป็นผีเฝ้าป่า

            แต่ตอนนี้นอกจากเฉินอี้จะเป็นที่สนใจเพราะเรื่องของซุนเฉิงแล้วยังมีเสียงพูดคุยเรื่องอื่นแทรกขึ้นมาด้วย

            “เจ้าเห็นตาเขาไหม”

            “เหตุใดตาของเขาจึงเป็นเช่นนั้น”

            "เจ้าได้ยินเรื่องที่คนในตลาดคุยกันไหม"

            “มีบางคนบอกว่า เมื่อก่อนเขาถูกเรียกว่านกฮูกผี”

            จินลี่หยางหันไปมองทหารที่ยืนคุยกันเหล่านั้นและเอ่ยเสียงดัง

            “มีอันใดก็ไปทำกันได้แล้ว หรืองานยังน้อยเกินไปใช่หรือไม่ข้าจะได้เพิ่มงานให้”

            สิ้นเสียงของจินลี่หยางทุกคนก็รีบสลายตัวแต่บางคนก็ยังยืนมองเฉินอี้อยู่และกระซิบกระซาบกัน

            จางฝูลู่มองไปทางคนกลุ่มนั้นอย่างไม่พอใจและส่งไม้เท้าให้  เฉินอี้ “ไป อาอี้กลับบ้านกันเถิด”

            เฉินอี้พยักหน้าแต่จินลี่หยางรั้งแขนเขาเอาไว้ “เดี๋ยว เฉินอี้ เรื่องที่เจ้าจะไปฉางผิง…..”

            เฉินอี้หันกลับมาหาเขาและยิ้ม“ข้าจะหาทางเอง มิรบกวนพี่ลี่หยางขอรับข้าขอตัวก่อน”

            จางฝูลู่มองทั้งสองคนด้วยความสงสัยแต่ก็มิได้เอ่ยถามอันใดและพาเฉินอี้เดินออกมาจากกองทหารรักษาเมือง

            “คุณชายเฉิน ขอบคุณสำหรับสมุนไพรนะขอรับ” ซุนเฉิงเอ่ยตามหลังมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยที่เฉินอี้เดินทางกลับ

            เฉินอี้หันมาผงกหัวให้ซุนเฉิงและเดินไปกับจางฝูลู่

            จินลี่หยางค่อนข้างงุนงงว่าเฉินอี้มีท่าทีไม่พอใจเขาด้วยเรื่องอันใดกัน

     

            จางฝูลู่กับเฉินอี้พากันเดินเรื่อยๆไปตามทาง

            “อาอี้ เจ้าจะไปทำอันใดที่ฉางผิงหรือ”

            “ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการเล็กน้อย” เฉินอี้กล่าวเพียงแค่นั้น

            จางฝูลู่มองเขาด้วยความสงสัยเฉินอี้มิเคยก้าวขาออกจากเมืองซุนฉือมาก่อน แล้วเขามีอันใดต้องไปจัดการถึงฉางผิง

            แต่รออยู่ครู่ใหญ่เฉินอี้ก็ยังมิได้กล่าวอันใดเพิ่มเติม “อาอี้ เหตุใดมีอันใดถึงมิยอมบอกข้าไยต้องปิดปากเงียบ”

            แต่เฉินอี้ก็ยังไม่ยอมกล่าวอันใดออกมา

            “เจ้าบอกจินลี่หยางแต่กลับไม่บอกข้า เห็นเขาดีกว่าข้าแล้วงั้นหรือ”น้ำเสียงจางฝูลู่ทั้งโกรธทั้งน้อยใจ

            “มิใช่เช่นนั้น” เฉินอี้รีบคว้าแขนจางฝูลู่เอาไว้

            ที่เขาไม่ยอมกล่าวอันใดออกมาเพราะเขากลัวว่าอาหลิ่งจะใช้พลังชวี่ฝูกับเขาอีก

            หลิวซูเจี๋ยหันไปมองอาหลิ่ง“เหตุใดจึงต้องใช้พลังชวี่ฝูกับเฉินอี้ด้วยเล่า”

            อาหลิ่งยกมือขึ้นให้หลิวซูเจี๋ยลดเสียงลง“ถ้าหากมิทำเช่นนี้  เฉินอี้ก็จะไม่ยอมเอ่ยขอความช่วยเหลือจากผู้ใดเด็ดขาดแล้วแผนการของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า”

            หลิวซูเจี๋ยจึงพยักหน้าเข้าใจ

            “อีกอย่างหนึ่ง พอไปถึงบ้านของจางฝูลู่แล้ว เจ้าช่วยทำเช่นนี้ให้ทีนะ”แล้วอาหลิ่งก็กระซิบบอกหลิวซูเจี๋ย เขามีสีหน้าสยองขวัญเล็กน้อย

            “จะได้ผลหรือ” หลิวซูเจี๋ยเอ่ยถาม

            “ข้านัดหมายกับท่านตงเปียนไว้เรียบร้อยแล้ว”อาหลิ่งกล่าวพลางยิ้มอย่างมั่นใจ หลิวซูเจี๋ยจึงพยักหน้าเบาๆ พลางคิดว่าไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณผู้หญิงนี่ช่างน่ากลัวไม่ต่างกันเลย

            “แล้วเหตุใดจินลี่หยางถึงได้รู้ว่าเจ้าจะไปฉางผิง”จางฝูลู่ยังคงคาดคั้นเฉินอี้ไม่ยอมเลิก

            “เขาก็รู้เพียงเท่านั้น มิได้รู้มากไปกว่าเจ้าหรอก”เฉินอี้มีสีหน้าไม่สบายใจ เขาจับแขนจางฝูลู่แล้วเขย่าเบาๆ “เหล่าจาง อย่าโกรธข้า”

            จางฝูลู่มองหน้าเฉินอี้ที่ยังค่อนข้างซีดเซียวแล้วถอนใจเฉินอี้กล่าวแบบนี้กับเขาครั้งใด เขาเป็นต้องใจอ่อนทุกทีสีหน้าของเขาจึงอ่อนลงและพยักหน้าให้เฉินอี้ “อืม”

            เฉินอี้ยิ้ม

            มิใช่ว่าเฉินอี้ไม่อยากบอกจางฝูลู่แต่เขาไม่อยากให้ตนเองกลายเป็นภาระของผู้อื่น จึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเองมาตลอด

            แต่วันนี้อาหลิ่งกำลังพยายามทำให้เขากลายเป็นเช่นนั้น ซึ่งเขาไม่ชอบใจเอามากๆ

            กลับบ้านไปคงต้องคุยกันเสียให้รู้เรื่อง