เมื่อได้แกล้งยั่วโทสะจางฝูลู่จนพอใจแล้วจินลี่หยางก็ลงมาจากหลังม้าและจูงม้าให้เฉินอี้แทน
“พี่ลี่หยางขอรับ แล้วคนร้ายพวกนั้นต้องได้รับโทษอย่างไรบ้างขอรับ”
“ตอนนี้เพียงเขียนคำสารภาพไว้ และต้องส่งตัวคนร้ายไปรับโทษที่ฉางผิง”จินลี่หยางกล่าว
“อ้อ แสดงว่าคนร้ายก่อเหตุที่นั่น แล้วหนีเข้าเมืองมาที่นี่”เฉินอี้กล่าวกับตนเอง จินลี่หยางเงยหน้ามองเฉินอี้และยิ้มเล็กน้อย
เด็กคนนี้ฉลาดเสียจริง
“แล้วพี่ลี่หยางต้องส่งนักโทษไปฉางผิงวันใดหรือขอรับ”
“คงเป็นวันมะรืน ทหารรักษาเมืองจากฉางผิงจะมารับตัวคนร้าย ข้ากับทหารอีกสองคนจะช่วยคุมตัวนักโทษไปด้วย”
เฉินอี้นิ่งคิดไปเล็กน้อย
อันที่จริงเขาได้รับปากจะให้ความช่วยเหลือแก่วิญญาณที่หลุดพ้นจากอาคมมนต์ดำในถุงหอมนั่นหลายวันแล้วแต่จนป่านนี้ก็ยังมิได้ทำตามที่รับปากไว้ เพราะมัวแต่วุ่นวายเรื่องอื่นอยู่
วิญญาณตนนั้นมีนามว่าฉุนอวี๋เป็นชาวยุทธคนหนึ่ง ได้มาพบรักกับภรรยาที่เมืองฉางผิงจึงปักหลักอยู่ที่นั่นเพื่อสร้างครอบครัวแต่แล้ววันหนึ่งก็ถูกคู่อริฆ่าตายและสะกดวิญญาณไว้ใช้งาน
แต่เมืองฉางผิงอยู่ห่างจากเมืองซุนฉือถึงแปดสิบลี้ต้องใช้เวลาเดินทางเพื่อไปถึงที่นั่นหนึ่งวันเต็มเขาเองก็ยังมิเคยเดินทางไกลถึงเพียงนั้นตามลำพังแต่หากจะขอร่วมติดตามไปกับทหารรักษาเมือง ก็เกรงว่าจะกลายเป็นภาระของพวกเขา
จินลี่หยางเห็นเฉินอี้เงียบไปและมีสีหน้าครุ่นคิด“กำลังวางแผนอันใดอยู่ในใจอีกหรือ”
เฉินอี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ“เปล่าขอรับ”
“เฉินอี้ เด็กเช่นเจ้าน่ะเพียงขมวดคิ้วก็แสดงว่ามีแผนการผุดขึ้นมาในใจไยต้องปฏิเสธให้เหนื่อย”จินลี่หยางกล่าวพลางยิ้ม
เฉินอี้ถึงกับเถียงไม่ออก
จินลี่หยางเองก็เพิ่งจะรู้จักเขาได้ไม่กี่วันนี่เขาดูออกง่ายถึงขนาดนั้นเลยหรือ
ถ้าหากจะบอกจินลี่หยางว่าตนต้องไปฉางผิงตามที่วิญญาณร้องขอแต่จินลี่หยางไม่เชื่อคำพูดของเขาแล้วเขาจะกล่าวอย่างไรดี
ช่างเถิดหาทางไปกับอาหลิ่งสองคนก็ได้
“ว่าอย่างไร คิดอันใดอยู่” จินลี่หยางถามซ้ำ
“ท่านมิเชื่อข้า กล่าวไปก็ไร้ประโยชน์” พูดออกไปแล้ว เฉินอี้ก็ตาโตและรีบใช้มือปิดปากตนเอง
เหตุใดความคิดในหัวจึงโพล่งออกมาจากปากของเขาง่ายดายเช่นนี้เล่า
“เจ้ายังมิได้บอกเลยว่ามีเรื่องอันใดแล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือไม่” จินลี่หยางเอ่ยถามน้ำเสียงสงสัย
“ข้าต้องไปฉางผิงตามที่วิญญาณร้องขอ” เฉินอี้พูดจบก็ขมวดคิ้วทันที
เดี๋ยวนะเขาคิดว่ามันเริ่มมีอันใดแปลกๆ เกิดขึ้นกับเขาแล้วเขาไม่ควรจะกล่าวเรื่องแบบนี้กับผู้ใดมิใช่หรือ
จินลี่หยางหยุดเดินและเงยหน้าขึ้นมองเฉินอี้ที่นั่งอยู่บนหลังม้า“มีวิญญาณขอร้องให้เจ้าไปฉางผิงหรือ”
เฉินอี้กลืนน้ำลายและไม่กล้าอ้าปากพูดอันใดออกมาอีกพลางค่อยๆ ชำเลืองมองไปทางอาหลิ่ง
นี่นางกล้าใช้พลังชวี่ฝูกับเขางั้นหรือ
อาหลิ่งยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ด้านข้าง
“ขออภัยขอรับพี่ลี่หยาง ข้าพูดมากเกินไปแล้ว”เฉินอี้กล่าวเช่นนั้นแต่สายตามองอยู่ที่อาหลิ่ง
จินลี่หยางขมวดคิ้วแต่เมื่อเห็นเฉินอี้ไม่ยอมเอ่ยอันใดออกมาอีก เขาจึงจูงม้าให้เดินต่อไป
เมื่อมาถึงกองทหารรักษาเมืองจางฝูลู่กับจินลี่หยางก็รับเฉินอี้ลงจากหลังม้าซุนเฉิงเห็นเฉินอี้ก็รีบตรงเข้าไปหาด้วยความดีใจ
“คุณชายเฉิน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีแล้วหรือไม่”
เฉินอี้ยิ้ม“ขอบคุณพี่ซุนเฉิงที่ถามไถ่ ข้าสบายดีแล้วขอรับ”
ตอนนี้คนอื่นๆก็พากันมาดูเฉินอี้ด้วยความสนใจ เพราะเมื่อวานซุนเฉิงป่าวประกาศไปทั่วว่าเฉินอี้เป็นผู้มีพระคุณ ช่วยดึงวิญญาณของเขากลับเข้าร่างมิให้ต้องกลายเป็นผีเฝ้าป่า
แต่ตอนนี้นอกจากเฉินอี้จะเป็นที่สนใจเพราะเรื่องของซุนเฉิงแล้วยังมีเสียงพูดคุยเรื่องอื่นแทรกขึ้นมาด้วย
“เจ้าเห็นตาเขาไหม”
“เหตุใดตาของเขาจึงเป็นเช่นนั้น”
"เจ้าได้ยินเรื่องที่คนในตลาดคุยกันไหม"
“มีบางคนบอกว่า เมื่อก่อนเขาถูกเรียกว่านกฮูกผี”
จินลี่หยางหันไปมองทหารที่ยืนคุยกันเหล่านั้นและเอ่ยเสียงดัง
“มีอันใดก็ไปทำกันได้แล้ว หรืองานยังน้อยเกินไปใช่หรือไม่ข้าจะได้เพิ่มงานให้”
สิ้นเสียงของจินลี่หยางทุกคนก็รีบสลายตัวแต่บางคนก็ยังยืนมองเฉินอี้อยู่และกระซิบกระซาบกัน
จางฝูลู่มองไปทางคนกลุ่มนั้นอย่างไม่พอใจและส่งไม้เท้าให้ เฉินอี้ “ไป อาอี้กลับบ้านกันเถิด”
เฉินอี้พยักหน้าแต่จินลี่หยางรั้งแขนเขาเอาไว้ “เดี๋ยว เฉินอี้ เรื่องที่เจ้าจะไปฉางผิง…..”
เฉินอี้หันกลับมาหาเขาและยิ้ม“ข้าจะหาทางเอง มิรบกวนพี่ลี่หยางขอรับข้าขอตัวก่อน”
จางฝูลู่มองทั้งสองคนด้วยความสงสัยแต่ก็มิได้เอ่ยถามอันใดและพาเฉินอี้เดินออกมาจากกองทหารรักษาเมือง
“คุณชายเฉิน ขอบคุณสำหรับสมุนไพรนะขอรับ” ซุนเฉิงเอ่ยตามหลังมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยที่เฉินอี้เดินทางกลับ
เฉินอี้หันมาผงกหัวให้ซุนเฉิงและเดินไปกับจางฝูลู่
จินลี่หยางค่อนข้างงุนงงว่าเฉินอี้มีท่าทีไม่พอใจเขาด้วยเรื่องอันใดกัน
จางฝูลู่กับเฉินอี้พากันเดินเรื่อยๆไปตามทาง
“อาอี้ เจ้าจะไปทำอันใดที่ฉางผิงหรือ”
“ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการเล็กน้อย” เฉินอี้กล่าวเพียงแค่นั้น
จางฝูลู่มองเขาด้วยความสงสัยเฉินอี้มิเคยก้าวขาออกจากเมืองซุนฉือมาก่อน แล้วเขามีอันใดต้องไปจัดการถึงฉางผิง
แต่รออยู่ครู่ใหญ่เฉินอี้ก็ยังมิได้กล่าวอันใดเพิ่มเติม “อาอี้ เหตุใดมีอันใดถึงมิยอมบอกข้าไยต้องปิดปากเงียบ”
แต่เฉินอี้ก็ยังไม่ยอมกล่าวอันใดออกมา
“เจ้าบอกจินลี่หยางแต่กลับไม่บอกข้า เห็นเขาดีกว่าข้าแล้วงั้นหรือ”น้ำเสียงจางฝูลู่ทั้งโกรธทั้งน้อยใจ
“มิใช่เช่นนั้น” เฉินอี้รีบคว้าแขนจางฝูลู่เอาไว้
ที่เขาไม่ยอมกล่าวอันใดออกมาเพราะเขากลัวว่าอาหลิ่งจะใช้พลังชวี่ฝูกับเขาอีก
หลิวซูเจี๋ยหันไปมองอาหลิ่ง“เหตุใดจึงต้องใช้พลังชวี่ฝูกับเฉินอี้ด้วยเล่า”
อาหลิ่งยกมือขึ้นให้หลิวซูเจี๋ยลดเสียงลง“ถ้าหากมิทำเช่นนี้ เฉินอี้ก็จะไม่ยอมเอ่ยขอความช่วยเหลือจากผู้ใดเด็ดขาดแล้วแผนการของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า”
หลิวซูเจี๋ยจึงพยักหน้าเข้าใจ
“อีกอย่างหนึ่ง พอไปถึงบ้านของจางฝูลู่แล้ว เจ้าช่วยทำเช่นนี้ให้ทีนะ”แล้วอาหลิ่งก็กระซิบบอกหลิวซูเจี๋ย เขามีสีหน้าสยองขวัญเล็กน้อย
“จะได้ผลหรือ” หลิวซูเจี๋ยเอ่ยถาม
“ข้านัดหมายกับท่านตงเปียนไว้เรียบร้อยแล้ว”อาหลิ่งกล่าวพลางยิ้มอย่างมั่นใจ หลิวซูเจี๋ยจึงพยักหน้าเบาๆ พลางคิดว่าไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณผู้หญิงนี่ช่างน่ากลัวไม่ต่างกันเลย
“แล้วเหตุใดจินลี่หยางถึงได้รู้ว่าเจ้าจะไปฉางผิง”จางฝูลู่ยังคงคาดคั้นเฉินอี้ไม่ยอมเลิก
“เขาก็รู้เพียงเท่านั้น มิได้รู้มากไปกว่าเจ้าหรอก”เฉินอี้มีสีหน้าไม่สบายใจ เขาจับแขนจางฝูลู่แล้วเขย่าเบาๆ “เหล่าจาง อย่าโกรธข้า”
จางฝูลู่มองหน้าเฉินอี้ที่ยังค่อนข้างซีดเซียวแล้วถอนใจเฉินอี้กล่าวแบบนี้กับเขาครั้งใด เขาเป็นต้องใจอ่อนทุกทีสีหน้าของเขาจึงอ่อนลงและพยักหน้าให้เฉินอี้ “อืม”
เฉินอี้ยิ้ม
มิใช่ว่าเฉินอี้ไม่อยากบอกจางฝูลู่แต่เขาไม่อยากให้ตนเองกลายเป็นภาระของผู้อื่น จึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเองมาตลอด
แต่วันนี้อาหลิ่งกำลังพยายามทำให้เขากลายเป็นเช่นนั้น ซึ่งเขาไม่ชอบใจเอามากๆ
กลับบ้านไปคงต้องคุยกันเสียให้รู้เรื่อง