บทที่ 39 ห่อผ้าเก่าๆ
ในตอนนี้ หน้าประตูเมืองของดินแดนต้องห้ามได้มีผู้คนออกมามุงดูมากมายมหาศาล
และได้มีเสียงทรงพลังเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากใจกลางเมืองว่า“ผู้ใดเป็นคนบุกรุกดินแดนต้องห้ามของข้ากันข้าจะสังหารมันให้หมด!”
เมื่อในกลุ่มของ หลิว เฟ่ยหงส์ ได้ยินก็รับรู้ได้ในทันทีว่า คนผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เทียบเท่ากับ หลิว เฟ่ยหงส์ในตอนนี้ได้เลยทีเดียว
ชิว ซานฟู่ ที่รู้ว่าตนเองผิดพลาดไปแล้วก็กล่าวขอโทษออกมา “ข้าจะต้องขอโทษด้วยท่านจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามข้าเพียงแค่เผลอพลั้งมือไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
เมื่อ จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกโล่งใจไปได้เล็กน้อย เพราะว่าผู้ที่จะมาทำลายประตูขนาดยักษ์นั่นได้จะต้องมีพลังขั้นต่ำคือเขตแดนเมฆาแท้จริงอย่างแน่นอน แล้วอีกอย่างเขายังไม่ได้ใช้พลังยุทธ์เลยแม้แต่น้อย ทำให้ จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามรู้สึกเกรงกลัวขึ้นมานิดหน่อย
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามได้คิดในใจว่า ‘เฮ้อ...ข้าอยู่ที่นี่มาตั้งนานแสนนานไม่คิดเลยว่าผู้ที่มาเยือนดินแดนของเราในตอนนี้จะทรงพลังมากกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา ถ้าเกิดเป็นไปได้ ก็อย่าได้สร้างปัญหาเลย’
ทางด้านของ ชิว เหวินเจี้ยนที่อยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงเช่นเดียวกัน แต่ว่าพวกเขาก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใครจึงไม่ได้ออกมาดูเหตุการณ์ข้างนอกอย่างคนอื่นๆเขา
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามเมื่อเห็นว่าทางด้านหน้าประตูเมืองเอะอะโวยวายกันใหญ่ เขาจึงได้สั่งให้องครักษ์ที่เป็นดั่งมือขวาของเขาออกไปเก็บกวาดประตูเมืองที่พังทลายลงมาให้เรียบร้อย “หลิน ฟาน เจ้าจงออกไปเก็บกวาดเศษซากประตูเมืองให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด”
“ขอรับท่านจักรพรรดิ” หลิน ฟาน ตอบรับคำสั่ง
หลิน ฟาน ได้เดินทางออกมาอย่างรวดเร็วเพียงแค่แปบเดียวก็ได้มายืนอยู่ต่อหน้าผู้คนในดินแดนต้องห้ามแล้ว
หลิน ฟาน ได้กล่าวขึ้นมาว่า “ขออภัยในความไม่สะดวกนะขอรับทุกท่านพอดีประตูแห่งนี้มันเก่าเกินไปหน่อย ก็เลยพังทลายลงมาขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบด้วยขอรับ ส่วน สิ่งของที่เสียหายพวกเราจะเป็นคนชดใช้ให้ทั้งหมดเอง”
เมื่อ หลิน ฟาน กล่าวจบเขาก็ได้มองไปทาง ชิว ซานฟู่ ที่ได้เป็นคนทำลายประตูเมืองนั่นเอง ‘ถ้าเกิดข้าเกิดปะทะกับเขาขึ้นมาใครจะเป็นฝ่ายชนะกันแน่นะ’
แต่เวลาต่อมา หลิน ฟานก็ได้สบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป เพราะคนที่สามารถทำลายประตูที่จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามสร้างขึ้นมาได้นั้นจะต้องแข็งแกร่งกว่าเขาอย่างแน่นอนอยู่แล้ว
ส่วน พวกชาวบ้าน ก็ได้เริ่มทยอยกลับไปในพื้นที่ของตนเองจะมีเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ และคนพวกนั้นก็ได้จดจำใบหน้าของชิว ซานฟู่ เอาไว้ เพื่อไม่ทำให้ตนเองต้องเดือนร้อนเมื่อได้พบเจอกับเขาในอนาคต
ชิว ซานฟู่ เมื่อเห็นว่า หลิน ฟานออกมาพูดเล็กน้อยเท่านั้น เหล่าชาวบ้านก็ยอมเงียบในทันที เขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่า สถานะของผู้ชายคนนี้ จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ชิว ซานฟู่ ก็ได้หันหน้าไปทาง หลินฟาน และกล่าวออกมาว่า “ข้าจะต้องขออภัยท่านด้วย ที่ต้องทำให้เดือดร้อนกันใหญ่เลยข้าจะเป็นคนช่วยท่านซ่อมแซมประตูเมืองอีกแรงก็แล้วกัน”
หลิน ฟาน ก็หันกลับไปทาง ชิว ซานฟู่ด้วยหน้าตาที่ไม่มีความโกรธอยู่เลย เพราะเขาคิดว่าจักรพรรดิเองก็คงจะไม่อยากมีปัญหาเหมือนกันถ้าเป็นไปได้แล้วเขาก็ตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไรหรอกขอรับข้าจะจัดการเรื่องประตูพวกนี้เอง ส่วนพวกท่าน ถ้ามาเพื่อเยี่ยมชมดินแดนต้องห้ามของเราข้าก็ขอให้เพลิดเพลินไปกับดินแดนแห่งนี้ด้วยนะขอรับ”
ชิว ซานฟู่ ก็ได้หยิบสิ่งของขึ้นมา1ชิ้นเป็นสิ่งของที่ ชิว เหวินเจี้ยน เป็นคนสร้างให้เขาที่งานเลี้ยงตระกูลชิวมันได้ถูกห่อไว้ด้วยผ้าเก่าๆผืนหนึ่งเท่านั้นเอง “ถ้าอย่างนั้น ท่านก็โปรดรับสมบัติระดับพิเศษของข้าเอาไว้ เพื่อเป็นค่าซ่อมแซมก็แล้วกันข้าจะต้องขอโทษด้วยจริงๆที่มาสร้างความวุ่นวายในดินแดนของพวกท่าน”
หลิน ฟาน ที่เห็นผ้าเก่าๆก็ได้คิดในใจว่า‘ผ้าผืนนี้อะนะที่เป็นสมบัติพิเศษมันจะเป็นไปได้ยังไงกัน แต่ถึงมันจะเป็นระดับพิเศษขึ้นมาจริงๆแล้วจะมีค่าเท่ากับประตูเมืองอันนี้ได้อย่างไร’
หลิน ฟาน ก็ได้ยื่นมือออกไปรับผ้าเก่าๆจากมือของชิว ซานฟู่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท และเขาก็ได้กล่าวตอบกลับไปว่า “ขอบคุณมากขอรับสำหรับสิ่งของ ข้าจะเป็นคนนำมันไปให้จักรพรรดิเอง”
หลิน ฟานก็ได้เก็บถุงผ้าเข้าไปไว้ในกระเป๋ามิติของตนเองทันที โดยไม่ได้ตรวจดูสิ่งของที่อยู่ข้างในนั้นก่อน
เมื่อเขาได้คุยกับ ชิว ซานฟู่ เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เริ่มเคลียร์พื้นที่ในทันที โดยการรวบรวมพลังยุทธ์ทั้งหมดในตัวของเขาออกมาและซัดมันให้ปลิวไปยังพื้นที่ ที่กองทัพทมิฬอาศัยอยู่ นั่นเอง