เนื่องจากความเร็วของราฟาและกลุ่มของเขาเร็วมาก ทำให้การเปลื่ยนเส้นทางกระทันหันของกลุ่มราฟาทำให้หนานหมิงตกใจ
กลุ่มของราฟาเองก็ตกใจเช่นกันที่จู่ๆมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งอยู่ด้าหน้า แต่ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถเสียเวลาได้แล้ว เพราะพวกเขาต้องรีบไปส่งข่าวให้กับหัวหน้าว่าตอนนี้เผ่าดาร์คเอลฟ์ได้หันไปเข้าร่วมกับพวกออรค์แล้ว และมันจะยิ่งทำให้สถานการณ์ของเผ่าเอลฟ์กดดันมากกว่าเดิมหลายเท่า
แม้ว่าเผ่าเอลฟ์และเผ่าดาร์คเอลฟ์จะเป็นเอลฟ์เหมือนกันแต่แนวทางการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันทำให้ทั้งสองเผ่าไม่ค่อยที่จะยุ่งเกี่ยวกัน แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองเผ่าก็นับว่าเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน
ไม่ว่าจะเป็นเผ่าเอลฟ์หรือเผ่าดาร์คเอลฟ์มีปัญหาอีกฝ่ายก็พร้อมที่จะช่วยเหลือโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นในสงครามครั้งนี้ เผ่าเอลฟ์จึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากเผ่าดาร์คเอลฟ์
โดยกลุ่มที่ไปขอความช่วยเหลือก็คือกลุ่มของราฟา เนื่องจากราฟาเป็นถึงองค์ชายห้าของเผ่าเอลฟ์ แม้ว่าจะเป็นองค์ชายที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่หน้าที่นี้อันตรายอย่างมากเพราะอาจจะถูกศัตรูดักสังหารระหว่างทางได้ ทำให้องค์ชายคนอื่นๆเลือกที่ปฏิเสธ ราฟาจึงเสนอตัวและจะเดินทางไปยังเผ่าดาร์คเอลฟ์เพื่อขอความช่วยเหลือด้วยตัวเอง
เพียงแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะไปถึงพื้นที่ของเผ่าดาร์คเอลฟ์พวกเขาก็ได้เห็นจีเซียนซึ่งเป็นขุนนางคนสนิทของราชวงศ์ดาร์คเอลฟ์ปราฏตัวขึ้นที่นี้และหลังจากที่พวกเขาสืบค้นอย่างละเอียดทำให้รู้ว่าเผ่าดาร์คเอลฟ์ได้แอบพบกับพวกคนแคระและพวกออร์คที่ป่าใกล้ๆนี้
แต่ด้วยความที่คนของราฟาเกิดพลาดท่าถูกพวกจีเซียนพบตัว ทำให้พวกจีเซียนไล่ล่ากลุ่มของราฟาในทันที เพราะแบบนี้การไล่ล่ากลางเมืองเหยาจินจึงเกิดขึ้นกระทันหันแบบนี้
“ มนุษย์หลบไปซะ! ” ราฟาตะโกนด้วยความเร่งรีบ เพราะพวกเขาไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาขึ้นที่เมืองของมนุษย์
ด้วยการที่พวกเขากลัวว่ามนุษย์จะไม่พอใจในสิ่งที่พวกทำ ทำให้กลุ่มของราฟาหรือแม้แต่กลุ่มของจีเซียนจึงไม่กล้าที่จะบินอยู่เหนือเมืองของมนุษย์นั่นเอง และนี้ก็เป็นกฏที่เผ่าพันธ์ทั้งหมดยอมรับ
แต่ด้วยความเร็วของราฟานั้นเร็วเกินไปทำให้หนานหมิงและคนอื่นๆตอบสนองไม่ทัน
เซี่ยเล่ยจีเองก็รีบกอดหนานเทียนอวิ๋นไว้แน่นเพราะกลัวว่าลูกของนางจะได้รับบาดเจ็บ
ทันใดนั้นหลู่เซียงก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าของหนานหมิงเอาไว้พร้อมกับเหยียดยิ้มอย่างเย็นชาพร้อมกับกล่าวเสียงเย็นว่า “ คุกเข่าลง! ”
ทันใดนั้นแรงกดดันที่แข็งแกร่งและทรงพลังก็กดทับกลุ่มของราฟาและกลุ่มของจีเซียน จนทำให้ทั้งสองกลุ่มถึงกับต้องทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น
กลุ่มของราฟาและกลุ่มของจีเซียนตกใจและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก พวกเขามองไปยังหลู่เซียงด้วยแววตาหวาดกลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในฐานะของเผ่าเอลฟ์หรือดาร์คเอลฟ์ พวกเขามีความสามารถพิเศษที่สามารถบอกได้ว่าใครแข็งแกร่งหรืออ่อนแอและชายคนที่ดูหน้าดูยิ้มแย้มนี้แข็งแกร่งอย่างมาก แม้กระทั้งผู้นำเผ่าเอลฟ์ที่เป็นถึงเซียนทองคำขั้นปลายก็ยังไม่สามารถเทียบได้
หนานหมิงก้าวเดินออกมาด้านหน้าและมองไปยังกลุ่มของราฟาและกลุ่มของจีเซียนด้วยความสนใจ เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเอลฟ์ตัวจริงๆ ไม่เหมือนกับนิทานในโลกเก่าของเขา
ต้องยอมรับว่าเผ่าเอลฟ์นั้นน่าตีมากจริงๆ โดยเฉพาะรูปลักษณ์ที่เหมือนกับนายแบบนางแบบ
ด้วยการจ้องมองของหนานหมิง กลุ่มของราฟาและกลุ่มของจีเซียนรู้สึกอึดอัดอย่างมาก พวกเขารู้ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากนักและยังเป็นเพียงแค่เซียนแท้เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสายตาของชายหนุ่มคนนี้สามารถทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวได้ ราวกับว่าสายตาของชายหนุ่มผู้นี้เหมือนกับจักรพรรดิที่กำลังมองประชาชนทั่วไปเท่านั้น
ซึ่งสายตานี้แม้กระทั้งผู้นำเผ่าเอลฟ์หรือเผ่าดาร์คเอลฟ์ก็ยังไม่สามารถทำได้เลย
หนานหมิงมองดูทั้งสองเผ่าก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมกับคนของเขา
ทางด้านของราฟาที่ได้สติก่อน เขารีบตะโกนให้คนของเขาแยกย้ายกันหลบหนีทันที
ส่วนทางฝั่งของจีเซียน เนื่องจากพวกเขารู้สึกตัวช้ากว่าทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาช้ากว่ากลุ่มของราฟาอยู่หลายลมหายใจ
หลังจากที่หนานหมิงและกลุ่มของเขาจากไปได้ไม่นาน ก็ปรากฏกลุ่มคนสวมชุดคลุมสีดำพร้อมกับหน้ากากรูปหัวกระโหลกขึ้นและมองไปยังทิศทางที่กลุ่มของหนานหมิงจากไป ก่อนที่พวกเขาจะรีบติดตามกลุ่มของราฟาและจีเซียนไปทันที
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
หนานหมิงที่กำลังเที่ยวชมเมืองเหยาจินอยู่ เขาก็พบว่าภายในเมืองเหยาจินบรรยากาศอึมครึมอย่างมาก
ไม่นานหนานหมิงก็รู้ว่าสาเหตุที่ทำให้บรรยากาศอึมครึมก็คือสงครามระหว่างกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่างเผ่าคนแคระและเผ่าเอลฟ์
โดยตอนนี้เผ่าคนแคระที่มีเผ่าออร์คหนุนหลังได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่าตอนนี้เผ่าดาร์คเอลฟ์ได้เข้าร่วมกับพวกเขาพร้อมกับเตรียมตัวทำสงครามกับเผ่าเอลฟ์แล้ว
ซึ่งข่าวที่เผ่าดาร์คเอลฟ์เข้าร่วมกับคนแคระและออร์คเพื่อทำสงครามกับเผ่าเอลฟ์สร้างความสนใจให้กับเผ่าอื่นๆที่กำลังรอดูสงครามอยู่
เพราะทุกๆคนรู้ดีว่าเผ่าดาร์คเอลฟ์และเผ่าเอลฟ์มีต้นกำเนิดเดียวกันและยังมีหน้าที่ในการรักษาต้นไม้โลก แต่นี้เป็นครั้งแรกเลยก็ได้ที่เผ่าดาร์คเอลฟ์และเผ่าเอลฟ์ต้องทำสงครามกัน
แน่นอนว่าตอนนี้ทุกๆคนคงจะคาดเดาได้ว่าตอนนี้จักรพรรดิของเผ่าเอลฟ์น่าจะหัวเสียกับการที่เผ่าดาร์คเอลฟ์ย้ายฝั่งอย่างแน่นอน
สำหรับหนานหมิงเขาเองก็รู้สึกสนใจสงครามในครั้งนี้เช่นกัน
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เมืองเหยาจินมีบรรยากาศอึมครึมก็เพราะเมืองเหยาจินเป็นหนึ่งในเมืองของเผ่ามนุษย์ที่อยู่ติดกับพื้นที่ชายแดนระหว่างเผ่าเอลฟ์และคนแคระ เพราะฉะนั้นทันทีที่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมืองเหยาจินก็อาจจะโดนลูกหลงได้หรืออาจจะมีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆอพยพเข้ามาในเมืองเหยาจิน
เพราะฉะนั้นในช่วงเวลานี้เจ้าเมืองเหยาจินที่มีนามว่า เยว่จือหาน ได้สั่งให้ทหารของเมืองไปยังหมู่บ้านต่างๆและช่วยเหลือชาวบ้านเหล่านั้นให้ย้ายมายังใกล้กับเมืองเหยาจิน
แม้ว่าเมืองเหยาจินจะไม่ใช่เมืองใหญ่แต่ก็เป็นเมืองของเผ่ามนุษย์ เพราะฉะนั้นแล้วเผ่าอื่นๆคงไม่กล้าสร้างความวุ่นวายขึ้นที่นี้ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าประกาศสงครามต่อเผ่ามนุษย์
สำหรับเผ่ามนุษย์พวกเขามีจำนวนประชากรที่เยอะที่สุดและยังมีความแข็งแกร่งมากที่สุดอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้วเผ่าอื่นๆจึงไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาขึ้น
เวลานี้หนานหมิง เซี่ยเล่ยจีและหนานเทียนอวิ๋นกำลังเดินเล่นอยู่ที่หมู่บ้านฝานเย่
หมู่บ้านฝานเย่เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะพวกเขามีผลไม้อบแห้งที่อร่อยอย่างมาก โดยเฉพาะผลของต้นหงจู นับว่าเป็นของขึ้นชื่อเลยทีเดียว
แต่เพราะช่วงเวลานี้กำล้งจะเกิดสงครามทำให้คนในหมู่บ้านจำนวนมากอพยพไปยังเมืองเหยาจิน ทำให้ผลไม้อบแห้งของหมู่บ้านฝานเย่ขาดตลาดเป็นอย่างมาก
ทำให้ตอนนี้หนานหมิงและหลู่เซียงมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านฝานเย่เพื่อซื้อผลไม้อบแห้งกลับไปกิน และเพราะผลไม้หงจูอบแห้งเป็นของที่เซี่ยเล่ยจีชอบทานมากที่สุด ทำให้หนานหมิงจึงมายังหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อซื้อให้เซี่ยเล่ยจี
สำหรับเซี่ยเล่ยจี นางมีฮั่วเหนียงและเหมาอี้กังคอยปกป้องอยู่เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วงมากเท่าไหร่ ด้วยความสามารถของฮั่วเหนียง นางสามารถสังหารได้แม้กระทั้งเซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นและยังทำให้เซียนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางได้รับบาดเจ็บสาหัสในการโจมตีเดียว
เวลานี้หมู่บ้านฝานเย่เหลือชาวบ้านไม่ถึงสองร้อยคนด้วยซ้ำ เพราะคนส่วนมากที่ไม่อพยพไปส่วนมากก็จะเป็นคนแก่ที่เคลื่อนไหวลำบาก ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็เป็นคนที่คอยดูแลคนแก่เหล่านี้
เมื่อหนานหมิงมาถึง เขาก็ได้สั่งซื้อผลไม้อบแห้งจำนวนมากที่เพียงพอต่อการกินเป็นระยะเวลานาน
ในขณะที่หนานหมิงและหลู่เซียงกำลังเดินเล่นรอบๆหมู่บ้านฝานเย่ มันก็ทำให้หนานหมิงนึกถึงหมู่บ้านหยุนฉางขึ้นมา
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานกว่าสิบปีแต่หนานหมิงก็ยังคงจำได้ดีถึงสถานที่ที่เขาเกิดและเติบโตมา แถมบรรยากาศของหมู่บ้านฝานเย่ก็ดูเรียบง่าย แม้ว่าจะเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงก็ตาม
ระหว่างทางหนานหมิงได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันถึงสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น
หนานหมิงได้ไปนั่งพูดคุยกับคนแก่ของหมู่บ้าน เนื่องจากคนแก่เหล่านี้มีประสบการณ์และความรู้ที่กว้างขวาง ทำให้หนานหมิงได้รับความรู้ต่างๆหลังจากที่พูดคุยกับพวกเขา
แถมคนแก่เหล่านี้ยังอารมณ์ดีและพูดคุยกับหนานหมิงอย่างเป็นกันเอง แถมยังชวนกินขนมหรือผลไม้อบแห้งที่พวกเขาทำขึ้นด้วยตัวเองอีกด้วย
ในขณะที่หนานหมิงกำลังพูดคุยกับชาวบ้าน จู่ๆหนานหมิงก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นไม่ไกลจากหมู่บ้าน
จากนั้นรุ่นเยาว์จำนวนหนึ่งก็รีบแยกย้ายกันและช่วยอพยพคนแก่เหล่านั้นไปยังสถานที่ปลอดภัย เพราะห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยลี้เกิดการปะทะกันระหว่างยอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีกลุ่มหนึ่งของเผ่าคนแคระและเผ่าเอลฟ์
แม้ว่าการปะทะกันครั้งนี้ไม่ใช่การปะทะกันถึงตายแต่มันก็ทำให้พื้นที่หลายสิบลี้เกิดภัยพิบัติได้ และหมู่บ้านฝานเย่ก็อยู่ไม่ไกลจากจุดปะทะกันอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้วชาวบ้านเหล่านี้จึงต้องรีบหนีเอาตัวรอดให้อย่างรวดเร็ว
หนานหมิงถอนหายใจเบาๆและหันไปกล่าวกับหลู่เซียงว่า “ ปกป้องหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยแล้วกัน เพราะเล่ยจีชอบกินผลไม้อบแห้งของที่นี้ ”
หลู่เซียงพยักหน้ารับก่อนที่จะมองไปยังทิศทางที่เกิดการปะทะกัน
โชคดีของหมู่บ้านฝานเย่ เนื่องจากการต่อสู้ของเอลฟ์และคนแคระนั้นได้ย้ายไปที่อื่นและห่างจากหมู่บ้านฝานเย่ไปเรื่อยๆ ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ปลอดภัย แต่ก็เพียงแค่วันนี้เท่านั้นเพราะไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งอาจจะเกิดการปะทะกันใกล้กับหมู่บ้านและทำให้หมู่บ้านได้รับความเสียหายได้
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หนานหมิงและหลู่เซียงก็มุ่งหน้ากลับสู่เมืองเหยาจินพร้อมกับขนมและผลไม้อบแห้งจำนวนมหาศาล ที่ต่อให้กินทุกวันเป็นเวลากว่าสิบปีก็ยังไม่หมด
สาเหตุที่หนานหมิงซื้อผลไม้อบแห้งและขนมเหล่านั้นเป็นจำนวนมากก็เพราะไม่รู้ว่าเขาจะได้กลับมาที่นี้อีกไหมการซื้อเก็บไว้ในอุปกรณ์มิติย่อมไม่มีเวลาหมดอายุ เพราะฉะนั้นถ้าหากอยากกินเมื่อไหร่ก็ไม่มีปัญหา
หลังจากที่พักอยู่ที่เมืองเหยาจินอยู่หนึ่งเดือน หนานหมิงและคนอื่นๆจึงมุ่งหน้าไปยังป้อมปราการฮั่วเทียน
เนื่องจากหนานหมิงได้ยินมาว่าที่ป้อมปราการฮั่วเทียนมีน้ำพุวิเศษที่จะช่วยให้ร่างกายของผู้ที่อาบแข็งแกร่งขึ้นและมีเส้นลมปราณที่หนากว่าเดิมมาก แถมยังขับไล่พิษต่างๆออกจากร่างกายอีกด้วย
สำหรับสงครามระหว่างเอลฟ์ คนแคระและออร์คนั้น หนานหมิงแค่ติดตามดูอย่างห่างๆเท่านั้นเพราะเขารู้ดีว่าผลสุดท้ายแล้วผู้ที่ชนะน่าจะเป็นเผ่าคนแคระถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือเรื่องราวพลิกผันใดๆ
แต่โชคชะตานั้นช่างเล่นตลก เพราะจู่ๆเผ่าออร์คได้ปะทะกับผู้ฝึกเซียนของมนุษย์และยังเป็นรุ่นเยาว์ของสำนักทิวาทมิฬ ซึ่งเป็นสำนักที่แข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก
เนื่องจากสำนักทิวาทมิฬมีทั้งยอดฝีมือขั้นเซียนทองคำขั้นสูงอยู่มากกว่าห้าคนและเซียนทองคำขั้นปลายมากกว่าสิบคน
สาเหตุการปะทะกันของออร์คและรุ่นเยาว์ของสำนักทิวาทมิฬก็เพราะ ในตอนรุ่นเยาว์อัจฉริยะของสำนักทิวาทมิฬนั้นมีเส้นผมสีทองและมีรูปลักษณ์ที่งดงามคล้ายกับเผ่าเอลฟ์ ซึ่งนั้นทำให้พวกออร์คคิดว่านั่นคือเผ่าเอลฟ์และทำการโจมตี จนทำให้รุ่นเยาว์อัจฉริยะผู้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส
และเมื่อเผ่าออร์ครู้ตัว่าโจมตีผิดคนทำให้พวกมันต้องการที่จะปิดปากรุ่นเยาว์อัจฉริยะผู้นั้นและโยนความผิดให้กับพวกเอลฟ์
แต่โชคร้ายที่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้นี้มีสมบัติวิเศษที่สามารถติดต่ออาจารย์ของตัวเองได้ทันและทำให้อาจารย์ของนางที่เป็นถึงเซียนทองคำขั้นปลายทราบข่าว เขาก็มุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุและสังหารพวกออร์คเหล่านั้นทิ้งพร้อมกับประกาศว่าพวกออร์คกล้าสร้างปัญหาให้กับสำนักทิวาทมิฬ
และที่สำคัญคือผู้อาวุโสที่เป็นอาจารย์ของรุ่นเยาว์อัจฉริยะผู้นั้นก็เป็นถึงศิษย์น้องของเจ้าสำนักทิวาทมิฬ ทำให้สำนักทิวาทมิฬประกาศเข้าร่วมสงครามกับพวกออร์ค และสนับสนุนเผ่าเอลฟ์อย่างเต็มที่
ด้วยการเข้ามาของสำนักทิวาทมิฬทำให้สถานการณ์ของสงครามวุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิมมาก และนั้นก็ทำให้เผ่ามนุษย์จำนวนมากเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้เช่นกัน และนั้นทำให้สงครามครั้งนี้เป็นสงครามขนาดใหญ่ในรอบหลายพันปีในทันที