อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 88 ข้าต้องรอด!!

    ตอนที่ 88


    วิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย เริ่มคุ้นชินกับสภาพวิญญาณของตนเองบ้างแล้ว ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของเฒ่าชีเปลือย สามารถก่อรูปลักษณ์หรือสลายเป็นอณูได้อย่างอิสระ ขอเพียงมิใช่ขอบเขตที่มีม่านพลังครอบคลุมหรือกำกับเอาไว้ย่อมสามารถแทรกแซงดวงวิญญาณเข้าไปในพื้นที่ได้เกือบทั้งหมด แน่นอนว่าโพรงเล็ก ๆนี้ก็ไม่นับเป็นอย่างไร

     

    แต่ทว่า... จูเยี่ย ก็สัมผัสได้ถึงความไม่รวบรัดสามัญมีกลิ่นอายที่ทำให้กระทั่งจิตวิญญาณยังสั่นไหวแผ่ล้นออกมาจากตัวถ้ำตลอดเวลา...ถึงแม้จะเป็นดวงวิญญาณแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันสูญสลาย ความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณ จูเยี่ยขณะนี้ ถึงไม่อาจถูกทำลายได้ด้วยพลังชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้น หากแต่ถ้าเป็นระดับชนชั้นราชันย์ลมปราณสีส้นขั้นกลาง(4-6) ก็เพียงพอจะทำร้ายดวงวิญญาณให้เจ็บปวดและอ่อนแอลงได้...

     

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นยอดฝีมือระดับชนชั้นจักรพรรดิ ลมปราณสีส้มขั้นปลาย(7-9)นอกจากอีกฝ่ายจะมองเห็นดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ได้แล้ว จากสัมผัสลมปราณที่แตะย่างสู่ความเหลือบล้ำสูงสุดยังสามารถใช้พลังในระดับชนชั้นจักรพรรดิ ทำลายดวงวิญญาณสามัญอย่าง จูเยี่ย ได้ง่ายดายยิ่ง!!

     

    ทั้งหมดเป็นคำชี้นำที่ เฒ่าชีเปลือย ได้สอนสั่งดวงวิญญาณใต้อาณัติเอาไว้...

     

    ซึ่งแน่นอนว่าดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย จัดเป็นชนชั้นพิเศษที่ต่างออกไประดับสามัญมิอาจนำมาเปรียบวัด... กระทั่ง เหยาหมิง อดีตเทพปรมาจารย์ ยอดฝีมือระดับชนชั้นจักรพรรดิอยู่ในลมปราณสีส้มขั้นที่ 9 ซึ่งคอยดูแล ซุน มาร่วมสองปี ก็ยังไม่อาจสัมผัสถึงดวงวิญญาณของเฒ่าชีเปลือย ที่ติดตาม ซุน ได้แม้แต่ครั้งเดียว...

     

    ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ในพื้นที่อันตรายหรือมีความเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับพลังระดับสูงดวงวิญญาณสามัญอย่าง จูเยี่ย ก็จำต้องมีความระมัดระวังตัวให้ดีในระดับหนึ่ง...

     

    ภายในโพรงถ้ำชัดเจนว่ามิได้ตื้นสั้นแต่มันทอดยาวเข้าไปในระดับที่มิอาจประเมินได้ด้วยสายตาหรือสัมผัสลมปราณมีกระแสลมที่ถูกดูดเข้ามาตลอดเวลาทั้งยังรุนแรงมาก จนแม้แต่ดวงวิญญาณของ จูเยี่ย ยังรู้สึกถึงแรงผ่านพัดและยังรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อตรงลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดที่ทำให้สีหน้าของจูเยี่ย เริ่มแปรเปลี่ยน…

     

    ปากโพรงที่เคยเล็กแคบ มีการขยายตัวออกกลายเป็นโพรงถ้ำเมื่อลึกเข้าด้านในจนเวลานี้มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถยืนเดินได้อย่างสบาย และยังขยายใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความลึกของถ้ำซ่อนเร้นแห่งนี้...

     

    จูเยี่ย รู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณสั่นไหวรุนแรงขึ้น นับเป็นครั้งที่สองแล้วตั้งแต่อยู่ในร่างวิญญาณที่จูเยี่ย รู้สึกหวาดหวั่นเช่นนี้ แน่นอนว่าในครั้งแรกคือการเผชิญหน้ากับเฒ่าชีเปลือย...

     

    แต่แล้วในตอนนั้นเอง จู่ ๆ จูเยี่ย ก็รู้สึกว่าตนกำลังพบเจอกับมวลพลังที่มองไม่เห็นมิอาจขยับเข้าไปลึกได้มากกว่านี้... ขณะที่วิญญาณมือปราบหนุ่มกำลังสับสน พลันบังเกิดสายตาสีมรกตที่ดุร้ายคู่หนึ่งมีประกายออกมาจากความมืดดำในส่วนลึกของโพรงถ้ำแห่งนี้เสียงครางของสัตว์ร้ายที่สั่นไหวไปทั้งจิตวิญญาณ ทำให้ จูเจี่ยเริ่มที่จะเบิกตากว้าง พลางร่นถอยอย่างหลงลืมตัว...

     

    “วิญญาณภูติพรายกระจ้อยร่อย ที่นี่ไม่ใช่ที่ซึ่งเจ้าควรจะเข้ามา...”

     

    สิ้นเสียงที่เยือกเย็น ประหนึ่งสาปแช่จิตวิญญาณ ทำให้ จูเยี่ยไม่อาจที่จะควบคุมรูปลักษณ์วิญญาณของตนเองได้ เพียงแค่กระแสลมแผ่วเบาผ่านกระทบเข้ามากลับทำให้วิญญาณของ จูเยี่ย สูญสลายกลายเป็นอณู และถูกผ่านพัดไปพร้อมกับสายลมที่หวนเปลี่ยนทิศ!!

     

    จากเดิมที่กระแสลมหลั่งไหลเข้ามาภายในถ้ำแห่งนี้ ยามนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสายลมที่ถูกพัดออก!! ทั้งยังทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ วิญญาณของ จูเยี่ย มิได้ถูกทำลายเพียงแค่มิอาจก่อรูปภายใต้อำนาจเจ้าของเสียงเยือกเย็นนั้น...

     

    ไม่นานนักอณูวิญญาณของ จูเยี่ย ก็พลันกระจัดกระจายออกมาด้านนอกโพรงขนาดเล็ก...สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับ เหยาซาน เป็นอย่างยิ่งดวงตากลมโตด้วยความไม่อยากเชื่อ แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ก็ยังนิ่งเงียบขรึม สายตาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย...

     

    เมื่อออกมาด้านนอกได้แล้ว จูเยี่ยก็ค่อยผนึกอณูวิญญาณกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง เหลียวหันมองมายังเด็กหนุ่มผู้เป็นนายด้วยสีหน้าย่ำแย่...“ระวังตัวด้วย นายท่าน!! ด้านในมีสัตว์ร้ายแห่งสายลมแอบซ่อนอยู่ และมันก็กำลังโกรธมากที่พวกข้าบุกรุกเข้าไปในเขตของมัน!!”

     

    “อะไรนะ!!”

     

    ยังไม่ทันที่ เหยาซาน จะแสดงสีหน้าอะไร กลุ่มก้อนสายลมสีเขียวก็พลันหลั่งไหลออกมาจากภายในโพลงดังกล่าว...สำคัญก็คือมันเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ระเบิดแรงวายุกรรโชกถาโถมเข้าหา เหยาซาน!! ความรุนแรงนั้นมากยิ่งกว่า ลมหวนย้อนกลับ บนยอดหน้าผาเสียอีก!!

     

    ร่างของ เหยาซาน ถูกแรงปะทะหนัก เริ่มรู้สึกถึงความน่ากลัวของสายลมจับใจก็วันนี้เองมือที่จับคว้าโซ่สั่นไหวอย่างรุนแรง จวบจนกระทั่งความซวยมาเยี่ยมเยือนเมื่อขวานศิลาที่ปักลงไปบนหน้าผา มิได้แน่นหนาเพียงพอจะรับแรงลมกรรโชกระดับนี้ได้ สุดท้ายจึงปลิดปลิวออกมาทั้งสภาพเช่นนั้น...

     

    “บัดซบ!!” ร่างของเด็กหนุ่มหล่นร่วงลงมาอีกครั้งจากความสูงกว่า 700 จั้ง(มากกว่า 1,700เมตร) สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ขวานศิลา ที่มีน้ำหนักมหาศาลกำลังฉุดดึงเด็กหนุ่มให้ร่วงลงไปเร็วยิ่งกว่าเดิม จึงจำต้องตัดสินใจละทิ้งมันไปก่อนชั่วคราว...

     

    แรงลมสีเขียวที่รุนแรงนั้นได้พัดร่างของ เหยาซาน ออกจากจากหน้าผามาร่วม50 จั้ง!! ดังนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าจะใช้วิธีการเดิมได้อีก บัดนี้มีเพียงความว่างเปล่าเคว้งขว้างในรัศมีพร้อมกับความเร็วในการหล่นร่วงที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ อึดใจ...

     

    ใบหน้าของ เหยาซาน เคร่งขรึม จิตสำนึกและสมาธิที่ทรงพลังก่อเกิดกระบวนการทางความคิดที่รุนแรงจนราวกับภาพทั้งหมดเคลื่อนไหวช้าลง... เด็กหนุ่มพยายามกลั่นกรองวิเคราะห์ทุกสิ่งว่าจะทำยังไงให้รอดไปจากสถานการณ์นี้...

     

    สุดท้าย เหยาซาน ก็ต้องกัดฟันแยกเขี้ยว ภายใต้การวิเคราะห์ที่รวดเร็วก็พบว่าไร้หนทางที่จะหยุดร่างได้ก่อนถึงพื้น!! คงไม่อาจรอดพ้นการหล่นร่วง ดังนั้นทางเดียวคือทำยังไงให้แรงปะทะจากการตกลงไปลดต่ำลงมากที่สุด!!

     

    เหยาซาน ตัดสินใจถอดเสื้อคลุมยาวของตนออกทันที พร้อมกับม้วนเสื้อคลุมห่อหุ้มเต้าสุราเอาไว้ภายในก่อนจะออกแรงบีบเต้าสุราจนแหลกละเอียด เพื่อให้เสื้อคลุมยาวนี้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำสุราช่วยเพิ่มความต้านทานแรงลมอีกเล็กน้อยก็ยังดี

     

    จากนั้นพลันหยิบเอากระบี่สามัญเล่มหนึ่งออกมา โยนกระบี่ทิ้งไปใช้เพียงแค่ฝักกระบี่ไร้คมผูกมัดชายเสื้อคลุมที่ต้นฝักและปลายฝัก... ใช้กำลังนิ้วทั้งสิบจับเสื้อคลุมด้านหนึ่งมั่นตีโป่งเสื้อคลุมกางออกเพื่อต้านแรงลม และใช้ขาสองข้างเกี่ยวที่ฝักกระบี่เอาไว้เพื่อให้รั้งครบทั้ง4 มุม... แม้จะใช้การอธิบายที่ยืดยาว แต่เด็กหนุ่มกลับใช้เวลาทำสิ่งเหล่านั้นเพียงชั่วพริบตา...

     

    ด้วยสภาพเช่นนั้น ทำให้ เหยาซาน เป็นเหมือนกระรอกบินที่ใช้เสื้อคลุมสำนักต้านแรงลมในการตกถลาตัวโบยบินออกไปชะลอการหล่นร่วง... โชคดีที่ชุดคลุมของสำนักถูกตัดเย็บมาอย่างทนทานสำหรับฝึกยุทธจึงยังไม่ฉีกขาดแม้ถูกแรงลมมหาศาลที่ฉุดรั้ง ทั้งยังเปียกชุ่มไปด้วยสุราทำให้มวลอากาศผ่านได้ยากยิ่งขึ้นชะลอการตกลงไปอย่างมหาศาลกว่า 8 ใน 10 ส่วนของทั้งหมด...

     

    ยามนี้เหลืออีกเพียง 200 จั้ง จะตกลงสู่ทะเลสาบใจกลางสำนัก สายตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้บริกรรมคาถาจนรอยสักอักขระสีเขียวเข้มทั่วร่างปรากฏแจ่มชัด เหยาซาน ทำทุกอย่างที่ตนพอจะทำได้ที่เหลือคงต้องคาดหวังกับโชควาสนาต่อไป...

     

    เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้ามองการกระทำทั้งหมด เผยรอยยิ้มพึงพอใจ...แน่นอนว่าตัวของ เฒ่าชีเปลือย มีอย่างน้อย 2-3 กลวิธีในการช่วยชีวิตของ เหยาซานจากสถานการณ์เช่นนี้... หากแต่วิญญาณชราก็ไม่คิดที่จะยื่นเสนอคำพูดใด ๆ ออกไปปล่อยให้เด็กหนุ่มดิ้นรนไปจนกว่าจะหมดปัญญาจริง ๆ แล้วค่อยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ...

     

    “ไม่อยากจะเชื่อ ว่ามันยังสามารถหาทางเอาตัวรอดได้อีก...คิดว่าจะเห็นภาพมันกราบกรานร้องขอให้ข้าช่วยเหลือเสียแล้ว... เอาเถอะ! เป็นเช่นนี้แหละถึงจะเรียกว่าการเติบโต ยิ่งมันคาดหวังความช่วยเหลือจากข้าเท่าไหร่การพัฒนาของมันก็จะยิ่งเชื่องช้าลง...”

     

    150 จั้ง...

    130 จั้ง...

    120 จั้ง...

     

    100 จั้ง...(เกือบ 300 เมตร)

    เสื้อคลุมของสำนักเริ่มที่จะทนไม่ไหว เกิดรอยปริขาดขึ้นมาตามตะเข็บ...ความเร็วในการตกของ เหยาซาน ใช่ว่าจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัยอีกทั้งยังเหลือระยะความสูงอีกไม่ใช่น้อย ทุก ๆ อึดใจที่ผ่านพ้นล้วนบีบคั้นเด็กหนุ่มเป็นอย่างยิ่งมีเพียงคำพูดเดียวที่พรั่งพรูในหัว...

     

    ‘ข้าต้องรอด!!’

     

    แต่แล้วใน 50 จั้งสุดท้าย เสื้อคลุมก็มิอาจทนรับไหว ฉีกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์!! เหยาซาน เบิกตากว้าง ความสูงระดับนี้หากเป็นคนธรรมดาก็ยังนับว่าไม่มีทางรอดแต่สำหรับผู้ฝึกฝนลมปราณที่แข็งแกร่งเพียงพอก็จัดว่าสูสีอยู่ แต่อาจแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บที่สาหัสสากรรจ์ซึ่ง เหยาซาน ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น!!

     

    เหยาซาน กำลังเฝ้ารอโอกาสบางอย่าง...

     

    40 จั้ง...

    30 จั้ง...

    20 จั้ง...

     

    10 จั้ง!!

     

    ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันสาดประกายขึ้น ด้านล่างคือทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางสำนัก...เหยาซาน ไม่ลังเลที่จะดึงเอา ขวานจักรพรรดิ ออกมาจากแหวนมิติพร้อมการทรงร่างมหิงสาก่อเกิดเงาร่างของ กระทิงเผือก เข้าสิงสู่จนกล้ามเนื้อปูดบวมขึ้น...

     

    “เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง... ฟาดฟัน!!”

     

    ชายหนุ่ม ระเบิดพลังถาโถมไปยังผิวน้ำ!! ก่อในเกิดน้ำมวลในทะเลปริมาณมหาศาลกระฉอกขึ้นสู่ด้านบน... เหยาซานเก็บขวานจักรพรรดิทันทีที่ปล่อยกระบวนท่าออกไปเพื่อลดน้ำหนักให้มากที่สุด ใช้จุดตกเป็นตำแหน่งที่มวลน้ำกระฉอกสูงขึ้นมาเพื่อลดทอนแรงกระแทกก่อนจะถึงผิวน้ำจริง ๆ ในจังหวะสุดท้าย...

     

    ตูม!!

     

    แม้จะกระทำทุกวิถีทางแล้ว เหยาซาน ก็ยังมิวายสำรอกโลหิตบ้างส่วนออกมาหลังการกระแทกลมปราณทั่วร่างปั่นป่วนรุนแรง อวัยวะภายในบางส่วนถึงกับเคลื่อนย้ายตำแหน่ง...แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ยังไม่อาจทำให้เด็กหนุ่มตกตายได้!!

     

    เหยาซาน รอดชีวิตจากการตกลงมา ด้วยความสูงกว่า 800 จั้ง!!

     

    ซึ่งในความสูงระดับนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับผู้อาวุโสสำนักชนชั้นลมปราณสีส้มก็ยังยากที่จะรอดชีวิต!! และที่สำคัญคือภาพทุกอย่างตั้งแต่ตอนที่ตกลงมาจากบนหน้าผาอยู่ท่ามกลางสายตานับพันคู่ของเหล่าศิษย์ในสำนัก รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสเกือบทั้งหมด!!

     

    ถึงแม้ว่าด้วยระยะที่ห่างไกล จะไม่มีใครมองเห็นกระบวนการทั้งหมดที่เหยาซาน ใช้เอาตัวรอดอย่างแจ่มชัดก็ตามที แต่การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่ม ก็ได้สลักเข้าสู่จิตใจของทุกสายตาเห็นถึงความพยายามที่แทบไม่มีผู้ใดกล้าคิดว่าจะรอดชีวิต...

     

    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของผู้คนนับพันที่แห่วิ่งตรงไปยังทะเลสาบแน่นอนว่าความเป็นตายนั้นยังไม่มีใครทราบได้แน่ชัด ทุกคนจึงอยากมาเห็นกับตาของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์

     

    ริมทะเลรอบด้านในเวลานี้ เต็มไปด้วยผู้คน!!

     

    เหยาซาน ดำผุดดำว่ายอยู่พอสมควร เพราะความแรงจากการตกทำให้หล่นร่วงไปจนเกือบถึงก้นทะเลสาบใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำ... ซึ่งเมื่อทันทีที่ เด็กหนุ่ม โผล่ศีรษะขึ้นพ้นผิวน้ำก็ต้องตกตะลึงกับสายตาที่จับจ้องมาโดยรอบทิศทาง!!

     

    “หะ...เห็นเจ้าคนนั้นหรือไม่!! มันเป็นใครกัน”

    “หากมองไม่ผิด เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มเป็นของศิษย์สายนอกมิใช่หรือ!!”

    “ศิษย์สายนอก ตกลงมาจากหน้าผาเสียดฟ้า แล้วยังรอดชีวิตเนี่ยนะ!! มันเป็นแมวสวรรค์กลับชาติมาเกิดหรือยังไงกัน!!”

     

    เสียงเฮพลันกระหึ่มดังขึ้นทันที เมื่อชัดเจนว่าเด็กหนุ่มรอดชีวิตได้จริงๆ

     

    .................................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน