ย้อนกลับประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน
หลังจากเออร์วินสั่งให้พวกคนในแก๊งของเจคออกกำลังกายหลังทานมื้อเช้าเสร็จแล้ว เขาก็พบว่าตอนนี้เริ่มมีพวกเขาหลายคนดูจะอยู่ตัวกับการออกกำลังกายแบบนี้แล้ว แม้ว่าจะยังไม่เห็นกล้ามเนื้อชัดเจนก็พบว่าพวกเขาไม่อยากรู้สึกทรมานเหมือนตอนแรกๆ อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็ถึงกำหนดที่เขาต้องไปเอาชิ้นส่วนปืนที่สั่งให้แกรี่ทำไว้ เมื่อได้ชิ้นส่วนปืนพวกนั้นมาศักยภาพของเขาก็จะยกขึ้นไปอีกระดับ เพราะไม่ว่าจะอานุภาพการพกพาการดูแลรักษาหรือแม้แต่การรีโหลด ปืนลูกโม่ล้วนเหนือกว่าปืนกล่องพริกไทยลิบลับ
เมื่อเสร็จธุระที่บ้านของพวกเจคแล้วแทนที่จะเขาจะกลับไปที่ปราสาทเขากลับแวะเข้าที่ตลาดก่อน เพราะเนื้อหมูที่ไว้ทำอาหารให้พวกเจคหมดพอดีเลยต้องซื้อเพิ่ม ซึ่งตั้งแต่ออกจากบ้านของพวกเจคจนเดินมาที่ตลาด ซึ่งตลอดเวลามานี้เรเวนก็เอาแต่เงียบทำไมพูดไม่จา แต่เขายังรู้สึกได้ถึงสายตาของเธอจากทางด้านหลัง ขณะที่กำลังรอพ่อค้าห่อเนื้อหมูให้อยู่นั้นเขาก็อดพูดไม่ได้ว่า
“พี่สาวครับถ้ายังจ้องผมต่อไปแบบนี้ผมจะเข้าใจว่าพี่สาวหลงรักผมจริงๆ นะครับ”
เรเวนถลึงตาใส่เออร์วินก่อนจะรีบหันไปทางอื่นปากกล่าวว่า
“เธอยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่าไอ้เทคโนโลยีที่เธอพูดถึงแล้วเธอก็ยังไม่ได้ตอบฉันด้วยว่าทำไมหากโซอี้กลับมาเดินได้ด้วยขาเทียมที่เธอบอกแล้วถึงไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้”
“ขี้สงสัยจังเลยนะครับพี่สาวเนี่ย”
พ่อค้าเดินกลับพร้อมเนื้อที่ห่อกระดาษห่อใหญ่เรเวนรับห่อกระดาษนั้นมาส่วนเออร์วินก็จ่ายเงินให้พ่อค้า ใบหน้าพ่อครัวยิ้มแป้นทันทีที่เห็นเงินจำนวนมาก เออร์วินเดินนำเรเวนออกจากร้านแล้วหาจังหวะแอบใส่ห่อกระดาษลงในถุงมิติเทียม
“พี่สาวยังจำที่ผมเคยบอกได้ไหมครับว่าเวทย์มนต์ไม่ใช่ทุกสิ่ง”
“แล้วไง”
เออร์วินหยุดเดินแล้วหันมาถามเธอว่า
“พี่สาวเคยเห็นหรือได้ยินว่าเคยมีคนขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ด้วยเวทย์มนต์”
เรเวนทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบว่าไม่เคย เออร์วินแล้วพูดว่า
“ถ้าผมบอกว่ายังมีพลังอีกอย่างหนึ่งอยู่ล่ะครับ พลังนี้เป็นพลังที่ไม่ว่าใครก็ครอบครองได้ไม่ว่าจะเกิดมามีพรสวรรค์หรือไม่ก็ตาม และด้วยพลังนี้มันก็เคยส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วด้วยพี่สาวจะเชื่อไหมครับ”
เรเวนนิ่งไปทันทีก่อนจะพูดว่า
“ฉันถามเอาสาระ”
“ผมตอบสาระครับ”
“สาระบ้านเธอน่ะสิมันจะไปมีพลังแบบนั้นได้ยังไง”
เออร์วินเพียงยิ้มให้เธอก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินต่อทันที เรเวนที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่จำใจเดินตามไปแต่ยังถามยังไม่ใส่ใจว่า
“แล้วพลังนั้นที่เธอพูดมีชื่อเรียกมั้ย”
“มีครับ”
“โฮ่..” เรเวนดูทึ่งเล็กน้อย “แล้วมันเรียกว่าอะไรล่ะ?”
“มันเรียกว่าวิทยาศาสตร์ครับ”
“วิทยาศาสตร์?” เรเวนทวนคำที่ไม่คุ้นหูนี้
“ดินขับที่พี่สาวเห็นวันนั้นก็เป็นหนึ่งในผลผลิตของมันครับ”
เรเวนอึ้งไปทันทีเดิมเธอยังไม่ค่อยเชื่ออีกฝ่ายเท่าไหร่ เรื่องความรุนแรงในอานุภาพของดินขับเธอยังกังขาอยู่ไม่น้อย แต่ถ้ามันรุนแรงตามที่อีกฝ่ายบอกพลังที่ชื่อวิทยาศาสตร์นี้ก็นับว่าน่าสนใจอยู่บ้าง ขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้นก็เอะใจอะไรบางอย่างถามขึ้นมาว่า
“ไม่ใช่ว่ามันคล้ายกับวิชาเล่นแร่แปรธาตุของพวกพ่อมดแม่หมดหรอกหรอ”
เออร์วินหยุดเดินแล้วหันมาถามเรเวนด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเขากำลังสนใจ
“พี่สาวเคยเจอพ่อมดแม่มดด้วยเหรอครับ”
เรเวนทำท่านึกพลางพูดว่า
“ฉันไม่เคยเจอพวกนั้นโดยตรงหรอกเพราะพวกนั้นมักจะอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกเพราะต้องคอยหนีการตามล่าของพวกศาสนจักรไงล่ะ เธอก็น่าจะรู้นะว่าการแสวงหาพลังอื่นที่นอกจากเวทย์มนต์ในมุมมองของพวกศาสจักรแล้วคือการดูหมิ่นพระเจ้า ส่วนคนที่ฉันพูดถึงก็เป็นเป้าหมายในการลอบสังหารหลังจากที่ฉันลงมือนั้นพบว่าคนๆ นี้ดูจะสนใจเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุอยู่ไม่น้อย ทั้งเอกสารเอยตำราเอยมีเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะไปหมด”
“เป็นพวกไฝ่รู้เหรอครับ”
เรเวนส่ายหัวแล้วกี่นิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะตอบว่า
“เป็นพ่อหม้ายที่หมกมุ่นกับการคืนชีพให้ลูกสาวที่เสียไปน่ะ”
“พวกโง่เง่าสินะ”
เออร์วินพูดออกมาก่อนจะหมุนตัวกลับแล้วเดินต่อทันที เรเวนเดินตามเขาแล้วทวนคำอย่างไม่พอใจ
“พวกโง่เง่า?”
เออร์วินไม่ได้พูดอะไรอีกแต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นเหมือนข้างหน้าจะมุงอะไรกันอยู่ เออร์วินที่ไม่คิดจะยุ่งเรื่องชาวบ้านติดสินใจที่หลบไปอีกทางแต่หูของเขากลับสะดุดคำๆ หนึ่งว่า ‘เผ่ามาร’ ก่อนจะตามด้วยอีกคำ ‘ฆ่า’
เออร์วินหันไปมองฝูงชนกลุ่มนั้นเรเวนเองก็เช่นกัน
“ผมได้ยินมีคนพูดว่าเผ่ามารเดี๋ยวนี้เผ่ามารหาง่ายจังเลยนะครับ”
“อาจจะไม่เผ่ามารก็ได้”
“ไปดูกันเถอะครับพี่สาว”
เออร์วินเดินนำเรเวนเบียดเสียดฝูงชนเข้าไปจนได้พบกับหมูตัวหนึ่งยืนสองขาหันหลังให้ หมูตัวนี้แต่งกายได้อาพรหรูหราท่าทีวางอำนาจ สายตาของเออร์วินเหลือบไปเห็นผู้หญิงหน้าตาดีที่เจาะจมูกคนหนึ่ง เขาพบทวนข้อมูลในหัวแวบหนึ่งก่อนจะได้คำตอบ
‘ฟาราห์ลูกสาวบุญธรรมของมาร์ควิสเฟลิกซ์ถ้าอย่านั้นหมูตัวนี้คงเป็นฟินน์สินะ’
ในข้อมูลของเออร์วินนั้นฟินน์จัดเป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าขยะของแท้ วันๆ ไม่ทำอะไรคิดแต่เรื่องวางอำนาจและก่อกวนคนอื่นไปทั่ว แต่พักนี้ก็นับว่าเบามากแล้วเพราะเวลาส่วนใหญ่มักเอาไปใช้กับเรื่องบนเตียง
เออร์วินกวาดสายตาไปยังฝั่งตรงข้ามพบว่ามีคนที่เขารู้จักดีอัศวินหญิงไลลา กับลูกสาวของดยุคกาเลออน มีเรีย บรูค ส่วนสาวใช้คนนั้นก็น่าจะเป็นเบธ แต่เมื่อมองไปที่เด็กผู้หญิงเผ่ามารสองคนที่ถูกคนในชุดเกราะจับไว้ เออร์วินก็ทำหน้าฉงน
“พี่สาวครับเผ่ามารทั้งสองคนนั้นดูคุ้นๆ มั้ยครับ”
“นี่ตั้งใจกวนประสาทใช่ไหม”
เรเวนพูดออกมาอย่างเคร่งเครียดเพราะไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ลิลลี่กับเดซี่สองเด็กสาวเผ่ามารที่เธอได้ช่วยไว้ชัดๆ จากนั้นทั้งสองก็ได้ยินฟาราห์พูดขึ้นว่า
“การที่เด็กเผ่ามารทั้งสองไม่ได้ถูกสวมปลอกคอแปลว่าแท้จริงแล้วพวกเธอไม่ใช่ทาสของทางราชวงศ์แน่นอน ข้าว่าท่านคงถูกพวกนั้นหลอกเข้าแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกันลูกชายของท่านมาร์ควิสเฟลิกซ์ท่านฟินน์อาสาจะนำตัวเผ่ามารที่ลอบเร้นเข้ามาในเมืองไพร์ล็อกของพวกเราเหล่านี้ไปสอบสวนเอง ซึ่งท่านอัศวินหญิงไลลาคงไม่กระทำเรื่องชั่วช้าอย่างการทรยศชาวไพร์ล็อกแล้วไปช่วยเหลือเผ่ามารหรอกนะ”
เรเวนที่ได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้ากังวลเพราะสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพูดคือการผลักไสคนที่คิดจะช่วยลิลลี่กับเดซี่ให้ไปยืนตรงข้ามชาวเมือง เรเวนตัดสินใจพาหนีไปด้วยเวทย์เคลื่อนย้ายผ่านเงาของเธอแต่ว่าเวทย์นี้ก็พาไปได้แค่ครั้งละหนึ่งคน นั่นหมายความว่าเธอจะต้องพาหนีไปก่อนหนึ่งคนแล้วค่อยตามมาช่วยอีกคนแต่ปัญหาคือเธอเธอไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวที่อยู่บ้างแต่ปัญหานี้ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้ ถ้าให้เออร์วินถ่วงเวลาไปก่อนก็น่าจะพอทำอะไรได้ เพียงแต่ว่าวิธีนี้ตำแหน่งสาวใช่ส่วนตัวอาจต้องถูกทำลายแล้วเปลี่ยนเป็นมือสังหารที่คอยรับคำสั่งอยู่แต่ในมุมมืด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งทีเธอใส่ใจความจริงแล้วเธอยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมเออร์วินถึงให้เธอเป็นสาวใช้ส่วนตัว เรเวนจะหันไปบอกความคิดของเธอกลับพบว่าเด็กชายไม่ได้ไปยืนตำแหน่งนั้นแล้ว เรเวนกวาดสายตามองหาเออร์วินกลับพบว่าตอนนี้ได้เดินไปยืนที่ด้านหลังหมูที่สวมอาภรหรูหราตัวนั้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้วข้าคนนี้นี่แหละจะพิทักษ์เมืองไพร์ล็อกนี้ ก่อนอื่นก็เริ่มจากจับตัวพวกมันไปแล้วใส่ปลอกคอไม่ให้ออกมาเพ่นพล่านได้อีก”
ฟินน์หัวเราะออกมาส่วนเออร์วินตอนนี้ก็ควบคุมมานาให้ไหลเวียนเป็นวงจรทั่วร่างกายตามหลักวิชาอย่างก้าวเงาภูติที่เขาคิดขึ้น คำพูดของฟินน์ทำให้ลิลลี่กับเดซี่เริ่มดิ้นรนขัดขืนรุนแรงขึ้นจนคนที่จัดตัวลิลลี่ฟาดเธอลงกับพื้นแล้วกดหัวเธอไว้
“ลิลลี่!!!” เดซี่ร้องออกมา
ฟินน์โมโหทันทีที่เห็นคนของตนลงมือรุนแรงจึงตะโกนว่า
“เฮ่ย เบามือหน่อยสิวะเดี๋ยวก็พังหรอก ทาสแบบนี้ไม่ได้จะหา...”
ฟินน์พูดได้เพียงเท่านี้เออร์วินก็ตวัดเท้าเตะลอดใต้หว่างขาเข้ากลางเป้าอย่างจัง ฟินน์นิ่งไปพักหนึ่งจนเมื่อเออรืวินลดเท้าลงฟินน์ก็ลงไปนอนกุมเป้าตัวงออยู่กับพื้น ทันทีที่เบธ ลิลลี่ กับเดซี่เห็นเออร์วินก็ร้องออกมา
“ “เจ้าชาย” ”
“เจ้าชายโรคจิต”
ฟาราห์ที่ตอนแรกเห็นว่าฟินน์ถูกเตะผ่าหมากจากทางด้านหลังก็เตรียมจะเข้าไปเอาเรื่องคนที่ลงมือ แต่เมื่อพบว่าคนที่ลงมือเป็นเด็กเธอก็ชะงักทันทีจนเมื่อได้ยินพวกลูซี่เรียกเด็กคนนี้ว่าเจ้าชายเธอก็ยืนมองด้วยความสงสัย คนๆ หนึ่งผุดขึ้นในหัวของเธอเพราะเมืองไพร์ล็อกมีเจ้าชายแค่คนเดียวเท่านั้น
หนึ่งในคนสวมชุดเกราะที่เห็นดังนั้นก็พูดขึ้นว่า
“เจ้าเด็กนั่นทำร้ายนายน้อยต้องจับตัวมันไปให้ท่านมาร์ควิสลงโทษ”
พูดจบก็ทำท่าจะเข้ามาจับเออร์วินไลลาที่เห็นดังนั้นก็ทำการคลายแส้ดาบที่พันดาบโค้งแล้วตวัดไปที่คนสวมชุดเกราะคนนั้น สายลมคมกริบซัดเข้าที่ตัวชายคนนั้นเข้าอย่างจังเลือดสีแดงสดสาดกระจายเขาล้มลงกับพื้นทันที มีเสียงกรี๊ดจากผู้หญิงหลายคนที่มามุงดู ไลลาตะโกนว่า
“ไอ้พวกโง่ทั้งหลายถ้ายังอยากเก็บหัวไว้บนบ่าก็ยืนอยู่เฉยๆ ไว้ ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกแกคือเจ้าชายเออร์วิน ไพร์ล็อก”
พูดจบไลลาก็คืนสภาพแส้ดาบให้กลับคืนสู่ดาบดังเดิมทำการเก็บดาบเข้าฝักก่อนจะเดินไปหาเออร์วินวางฝ่ามือบนด้ามดาบแล้วโค้งตัวลง
“กระหม่อมอัศวินหญิงไลลาถวายความเคารพเจ้าชายเออร์วิน”
ในตอนแรกที่ไลลาตะโกนนั้นชาวเมืองที่มามุงหลายคนยังสงสัยอยู่บ้างว่าคนที่ไลลาพูดถึงเป็นใคร จนเมื่อได้เห็นการแสดงความเคารพในรูปแบบอัศวินของไลลาต่อหน้าเด็กผู้ชายที่ทำการเตะผ่าหมากฟินน์ พวกเขาก็พากันกลืนน้ำลายลงคอทันที หนึ่งในขัวข้อสนทนาที่พวกเขามักจะหยิบยกขึ้นมาพูดกันก็คือเจ้าชายขยะผู้นี้ แม้ว่าในใจพวกเขาจะดูถูกดูแคลนเจ้าชายคนนี้ยังไงแต่ก็ไม่กล้าพูดต่อหน้าอยู่ดี เพราะถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นเจ้าชายคนหนึ่งที่มีบารมีของเชื้อพระวงศ์อยู่
และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเจ้าชายขยะคนนี้ พวกเขาเขาหลายคนต่างก็รู้สึกว่าหน้าตาของเขาดูงดงามราวกับงานศิลปะอันปราณีตก็ไม่ปาน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นต้องเป็นที่หมายปองแก่เหล่าสตรีมากหน้าหลายตาเป็นแน่แท้ ทำให้หลายคนถึงกับลอบส่ายศีรษะเสียที่ขยะชิ้นหนึ่งไม่เพียงแต่ได้มีเกิดเป็นเจ้าชาย แต่ยังครอบครองรูปลักษณ์ที่ชวนหน้าหลงใหลนี้
ฟาราห์ที่สงสัยในการกระทำของไลลามาโดยตลอดว่าทำไมถึงต้องการปกป้องเด็กหญิงเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสอง จนเมื่อได้เห็นเด็กสาวเผ่ามารร้องเรียกคล้ายกับว่ารู้จักอีกฝ่ายดีก็พอเดาอะไรได้ เธอเดินเข้าไปหาเออร์วินก่อนจะทาบฝ่ามือกับอกขวาแล้วค้อมตัวลง
“กระหม่อมบุตรีบุญธรรมของมาร์ควิสเฟลิกซ์นามว่าฟาราห์เพคะ คือว่าเรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องเข้าในผิด...”
เออร์วินไม่สนใจไลลากับฟาราห์เอาแต่มองฟินน์ที่นอนกุมเป้าอยู่ที่พื้นอย่างเย็นชา เขายกเท้าขึ้นแล้วกระทืบไปที่หน้าของฟินน์ก่อนจะกระทืบซ้ำรัวๆ จนใบหน้าของฟินน์บิดเบี้ยวและบอบช้ำทั้งยังมีเลือดเต็มไปหมด ทหารในชุดเกราะคนหนึ่งที่อยู่ไกลจากไลลามากที่สุดค่อยๆ ก้าวถอยหลังช้าๆ จนเมื่อเห็นว่าไกลพอแล้วเขาก็หมุนตัววิ่งไปในทันที
เออร์วินกระทืบไปอีกพักหนึ่งจนฟินน์ในตอนนี้นอนนิ่งไม่ไหวติงมีเพียงอกของเขาที่กระเพื่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขายังหายใจอยู่ เออร์วินเงยหน้าขึ้นถามไลลาว่า
“มันเกิดอะไรขึ้นครับคุณไลลา”
ไลลายืดหลังตรงอธิบายว่า
“วันนี้กระหม่อมพามีเรียที่เป็นอัศวินฝึกหัดเดินตรวจตราจนได้มาเจอเข้ากับเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองเพคะ ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีลูกชายของท่านมาร์ควิสเฟลิกซ์โผล่มาบอกว่าจะจับกุมตัวพวกเธอไปลงโทษ กระหม่อมเลยทำการขัดขวาง”
เออร์วินกลับถามด้วยความสงสัยว่า
“คุณไลลารู้เรื่องพวกเธอด้วยเหรอครับ?”
ไลลายิ้มแล้วตอบว่า
“หม่อมฉันกับออกัสได้รับแจ้งจากท่านแม่ใหญ่ว่าทางราชวังได้รับเอาเผ่ามารหูสัตว์มาเป็นสาวใช้สามคนหากพบเห็นก็ให้พวกหม่อมฉันช่วยดูแลเพคะ”
‘บารอนเอเดรียนอีกแล้ว’
เออร์วินคิดในใจเกี่ยวกับคนคนนี้ที่เขาไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไรกันแน่ ทำไมถึงมีท่าทีแตกต่างจากคนอื่นที่ดูถูกเขา แต่เพียงแต่บารอนเอเดรียนแม้ต่อผู้ช่วยของเขาทั้งสองคนอย่างออกัสกับไลลาเองก็ดูมีท่าทีเป็ยมิตรและปราศจากการดูถูก แต่ตอนนี้เออร์วินตัดสินวางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวก่อนถามเธอไปว่า
“ทั้งสองคนคงไม่ได้ออกมาเที่ยวโดยโชว์สุนัขไปมาใช่ไหมครับ”
ไลลาพยักหน้าแล้วชี้ไปที่คนๆ หนึ่งที่ไม่ได้ใส่ชุดเกราะซึ่งยืนอยู่ใกล้ฟาราห์บอกว่า
“เหมือนว่าคนๆ นี้จะพามานะเพคะ”
เออร์วินมองตามนิ้วของไลลาเห็นชายคนหนึ่งที่มองมาที่ตนด้วยสายตาระแวงแต่ไม่มีท่าทีหวาดกลัว เออร์วินเดินไปหาเขาแล้วถามทั้งที่ยิ้มว่า
“คุณเป็นคนพามาสินะครับ?”
ชายคนนั้นตอบว่า
“ใช่แล้วพะยะค่ะ กระหม่อมเห็นว่าพวกเผ่ามารได้ลอบเข้ามาในเมืองไพรล็อกด้วยความห่วงใยกระหม่อมก็เลย...”
“คุณได้ใช้นิ้วไหนชี้นำทางคุณฟินน์มาที่นี่บ้างไหมครับ”
เขาไม่ทันสังเกตคำเรียกของเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของฟาราห์ เขาคิดว่าเออร์วินต้องการโผล่มาแย่งชิงเด็กสาวเผ่ามารทั้งสองไปเป็นของตน จึงคิดจะยืมคำพูดของฟาราห์มาบีบเออร์วินหวังสร้างความดีความชอบ แต่โดนเออร์วินตัดบทก่อนที่เขาจะพูดจบ
ฟาราห์ที่เห็นชายคนนี้แสดงท่าทีเช่นนั้นก็ลอบสบถในใจว่า
‘ไอ้โง่เอ๊ย’ แล้วก็เอาแต่ยืนดูความซวยของคนอื่นโดยไม่มีความคิดที่จะช่วยเหลือแต่อย่างใดเพราะเธอเองก็อยากรู้ว่าเจ้าชายขยะคนนี้จะทำยังไงเหมือนกัน
ชายคนนั้นงงกับคำถามของเออร์วินแต่ก็ยังชูนิ้วชี้ขึ้นตอบไปตามตรงว่า
“เป็นนิ้วนี้ครับ...”
“คุณช่วยตัดนิ้วนั้นทิ้งซะจะได้ไหมครับ”
“เอ๊ะ?” ชายคนนั้นทำหน้างงไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าชายถึงสั่งให้เขาตัดนิ้วทิ้ง ไม่เพียงแต่เขาท่านั้นแม้แต่ฟาราห์เองก็ด้วย ในขณะที่ไลลากลับมีสีหน้าเป็นปกติ
เออร์วินยังคงพูดพร้อมรอยยิ้มว่า
“นิ้วนั้นของคุณมันสร้างปัญหาให้ผมน่ะครับ ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเกะกะลูกตาดังนั้นคุณจะช่วยตัดมันทิ้งให้ผมทีจะได้ไหมครับ”
“เอ่อเจ้าชายขอรับไม่ทราบว่ากระหม่อมทำอะไรผิด”
เออร์วินหันไปมองฟาราห์ยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“คุณฟาราห์ครับอยากให้เรื่องนี้เลิกแล้วต่อกันไหมครับ?”
ฟาราห์ไม่ต้องใช้เวลาคิดมากดาบโค้งที่พื้นลอยกลับเข้ามาอยู่ในฝักพร้อมกับนิ้วชี้ของชายคนนั้นที่หล่นลงพื้น เลือดสีแดงเข้มที่พุ่งออกมาจากนิ้วที่ถูกตัด