ทันทีที่ก้าวออกสู่ทางเดินด้านนอกท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีหม่น แสงสุดท้ายของวันค่อยๆเลือนหายไป แต่ตามทางเดินยังมีเสาไฟที่ส่องสว่างให้เห็นทางริวยังคงก้าวนำต่อไปโดยมีแนนโน๊ะเดินตามอยู่ด้านหลัง ท่าทางของเธอดูสบายๆ ไม่นานทั้งสองก็เลี้ยวลงไปใต้อาคาร เพื่ออ้อมไปยังด้านหลังโรงเรียนตามที่ตั้งใจไว้
สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปข้างหน้า เห็นว่าบริเวณใต้อาคารมืดกว่าด้านหน้ามากจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน ริวจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแฟลชโทรศัพท์ใช้เป็แสงนำทางไปแสงแฟลชสีขาวสาดไปตามพื้นซีเมนต์เก่าๆ เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องตามหลังเธอไปในความมืด
เมื่อเดินลึกเข้าไปภาพรอบด้านก็เริ่มเปลี่ยนไปจากด้านหน้าโรงเรียนโดยสิ้นเชิง ฝุ่นบางๆลอยอยู่ในอากาศราวกับไม่มีใครรบกวนพื้นที่นี้มานาน มีหยากไย่เกาะตามมุมเสาและเพดานหนาแน่น พื้นบาง่มีคราบดินแห้งติดอยู่เป็หย่อมๆริวยกโทรศัพท์ขึ้นสูง ส่องไปรอบด้านแสงกระทบกับผนังปูนเก่าที่มีรอยแตกร้าวเป็เส้นยาว
“เหมือนว่า… แถวนี้จะไม่มีคนมาเลยนะครับ”
ริวพูดเสียงเบา แต่กลับสะท้อนก้องไปทั่วพื้นที่ว่างเปล่าทว่าเมื่อเขาหันกลับมาที่เดิม แนนโน๊ะกลับเดินนำหน้าไปแล้ว
“แนนโน๊ะ เดี๋ยวก่อนสิครับ…คุณมองเห็นทางเหรอ” พูดจบเขาก็เร่งฝีเท้าตามทันที“รอผมด้วยครับ!”
แนนโน๊ะไม่ได้ตอบอะไร เพียงหันมองเขา ราวกับเป็ภาษากายบางอย่างของเธอแล้วเธอเดินนำต่อไปอย่างไม่รีบร้อน
ขณะที่เดินลึกเข้าไป พวกเขาพบว่ารอยฝุ่นหนาๆไม่ได้เรียบสนิทเหมือนมีบางอย่างเคยผ่านตรงนี้ แม้ริวจะเกิดความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันนักแล้วเดินต่อไป
เดินมาไม่ไกลนัก กำแพงสีขาวเก่าๆที่สูงท่วมหัวปรากฏขึ้นตรงหน้าปูนบางส่วนแตกออกเป็รอยแยกยาว ราวกับผ่านการใช้งานมานานโดยไม่เคยได้รับการซ่อมแซมพวกเขาเดินเลียบไปตามแนวกำแพงพบรอยแตกขนาดใหญ่ ซึ่งก็ใหญ่พอจะให้คนเข้าออกได้
ริวขยับเข้าไปใกล้ใช้มือแตะไปตามขอบปูนที่แตก “กำแพงแตกขนาดนี้แล้ว พวกเขาไม่คิดจะซ่อมมันหน่อยหรือยังไงกันล่ะครับ…”
“อาจจะไม่นะคะ บางทีพวกเขาอาจจะตั้งใจปล่อยมันไว้แบบนี้” แนนโน๊ะตอบเบาๆ
ริวหันมองเธอเล็กน้อย แม้ว่าจะรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของเธอแต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไร ก่อนที่แนนโน๊ะจะเดินไปหยุดตรงรอยแตกนั้น แล้วหันกลับมาสบตาเขาโดยตรงก่อนถาม
“ริวยังจำตอนที่พวกเรามาที่ห้องเก็บเอกสารครั้งแรกได้ไหมคะ”
ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังนึกถึง่เวลานั้นก่อนจะตอบ “ครับ…”
แนนโน๊ะชะโงกหน้าออกไป พบว่าด้านหลังโรงเรียนเป็ป่าหญ้าสูงสายลมพัดผ่านเบาๆ ทำให้ยอดหญ้าไหวเอนเหมือนคลื่น
“แนนโน๊ะจำได้ว่า พวกเราเห็นนักเรียนกำลังขนอะไรอยู่หลังโรงเรียน”แนนโน๊ะยื่นหน้ากลับเข้ามาแล้วพูดต่อ “ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะใช้เส้นทางนี้ ไปทำอะไรบางอย่างนะคะ”
ริวยื่นโทรศัพท์ที่เปิดแฟลชออกไปส่อง แล้วชะโงกหน้าออกไปมองตามเห็นว่าหญ้าบางส่วนกลับล้มไปทางเดียวกันเป็แนวแคบๆคล้ายเส้นทาง เหมือนมีใครบางคนเคยใช้สัญจรอยู่บ้างแต่ริวก็ไม่กล้าเดินออกไปดู จึงยกโทรศัพท์ขึ้นส่องไปรอบๆ บนใบหญ้าต่ำๆใกล้พื้นมีรอยคราบสีแดงเข้มติดอยู่นิดหน่อย
ริวขมวดคิ้ว เขายืนมองมันอยู่ครู่หนึ่งความรู้สึกแปลกใจแล่นเข้ามาในอกวูบหนึ่ง แล้วเขาจึงตัดสินใจใช้เท้าเหยียบไปที่หญ้าต้นนั้นเบาๆพบว่าคราบนั้นแห้งติดใบไม้ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเลื่อนสายตาออกไปยังความมืดของป่าพร้อมเสียงแมลง
ทางฝั่งของแนนโน๊ะก็เพียงยืนมองอยู่เงียบๆสายตาของเธอไม่ได้จับจ้องที่กำแพงนั้น แต่กลับมองไปที่ริว ราวกับรู้ว่าเขาเลือกจะทำอะไรเวลาผ่านไปไม่กี่วินาที ก่อนที่ริวจะพูดขึ้นเบาๆ
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรนะครับ” น้ำเสียงเรียบเหมือนพยายามทำให้ทุกอย่างธรรมดาเขาหันหลังกลับ “ไปกันเถอะครับ นี่ก็มืดแล้ว”
แนนโน๊ะพยักหน้าเล็กน้อย “ค่ะ”
ทั้งสองจึงถอยออกจากกำแพงแล้วเดินย้อนกลับไปยังใต้ตัวอาคาร เสียงฝีเท้าดังแ่ลงตามจังหวะการเดินริวก้าวนำออกไปก่อน แสงแฟลชในมือเขาส่องเป็ลำยาวไปตามพื้นปูนเก่า
ทว่าแนนโน๊ะกลับหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองไปยังรอยแตกที่กำแพงนั้นอีกครั้งเธอยังคงจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง แต่ั์ตานั้นฉายแววเหมือนรู้อะไรบางอย่าง ก่อนที่เสียงของริวจะดังขึ้น
“ไปเร็วครับ”
แนนโน๊ะจึงหันกลับมา หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินกลับเข้าไปยังใต้อาคารอีกครั้ง ริวยังคงเปิดแฟลชจากโทรศัพท์ส่องนำทางในความมืดสายลมพัดลอดเข้ามาทางรอยแตกของกำแพงพาเอาเสียงเสียดสีกันของใบหญ้าแ่เบาจากทาบด้านหลัง แต่ภาพเบื้องหน้ายังคงไม่ต่างจากเดิมฝุ่นยังลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ราวกับที่นี่ไม่เคยถูกรบกวนจากโลกภายนอกไม่ว่าจะตอนขาไปหรือขากลับ พวกเขาเดินไปได้สักพักหนึ่ง
ตืด... ตืด... โทรศัพท์ในมือของริวสั่นเขาก้มลงมองหน้าจอ และพบว่าเป็การแจ้งเตือนแบตเตอรี่เหลือเพียง 15%ริวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าเห็นแสงไฟส่องสว่างจากทางเดินของอาคารเรียนอยู่ไม่ไกล เขาจึงเดินต่อไป
ท่ามกลางบรรยากาศใต้อาคารที่เงียบสงัดเสียงฝีเท้าของทั้งสองคนดังก้องสะท้อนเบาๆไปทั่วบริเวณแต่ก่อนที่จะเดินไปถึงทางเดินนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าที่สามดังขึ้นและดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆจากทางด้านหลัง
แนนโน๊ะหันขวับไปตามเสียงนั้นทันทีริวยกโทรศัพท์ขึ้นส่องแฟลชไปยังทิศทางของเสียงแสงสีขาวจากไฟฉายเผยให้เห็นร่างของธันวาที่เดินตรงเข้ามาก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา พร้อมยกแขนขึ้นกอดอก
“ค่ำมืดป่านนี้แล้ว มาทำอะไรกัน ทำไมยังไม่กลับบ้านกลับช่องกันอีกล่ะ” เสียงทุ้มต่ำนั้นแฝงความไม่พอใจนิดๆ
ริวชะงักทันที “คือ…คือว่าผม…” เขาพูดติดขัด ไม่รู้จะอธิบายยังไงและไม่คาดคิดว่าจะมาเจอใครที่นี่
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หรือว่าจะ…”
“มะ…ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ!”ริวรีบปฏิเสธทันควันเพราะกลัวว่าเขาจะคิดไปไกลมากกว่านั้น
ทันใดนั้นแนนโน๊ะก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เธอยืนไขว้มือไว้ด้านหลังอย่างสบายใจั์ตาสีเข้มจ้องไปยังธันวา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“พอดีว่าแนนโน๊ะทำเอกสารปลิวออกหน้าต่างเลยออกมาเก็บค่ะ”
ธันวาหันมามองเธอทันที “งั้นเหรอแล้วไหนล่ะ เอกสารที่ว่า”
แนนโน๊ะเอียงคอเล็กน้อย “มันมืดมากค่ะแนนโน๊ะเลยหาไม่เจอ”
“ใช่ครับ…” ริวรีบพูดเสริม
ธันวาจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตามาที่ริวอย่างพิจารณา ในหัวของเขานึกย้อนไปถึงตอนที่เดินผ่านห้องเก็บเอกสารและเห็นว่าไฟยังเปิดอยู่นั่นทำให้คำพูดของพวกเขามีเหตุผลอยู่บ้าง อย่างน้อยก็พอฟังขึ้น
ธันวาถอนหายใจแ่ๆ “เฮ้อ…ว่าแต่เอกสารนั้นสำคัญมากไหมล่ะ”
“ก็… ไม่เท่าไหร่ครับ”
“งั้นวันนี้กลับบ้านกันก่อนเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะให้คนมาหาให้”
ริวพยักหน้า “ครับ…ไปกันเถอะแนนโน๊ะ”
ทั้งสองเดินผ่านเขาไป ขณะเดินผ่านริวโค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างสุภาพ แต่แล้วเสียงของธันวาก็ดังขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงนั้นเรียบ แต่ทำให้ทั้งสองหยุดทันทีจากนั้นริวและแนนโน๊ะค่อยๆหันกลับไปหาเขา
“ครับ…”
“ชื่ออะไร”
“ผมริวครับ ส่วนนี่แนนโน๊ะ”
ธันวาจ้องมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจำได้ว่าริวคือเด็กที่เขาเคยช่วยไว้ตอนที่อยู่ห้องเก็บอุปกรณ์เมื่อก่อนหน้าแต่ใน่ปีที่ผ่านมา เขากลับไม่เคยเห็นหน้าริวเลย จึงถามขึ้นว่า
“เด็กใหม่เหรอ”
“ใช่ครับ เพิ่งย้ายมาปีนี้”
“ก็ว่าอยู่… ถึงไม่รู้เวลาอะไรเลย ที่โรงเรียนก่อนหน้าไม่ได้บอกเวลาปิดทำการหรือไง”
ทั้งสองไม่โต้ตอบ เพียงยืนฟังเงียบๆ ธันวาปล่อยแขนจากท่ากอดอกเปลี่ยนมาเท้าเอวแทน “ทีหลังเลิกเรียนแล้วให้รีบกลับบ้าน ถ้าจะอยู่ต่อโรงเรียนเปิดถึงแค่ห้าโมงครึ่งเท่านั้น จำไว้ด้วยล่ะ”
ริวและแนนโน๊ะพยักหน้า แล้วตอบพร้อมกัน“ครับ/ค่ะ”
ธันวาพยักหน้าเบาๆ “อืมไปได้แล้ว”
ทันทีที่ได้รับอนุญาตทั้งสองรีบก้าวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองธันวาได้แต่ทอดสายตาตามแผ่นหลังของพวกเขา จนร่างทั้งสองค่อยๆห่างออกไป
ทีแรกเขาตั้งใจจะตำหนิแต่เมื่อรู้ว่าเป็เพียงเด็กใหม่ ความหงุดหงิดในใจก็ค่อยๆคลายออกกลายเป็ความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะกับนักเรียนหญิงคนนั้น
ขณะที่มอง ธันวาหรี่ตาลงเล็กน้อย และในจังหวะนั้นเองแนนโน๊ะก็ค่อยๆหันกลับมา ดวงตาของเธอจ้องมองมาที่เขาราวกับรู้ว่าเขายังคงมองตามอยู่ แววตาคู่นั้นสงบนิ่งจนยากที่จะเดาความคิดได้ พร้อมกับมุมปากข้างหนึ่งที่ยกยิ้มบางๆแต่เป็รอยยิ้มที่ไม่อาจตีความหมายใดๆได้ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุไปถึงความคิดในใจจากนั้นเธอก็หันกลับไปเดินต่อ ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ทางเดินใต้ถุนอาคารอีกครั้งแต่ธันวายังคงยืนอยู่ที่เดิม หัวใจของเขาเต้นเร็วกว่าปกติเล็กน้อยเขาไม่แน่ใจว่าเป็เพราะอะไร กำลังระแวงสิ่งใด หรือทั้งหมดเป็เพียงแค่ความคิดมากแต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ นักเรียนหญิงคนนั้นมีท่าทีที่แปลกๆ
สายลมเย็นพัดผ่านทางเดินอีกครั้งเส้นผมสีดำของเขาสั่นไหวเบาๆ ธันวาเหลือบมองไปยังใต้ถุนอาคารที่มืดอีกครั้ง สลับกับมองทั้งสองคนที่กำลังเดินห่างออกไปความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นวาบขึ้นมาในใจ ไม่นานเขาก็ก้าวเท้าเดินออกจากตรงนั้นไป
ทางฝั่งของริวกับแนนโน๊ะที่เดินมาถึงประตูทางออกของโรงเรียนรั้วสีขาวเด่นตระหง่านภายใต้แสงไฟจากป้อมยามข้างๆ ริวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปิดแฟลชแล้วเลื่อนเปิดประตูเหล็ก เอี๊ยด… เสียงล้อเหล็กเคลื่อนไปตามรางประตูดังขึ้นเบาๆ
ทันทีที่ประตูเปิดริวก็ก้าวเท้าข้ามถนนไป แต่แล้วก็หยุดชะงักหันกลับไปมองแนนโน๊ะที่ยังยืนอยู่หลังรั้วโรงเรียนเธอยกมือโบกให้เขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ริวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
แนนโน๊ะรอคนมารับเหรอครับ... คำถามนั้นผุดขึ้นมาในใจแต่ไม่ได้ถามออกไป เพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันหลังเดินต่อ
ระหว่างทางกลับที่พัก บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงรถยนต์ที่นานๆ จะวิ่งผ่านสักคัน เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นแล้วเงียบหายไปแรงลมจากรถที่แล่นผ่านพัดชายเสื้อของริวให้โบกสะบัด ริวยังคงเดินไปตามทางเดิมแสงไฟถนนส่องเป็หย่อมๆ ทอดเงาเป็แนวบนพื้น
หลังจากริวเดินจากไปจนลับสายตาแนนโน๊ะยังคงยืนอยู่ที่รั้วโรงเรียนอยู่สักพักหนึ่งรอยยิ้มบางๆค่อยๆเลือนหายไปจากมุมปาก แล้วเธอก็ค่อยๆลดมือลง ก่อนจะหันหลังกลับเดินย้อนไปตามทางเดิมที่เคยเดินมาด้วยกัน
เสาไฟเรียงรายแสงสีขาวนวลส่องลงบนพื้นปูน ทางเดินทอดยาว โล่งและเงียบสงัดไร้ผู้คนมีเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆของเธอเท่านั้น ที่สะท้อนไปตามทางเดินโล่งๆ
จากนั้น แนนโน๊ะเดินเลี้ยวกลับเข้าไปใต้อาคารฝุ่นละอองยังคงลอยคลุ้งในอากาศ ราวกับเวลาหยุดนิ่งในสถานที่แห่งนี้เธอเดินตรงไปยังด้านหลัง และหยุดยืนอยู่หน้ารอยแตกที่กำแพง
แสงจันทร์สาดส่องลงมาจาก้ากระทบแผ่นหลังของเธอ ทำให้เงาของร่างเล็กทอดยาวไปบนกำแพงสีขาวซีดสายลมอ่อนๆพัดผ่านช่องว่างระหว่างกำแพง ใบหญ้าด้านนอกไหวเอนั์ตาสีเข้มของเธอมองไปยังพื้นหญ้า ที่ปลายใบหญ้ายังคงมีคราบสีแดงแห้งๆติดอยู่แนนโน๊ะจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิด ทันใดนั้นหน้าต่างชั้นบนก็เปิดออก และยูริก็ชะโงกหน้าออกมา
“แนนโน๊ะดูอะไรอยู่เหรอ” ยูริพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่แฝงไปด้วยความรื่นรมย์ ก่อนที่สายตาของยูริเธอเลื่อนตามลงไปที่พื้นหญ้าก่อนจะหัวเราะเบาๆในลำคอ “หึๆ ใช่คราบสีแดงๆนั่นรึเปล่านะ”
แนนโน๊ะไม่ได้ตอบในทันทีเธอค่อยๆหันไปมองยูริด้วยแววตาที่นิ่งเฉย ไม่มีความใแม้แต่น้อย มือทั้งสองข้างกอดอกไว้อย่างไม่ใส่ใจ
สายลมพัดผ่านอีกครั้ง ใบหญ้าไหวเอนแสงจันทร์ที่ส่องลงมาสะท้อนคราบสีแดงให้เด่นชัดกว่าเดิม ก่อนจะกลับสู่ความมืดสลัวยูริพูดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มบางๆบนใบหน้า
“ทำไมแนนโน๊ะไม่จัดการเองล่ะ”
แนนโน๊ะหรี่ตาลงเล็กน้อย “แนนโน๊ะเคยบอกยูริไปแล้วนะคะแล้วก็ไม่อยากพูดซ้ำด้วย…”
ยูริยกมือขึ้นท้าวคางกับขอบหน้าต่างท่าทางสบายๆ “แต่… ยูริว่า ถ้าแนนโน๊ะจัดการเองมันจะเร็วกว่าอีกนะ”
“ก็จริงค่ะ แต่ก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วยูริยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวที่เรียงรายต่อกันพร้อมกับแววตาที่ฉายแววสนุก แล้วตอบ
“นี่แนนโน๊ะยังคิดว่า เขาจะเปลี่ยนใจอยู่อีกเหรอ”
แนนโน๊ะส่ายหน้าช้าๆ แล้วหันไปมองรอยแตกของกำแพงอีกครั้งสายตาของเธอไล่ไปตามรอยแตกนั้นอย่างช้าๆ ก่อนมุมปากข้างหนึ่งของเธอจะยกยิ้มขึ้นบางๆ
“แนนโน๊ะไม่คิดจะทำให้ริวเปลี่ยนใจหรอกค่ะยูริแต่อย่างน้อยเขาก็น่าจะคิดอะไรได้บ้าง” น้ำเสียงของเธอเบาแต่หนักแน่นราวกับคำพิพากษาที่ยังไม่ทันได้ประกาศ
ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสลัวเมฆก้อนใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาบดบัง แสงที่สาดส่องลงมา ทำให้มืดพื้นดินขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งคราบสีแดงบนใบหญ้าก็จมลงในความมืดเช่นกัน แนนโน๊ะจึงหันหลังเดินจากไป