หนึ่งสัปดาห์เต็ม
หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ทิวาใช้ชีวิตราวกับไม่ใช่คน
เขาเหมือนิญญา ร่างกายที่ลุกขึ้น อาบน้ำ แต่งตัว และเดินไปมหาวิทยาลัย มันทำไปตามสัญชาตญาณ แต่จิตใจของเขาแตกสลายและล่องลอยไปไกล
ความเ็ปทางกายบริเวณส่วนล่างมันจางหายไปหลังจากผ่านไปสองสามวัน แต่ความเ็ปที่ประทับลงบนจิตใจ ตราบาปที่ถูกตีตราไว้บนโต๊ะเลคเชอร์ตัวนั้น มันยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว
เขารู้สึก... 'สกปรก'
เขารู้สึกเหมือนมีรอยด่างพร้อยที่มองไม่เห็นติดอยู่กลางหน้าผาก ทุกครั้งที่เขาเผลอสบตากับคนอื่น เขารู้สึกเหมือนพวกเขากำลังมองทะลุเสื้อผ้า มองเห็นความอัปยศที่เขาพยายามซุกซ่อน
เขาหลบหน้าทุกคน
โดยเฉพาะไอ้ปาล์มกับไอ้ทด
"ไอ้ทิวา! มึงเป็เหี้ยอะไรของมึงวะ!" ปาล์มกระชากแขนเขาไว้ในเช้าวันหนึ่ง "กูเห็นมึงมาหลายวันแล้วนะ มึงหลบหน้าพวกกู มึงไม่พูดไม่จา มึงโดดคลาสที่เรียนรวมกับปีสาม มึงเป็อะไร! บอกพวกกูมา!"
"กู... เปล่า" ทิวาสะบัดแขนออกอย่างแรง แรงกว่าที่ตั้งใจ จนปาล์มถึงกับผงะ
"เปล่าเหี้ยอะไร! มึงดูหน้ามึงในกระจกบ้างมั้ย! อย่างกับศพเดินได้!" ทดพูดสมทบด้วยความเป็ห่วง
"กูแค่ เครียดเื่โปรเจกต์" เขาโกหก คำโกหกที่โง่เง่าที่สุด แต่มันก็เป็สิ่งเดียวที่เขานึกออก
"มึงอย่ามาตอแหล!" ปาล์มเริ่มโมโห "มึงมีอะไรมึงก็บอกพวกกูสิวะ! หรือว่า... หรือว่ามึง..."
"..."
"มึง มีเื่กับพี่ภาคินอีกแล้วเหรอ"
แค่ได้ยินชื่อนั้น ร่างกายของทิวาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขากลัว
ความกลัวมันฝังลึกลงไปในกระดูก ความกลัวต่อััที่รุนแรง ความกลัวต่อสายตาที่เหมือนจะกลืนกินเขาได้ทั้งเป็ และความกลัวต่อ 'ความรู้สึก' ที่ร่างกายของเขาตอบสนองไอ้ััเลวทรามพวกนั้น
"กูไม่... ไม่มีอะไร" ทิวาตอบเสียงสั่น "กู ขอตัวก่อน นึกขึ้นได้ว่าลืมของ"
เขาหันหลัง แล้ว 'วิ่ง' หนี
เขาวิ่งหนีจากเพื่อนสนิทของตัวเอง วิ่งหนีจากความจริง
เขากลับมาที่หอพัก ขดตัวอยู่บนเตียง กอดตัวเองไว้แน่น
เขาต้องหนี
เขาต้องออกไปจากวงโคจรบ้าๆ นี่ เขาไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปได้
เขาต้องขีดเส้นแบ่ง
เส้นแบ่งที่ชัดเจน ระหว่าง 'โลกของเขา' กับ 'โลกของภาคิน'
เย็นวันศุกร์
ทิวาตัดสินใจแน่วแน่ เขาจะไปหาที่อยู่ใหม่ หอพักใหม่ ที่ไกลออกไป ไกลจากมหาวิทยาลัย ไกลจากที่ที่ภาคินจะหาเขาเจอ
เขาอาจจะต้องเดินทางลำบากขึ้น แต่เพื่อแลกกับอิสรภาพและความปลอดภัย เขายอม
เขาแอบออกจากหอพักใน่เย็นย่ำ ไม่บอกเพื่อน ไม่บอกใคร เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย เขาจงใจเลือกทางที่อ้อมที่สุด หลีกเลี่ยงถนนเส้นหลัก
เขาเดินผ่านตรอกซอยต่างๆ จนมาถึงด้านหลังของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ที่นี่มีร้านอาหารญี่ปุ่นราคาแพงระยับที่พวกนักธุรกิจชอบมาใช้เจรจาเื่สำคัญกัน
ทิวากำลังจะเดินผ่านลานจอดรถด้านหลังที่ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว แต่แล้วเสียงที่ดังออกมาจากมุมอับมุมหนึ่ง ก็ทำให้ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก
"มึงคิดว่ามึงฉลาดมากรึไง ที่กล้าตุกติกกับ 'บัญชี' ของเรา"
เสียงนั้นเย็น แต่ทิวาจำได้ มันคือเสียงของ 'กฤช' ไอ้บอดี้การ์ดหูเพี้ยนที่เขาเจอที่ร้านคาเฟ่
สัญชาตญาณอยากรู้อยากเห็น หรืออาจจะเป็ความโง่เขลา มันฉุดรั้งขาเขาไว้
เขาก้าวเข้าไปในเงามืดอย่างเงียบเชียบ แอบมองผ่านช่องว่างของกำแพง
และภาพที่เขาเห็น ก็ทำให้เืในกายของเขาเย็นเฉียบ
ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพง กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นปูนสกปรก
ใบหน้าของเขาบวมปูด มีรอยเืติดอยู่ที่มุมปาก เขากำลังตัวสั่นเทา
ตรงหน้าเขา คือกฤช และชายชุดดำอีกสองสามคนที่ยืนคุมเชิงอยู่
และห่างออกไปไม่ไกล ยืนพิงอยู่กับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำสนิทคันหรู คือร่างสูงที่เขาพยายามหนีมาตลอดสัปดาห์
'ภาคิน'
แต่นี่ ไม่ใช่ภาคินในชุดนักศึกษา
นี่คือภาคินในชุดสูทสีเทาเข้มสั่งตัดพอดีตัว เสื้อเชิ้ตสีดำด้านใน และแววตาที่เรียบนิ่ง เ็า ราวกับกำลังมองดูมดปลวก ไม่ใช่มนุษย์ที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนอยู่
"ผะ... ผมขอโทษครับ! คุณภาคิน! ผมผิดไปแล้ว! ผมแค่... แค่หมุนเงินไม่ทัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะโกง!" ชายคนนั้นร้องขอชีวิต
"หมุนเงินไม่ทัน?" กฤชหัวเราะในลำคอ "มึงเอาเงินของ 'นาย' ไปปรนเปรออีหนูของมึง แล้วบอกว่าหมุนเงินไม่ทันเหรอ ไอ้สวะ"
"ผม จะหามาคืน! ขอเวลาผมหน่อยนะครับ! อย่า อย่าทำอะไรผมเลย!"
ภาคินยังคงนิ่ง เขาแค่ยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมาดู
"กูให้เวลามึงมามากพอแล้ว ลุงวิชัย" ภาคินพูด น้ำเสียงเรียบสนิท แต่กลับทรงอำนาจจนน่าขนลุก "ธุรกิจ 'คาสิโนออนไลน์' ของเรา มันเดินได้เพราะความไว้ใจ และมึง ทำลายมัน"
คาสิโนออนไลน์
คำนั้น เหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงมากลางหัวของทิวา
นี่มัน ไม่ใช่แค่เื่นักเลงต่อยตี ไม่ใช่แค่การข่มขู่
นี่มัน... 'อาชญากรรม'
นี่คือ 'โลกสีเทา' ที่เขาเคยได้ยินแต่ในข่าว
"ผมขอโอกาส..."
"โอกาสของมึงหมดแล้ว" ภาคินพูดตัดบท "กฤช"
"ครับนาย"
"จัดการ 'สั่งสอน' ให้เขาจำ ว่าการทรยศคนอย่างกู มันต้องแลกด้วยอะไร" ภาคินพูด โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองชายที่กำลังจะหมดอนาคต "แต่อย่าให้ถึงตาย กูยังต้องใช้หนี้จากครอบครัวมัน"
"อย่านะ! ไม่นะ! คุณภาคิน! อ๊ากกกกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น พร้อมกับเสียงตุ้บตั้บที่หนักหน่วง
ทิวายืนตัวแข็งทื่อ ขาสั่น เขายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง กลั้นเสียงสะอื้นไว้สุดชีวิต
ภาพตรงหน้ามันน่ากลัวเกินไป ความรุนแรง เื และความเืเย็นของผู้ชายที่ชื่อภาคิน
ผู้ชายคนเดียวกัน ที่ป้อนข้าวต้มเขา
ผู้ชายคนเดียวกัน ที่เช็ดตัวให้เขา
และผู้ชายคนเดียวกัน ที่ 'ขยี้' เขาบนโต๊ะเรียน
คนคนนี้... มันคือปีศาจ
เขาต้องหนี! หนีเดี๋ยวนี้!
ทิวาค่อยๆ ขยับตัวถอยหลัง อย่างช้าที่สุด เงียบที่สุด
กริ๊ง...
บ้าเอ๊ย!
พวงกุญแจห้องที่ห้อยอยู่ที่เอว มันกระทบกับเสาเหล็ก
เสียงนั้น ดังไม่มาก แต่มันก็ดังพอ
ทุกอย่างหยุดชะงัก
เสียงร้องโหยหวนเงียบไป เสียงตุ้บตั้บหยุดลง
กฤชหันขวับมาทางต้นเสียงทันที!
"ใคร!"
ดวงตาของทิวาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
และเขาก็สบตา เข้ากับดวงตาคมกริบของภาคิน ที่หันมามอง
ไม่มีความแปลกใจ ไม่มีแม้แต่ความโกรธ
ในแววตานั้น มีเพียง 'ความว่างเปล่า' ที่เย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจ
และรอยยิ้ม รอยยิ้มที่มุมปาก
"..."
"วิ่ง!!!"
สมองของทิวาสั่งการแค่นั้น! เขากลับหลังหัน แล้วออกตัววิ่งสุดชีวิต!
เขาวิ่ง วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
"ไอ้กฤช! ไปเอามันมา!"
"ครับนาย!"
ทิวาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งตามมา เขาวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกซอย แต่เขาเป็แค่นักศึกษาธรรมดา จะไปสู้พวกมืออาชีพได้ยังไง!
ไม่ถึงสามนาที เขาก็ถูกดักหน้า
ชายชุดดำสองคนยืนขวางทางเขาไว้ และเมื่อเขาหันหลังจะวิ่งหนี กฤชก็ยืนดักรออยู่ตรงนั้น
"จะรีบไปไหนครับ... 'คุณทิวา' " กฤชยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มที่ไม่มีความเป็มิตรหลงเหลืออยู่เลย
"ถอยไป! ก... กูจะแจ้งตำรวจ! พวกมึงมันพวกมาเฟีย! พวกมึงทำร้ายคน!" ทิวาะโ พยายามข่มขวัญอีกฝ่าย และข่มขวัญตัวเอง
"แจ้งตำรวจ?" กฤชหัวเราะ "เชิญเลยครับ แต่ตอนนี้ 'นาย' อยากคุยกับคุณ"
"กูไม่ไป! ปล่อยกู!"
ทิวาพยายามจะวิ่งฝ่าไป แต่ก็ถูกชายชุดดำรวบแขนทั้งสองข้างไพล่หลังไว้แน่น!
"อึก! ปล่อยนะเว้ย! ไอ้พวกบ้า! ปล่อยกู!"
"นายรออยู่ในรถครับ พาตัวไป"
ปัง!
ร่างของทิวาถูก 'โยน' เข้าไปในรถ
ไม่ใช่เมอร์เซเดส-เบนซ์คันเดิม
แต่มันคือ... 'ลีมูซีน' สีดำสนิท ยาวเหยียด ที่จอดรออยู่ในเงามืดอีกมุมหนึ่ง
ประตูรถปิดลง ล็อค
โลกทั้งใบถูกตัดขาด
ภายในรถ เงียบกริบ มีเพียงแสงไฟสลัวๆ ที่ส่องให้เห็นความหรูหรา เบาะหนังแท้ และกลิ่น กลิ่นหนังผสมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพง กลิ่นประจำตัวของภาคิน
ทิวาหอบหายใจ เขารีบถดตัวไปจนชิดประตูอีกฝั่ง
ภาคินนั่งอยู่ตรงข้ามเขา
เขากลับมาอยู่ในสภาพเดิม นิ่ง สุขุม เสื้อสูทไม่มียับแม้แต่น้อย เขากำลังริน 'วิสกี้' สีอำพันลงในแก้วทรงเตี้ยอย่างใจเย็น
"..."
"..."
ความเงียบที่น่าอึดอัด มีเพียงเสียงก้อนน้ำแข็งที่กระทบแก้ว
"พะ... ปล่อยผมออกไป" ทิวาเค้นเสียงพูดออกมา แม้จะสั่นจนแทบไม่เป็คำ
ภาคินยกแก้วขึ้น จิบ "เมื่อกี้นี้ มึงเห็นอะไรบ้าง"
"ผม ผมไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!" ทิวาโกหก "ผมแค่เดินผ่าน ผมไม่รู้เื่!"
เคร้ง!
ภาคินวางแก้วลงบนโต๊ะ เสียงดังกว่าปกติเล็กน้อย
"กูเกลียดคนโกหก ทิวา"
เขาขยับตัว ลุกจากที่นั่ง มานั่งลงบนเบาะยาว 'ข้างๆ' ทิวา
ทิวาสะดุ้ง พยายามจะขยับหนี แต่ก็จนมุม หลังของเขาชิดกับประตูรถแล้ว
"ถอย... ถอยไปนะ"
"มึงเห็น มึงเห็นทุกอย่าง" ภาคินพูด เขาไม่ได้ตะคอก แต่เสียงที่เรียบสนิทนั่น น่ากลัวกว่าการตะคอกเป็ร้อยเท่า
"ผม ผมจะไปแจ้งตำรวจ!" ทิวาขู่คำเดิม
ภาคินหัวเราะในลำคอ "แจ้งตำรวจ?"
เขาเอื้อมมือมา ช้าๆ
ทิวาหลับตาปี๋ ตัวเกร็ง
แต่มือหนานั่น กลับทำเพียงแค่ ลูบไล้พวงแก้มของเขา อย่างแ่เบา
"ไปสิ ไปแจ้งเลย" ภาคินกระซิบ "ไปบอกพวกเขา ว่ามึงเห็นอะไร เห็นคุณวิชัย นักธุรกิจใหญ่ 'คุย' ธุระกับกู แล้วใครจะเชื่อมึง"
"..."
"หรือมึงจะบอกว่า... กู 'ข่มขืน' มึง"
คำนั้น ทำให้ทิวาลืมตาโพลง!
"มึงมีหลักฐานอะไรรึเปล่า" ภาคินยิ้ม "กล้องวงจรปิดในห้องนั้น มัน 'เสีย' พอดี และที่สำคัญ ร่างกายของมึง มันก็ 'ชอบ' ไม่ใช่เหรอ"
"ไอ้... ไอ้เลว!"
หมับ!
ภาคินกระชากคอเสื้อของทิวาเข้าไปหา!
"มึงคิดว่ากูเป็ใคร!" ภาคินคำราม ความใจเย็นเมื่อครู่หายวับไป เผยให้เห็นความดุร้ายที่ซ่อนอยู่ "มึงคิดว่ากูเป็แค่รุ่นพี่ปัญญาอ่อนที่ตามจีบมึงรึไง!"
"อึก"
"มึงเห็นแล้วใช่ไหม ว่าโลกของกูมันเป็ยังไง มึงเห็นแล้วใช่ไหม ว่ากูทำอะไรกับคนที่มันกล้า 'ทรยศ' กู"
"..."
"มึง... กำลังพยายามขีดเส้นแบ่งระหว่างเรา" ภาคินบีบกรามของทิวาแน่น "มึง กำลังพยายามหนีกู"
"ก็... ก็โลกของเรา มันต่างกัน!" ทิวาเค้นเสียงพูดผ่านแรงบีบ "ผม ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกคุณ! ปล่อยผมไป!"
"ต่างกันเหรอ" ภาคินแสยะยิ้ม "ไม่ มึงคิดผิดแล้ว ทิวา"
เขาก้มลง กระซิบข้างหู ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดจนทิวาสั่นสะท้าน
"มันไม่มี 'โลกของมึง' หรือ 'โลกของกู' อีกต่อไปแล้ว"
"..."
"มันมีแต่... 'โลกของกู'"
เขาเน้นคำ
"...และมึง ก็แค่ 'สิ่งของ' ชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ในโลกของกู"
คำว่า 'สิ่งของ' มันเจ็บยิ่งกว่าถูกตบหน้า
"มึงหนีกูไม่ได้ ทิวา" ภาคินผละออกมา สบตากับดวงตาที่เริ่มมีน้ำใสๆ คลอ "มึงเห็นแล้วว่ากูทำยังไงกับลุงวิชัย"
"..."
"ทีนี้... มึงลองจินตนาการดูสิ"
เขายื่นนิ้วมา ปาดน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาจากหางตาของทิวา
"ว่ากู จะทำยังไง กับ 'ไอ้หน้าโง่' คนไหนก็ตาม ที่มันกล้าเข้ามา 'ยุ่ง' กับ 'ของเล่น' ของกู"
"..."
"กูจะทำยังไง กับไอ้เพื่อนอ้วนๆ ของมึง"
ทิวาเบิกตากว้าง! "อย่า... อย่ายุ่งกับปาล์ม!"
"หรือไอ้แว่นนั่น"
"ไม่นะ! ทดไม่เกี่ยว!"
"หรือแม้แต่ 'ดาวคณะ' คนสวยของมึง"
"..."
"กูจะทำให้ชีวิตพวกมัน พังพินาศ จนไม่เหลือชิ้นดี เพียงแค่กูกระดิกนิ้ว"
ภาคินยิ้ม เป็รอยยิ้มที่อ่อนโยน แต่ทิวากลับรู้สึกว่ามันคือรอยยิ้มของพญามัจจุราช
"และมึง"
เขาก้มลง จูบซับน้ำตาที่แก้มอีกข้าง
"...ถ้ามึงกล้า 'หนี' กูอีกเป็ครั้งที่สอง"
เขาเลื่อนริมฝีปากมา ประกบลงบนริมฝีปากที่สั่นเทาของทิวา ไม่ใช่จูบที่รุนแรง แต่เป็การจูบที่ 'ตีตรา'
"กูจะเปลี่ยนมึง จาก 'ของเล่น'"
เขาถอนจูบออก จ้องลึกลงไปในดวงตาที่สิ้นหวัง
"ให้กลายเป็ 'สัตว์เลี้ยง' ที่ไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย ตลอดชีวิต"
"..."
ทิวาหมดสิ้นแล้ว ซึ่งทุกสิ่ง
ไม่มีทางหนี ไม่มีทางสู้
กรงที่มองไม่เห็น มันได้ปิดผนึก ล็อคกุญแจ และโยนลูกกุญแจทิ้งไปแล้ว