เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแต่ก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง นาฟนิ่งคิดตามคำพูดของเมญ่าสายตาของเขาหันไปมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“บางทีเจ้าอาจจะพูดถูก!” เขาพูดขึ้นเบาๆ
“ข้าควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองในตอนนี้และให้ความสำคัญในการปกป้องเจ้าให้ได้ก่อน”
เมญ่ายิ้มบางๆ ก่อนจะบีบมือเขาเบาๆ
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ข้าเชื่อว่าไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจทำสิ่งใด เจ้าย่อมทำมันเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเสมอ”
นาฟหันกลับมามองเธอด้วยความขอบคุณ
“ขอบคุณนะ เจ้าเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดของข้า”
เมญ่าหัวเราะเบาๆ
“ไม่หรอกข้าแค่บอกสิ่งที่หัวใจข้ารู้สึกเท่านั้น”
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆปล่อยให้ความเงียบงันของค่ำคืนนี้นำพาความคิดและความรู้สึกของพวกเขาล่องลอยไป
ท่ามกลางแสงจันทร์อ่อนๆ เมญ่าก็ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่เก็บซ่อนอยู่ในใจสายตาของเธอเลื่อนต่ำลง มองมือของตัวเองที่วางอยู่บนตัก ก่อนจะสูดลมหายใจลึกรวบรวมความกล้าที่จะเอ่ยเรื่องที่ค้างคาในใจออกมา
“นาฟ…!”
เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ เสียงของเธอแฝงด้วยความเศร้านาฟหันมามองเธอทันที เห็นความกังวลที่ปรากฏในดวงตาคู่นั้นเขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กำลังจะถูกถ่ายทอดจากคำพูดของเธอ
เธอพูดช้าๆดวงตาสั่นไหวเหมือนกำลังกล้ำกลืนบางอย่างที่หนักอึ้ง “วันนี้ที่ข้ามาพบเจ้าข้ามาเพื่อ… มาลา”
นาฟตกใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ลา? เจ้าหมายความว่ายังไง?”
เมญ่าหลับตาลงครู่หนึ่ง หายใจเข้าลึกๆก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
“หัวหน้าตระกูล… ซึ่งก็คือปู่ของข้าได้ส่งคำสั่งมาให้ข้ากลับสู่ตระกูลใหญ่ของอาณานิคมใน เพื่อความปลอดภัยของข้า”
นาฟยังคงนิ่งเงียบฟังทุกคำพูดของเธอด้วยความสับสน
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกุญแจปริศนาที่อยู่ในร่างกายข้า”เมญ่าเอ่ยต่อ ดวงตาคู่งามฉายแววปวดร้าว
“ด้วยสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและอันตรายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆปู่ของข้าเห็นว่าข้าควรจะกลับไปยังตระกูลใหญ่เพื่อความปลอดภัย”
นาฟมองเธอด้วยความรู้สึกหลากหลายคำพูดที่เธอเอ่ยทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากออกจากความหวังอันเลือนรางที่จะได้อยู่ใกล้ชิดเธอต่อไป
“เมญ่า…?”
นาฟรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนเขาอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับรู้สึกว่าทุกคำที่อยากจะพูดนั้นติดอยู่ในลำคอรู้สึกทั้งเจ็บปวดและห่วงใยต่อสิ่งที่เธอต้องเผชิญ
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าอยู่ในตระกูลข้าจะปลอดภัยมากขึ้น”
นางยิ้มออกมา แม้จะเป็นยิ้มที่เศร้าแต่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ข้าเชื่อว่าเมื่อเจ้าพร้อมเจ้าจะมาหาข้าในวันหนึ่ง”
เมญ่าเอ่ยแล้วพยักหน้าเบาๆดวงตาของเธอฉายแววความอ่อนโยนอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับหมุนตัวออกไปช้าๆทิ้งให้นาฟนั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนที่มืดมิด
ความรู้สึกภายในของนาฟเริ่มร้อนรุ่มความคิดมากมายปะทุขึ้นในหัวใจของเขา มันไม่ใช่ความหวังที่จะได้เจอเธออีกแต่มันคือความกลัวที่จะสูญเสียเธอไปตลอดกาล ราวกับสัญชาตญาณผลักดันโดยไม่รู้ตัว
เขาลุกขึ้นยืนและพุ่งเข้าไปหาเมญ่า มือของนาฟคว้าจับเธอจากด้านหลังกอดเธอไว้แน่นในอ้อมแขนของเขา
เมญ่าชะงัก หยุดการเคลื่อนไหวทันทีรู้สึกถึงความอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากร่างกายของนาฟ นางเองก็สัมผัสได้ถึงความหวั่นไหวในอ้อมกอดนั้นและก็ไม่สามารถซ่อนความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป น้ำตาที่เก็บซ่อนเอาไว้ค่อยๆไหลรินลงมา
"ข้า......คิดถึงเจ้า!"
นาฟกระซิบเสียงแผ่ว แต่หนักแน่นที่ข้างหูของเธอน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เก็บกดไว้มาเนิ่นนาน
"ข้าไม่อาจให้เจ้าไปโดยที่ไม่ได้บอกสิ่งที่อยู่ในใจของข้า..."
เมญ่าเงียบ เธอรับรู้ถึงความจริงใจและความอ่อนแอในน้ำเสียงของเขาหัวใจของเธอเต้นแรงตามจังหวะของเขาราวกับว่าโลกทั้งใบถูกย่อส่วนเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน
นาฟพลิกตัวเมญ่าให้หันกลับมาประจันหน้ากับเขาดวงตาของทั้งคู่สบกัน
ความเงียบเข้าครอบคลุมในช่วงเวลานั้นราวกับว่าไม่มีคำใดๆ ที่จำเป็นต้องพูด ดวงตาของพวกเขาเป็นสิ่งเดียวที่สื่อความหมาย
นาฟค่อยๆ เอื้อมมือไปปาดน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มเมญ่าอย่างแผ่วเบานางเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า ดวงตาฉายแววเศร้าและรักลึกซึ้งก่อนที่เขาจะค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไปใกล้ สัมผัสของเขาอบอุ่น อ่อนโยนและอัดแน่นไปด้วยความรู้สึก
ริมฝีปากของพวกเขาแตะกันเบาๆ ในตอนแรกราวกับกลัวว่าจะทำลายช่วงเวลานั้นแต่แล้วความรู้สึกที่ซ่อนเร้นและค้างคาอยู่ก็ทะลักทลายออกมา ริมฝีปากของทั้งคู่จึงค่อยๆลึกซึ้งขึ้นกลายเป็นจูบที่เต็มไปด้วยความหวานขมและการสื่อสารที่ไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ
ในจังหวะนั้น ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความหวาดกลัวมีเพียงความรู้สึกที่พวกเขาได้แบ่งปันกันทั้งคู่จมดิ่งอยู่ในอ้อมกอดและจูบที่ทำให้ลืมความจริงอันโหดร้ายที่รออยู่ข้างหน้า
ค่ำคืนอันแสนงดงามและอบอุ่นของทั้งคู่ได้ผ่านพ้นไปอย่างเงียบงันดวงดาวที่ระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าและแสงจันทร์ที่อาบส่องทั่วทั้งผืนดินสร้างบรรยากาศที่ราวกับอยู่ในความฝัน
นาฟและเมญ่าได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางคืนแห่งความทรงจำที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งเสียงหัวใจของทั้งคู่ดังประสานไปพร้อมกันขณะที่พวกเขากอดกันแน่นในความเงียบแม้ไม่มีคำพูดใดออกมา แต่การสัมผัสนั้นก็ได้กล่าวแทนทุกสิ่ง