ตอนที่ 181 สำรวจป่า
ป่าขนาดมหึมาทอดตัวยาวไกลจนสุดสายตา หากขึ้นที่สูงเล็กน้อยแล้วมองออกไปไกลจะเห็นเพียงผืนป่าและกำแพงถ้ำเท่านั้น บนท้องฟ้ามีเพียงหินงอกหินย้อยและเศษดินที่คงตัวอยู่ได้อย่างน่าประหลาด
ที่แห่งนี้ราวกับเป็นโพรงขนาดมหึมาที่อยู่ใต้โลก เป็นเหมือนกล่องที่ถูกฝังอยู่ภายในดิน ตัดขาดความเกี่ยวข้องกับภายนอกโดยสิ้นเชิง และภายในกล่องนั้นคือป่าใต้ดินอันแสนวิกลนี้
พืชพันธุ์ทั้งหมดไร้ซึ่งสีเขียวสดใสอย่างที่ควรเป็น ทั้งหมดนั้นคล้ายกันกับพืชพันธุ์ที่บาราทรัม เพียงแต่จะมีสีที่ซีดกว่าจากการไม่ได้รับแสงแดด พืชแทบทั้งหมดต้องใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งอาหาร หากในป่าใต้พิภพแห่งนี้มีเพียงแสงจาง ๆ จากศิลาเรืองแสงบางจุดเท่านั้น เป็นที่น่าสงสัยถึงวิธีการอยู่รอดของพืชขนาดใหญ่เหล่านี้
ต้นไม้ใบหญ้าแม้จะมีสีซีดจางแต่ก็ไม่ได้แคระแกรนหรือแสดงท่าทีขาดแคลนอาหารเลยแม้แต่น้อย ยังคงเติบโตสูงใหญ่จนเป็นป่ารกทึบได้อย่างง่ายดาย บรรดาสรรพสัตว์ในที่นี้เพียงแค่ที่นิทานสามารถพบได้ในระยะไม่ไกลนักก็ถือว่ามีมากมายแล้ว ไม่เพียงสัตว์อสูรเท่านั้น ยังมีสัตว์ป่าธรรมดา ๆ ทั่วไปอีกมากมาย แมลง วิหค และเห็ดรา เป็นระบบนิเวศแบบปิดที่คงอยู่ได้ด้วยตัวมันเองโดยสมบูรณ์
“กว้างมากเลยนะคะเนี่ย” ฟาง หมิงพูดขึ้นจากบนต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง แม้เธอจะไม่ได้เชี่ยวชาญการต่อสู้มากนัก แต่ในฐานะนักสลักเอกแล้วแค่การปีนต้นไม้นั้นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
“คุณนิทานพอจะกะขนาดของที่นี่ได้มั้ยครับ” เพชฌฆาตดื่มน้ำอึกใหญ่ ขณะนี้พวกเขาตัดสินใจนั่งพักกันอยู่ที่หน้าทางลาดลงตรงชายแดนป่า
ด้วยขนาดของป่าและความรกชักเช่นนี้ การจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปไม่ใช่เรื่องฉลาดเลย
นิทานกำหนดจิตของตนเพื่อตรวจสอบพื้นที่ หากเมื่อเลยออกไปเกินระยะหนึ่งร้อยเมตรภาพทั้งหมดก็ราวกับถูกม่านสีดำปิดคลุมไว้ ไม่สามารถเห็นสิ่งใดได้เลย เขาหันไปหาคีตาเพื่อดูว่ามันสามารถเห็นได้ชัดหรือไกลกว่าเขาหรือไม่ จะอย่างไรคำแห่งพลัง อาณาเขต ก็เป็นของคีตา เวลามันใช้งานจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า
คีตาเพียงส่งภาพโดยรวมมาให้เขา มันเพียงตรวจสอบรอบ ๆ ได้ไกลกว่านิทานเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็ยังไม่แม้แต่จะถึง 300เมตรเสียด้วยซ้ำ
นิทานเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ ถึงจะดีกว่าเขาแต่ก็ยังน้อยมากอยู่ดี
งั้นคงต้องให้คีตาเป็นคนตรวจจับไปยาว ๆ เลย จมูกกับหูของมันจะมีประโยชน์มากในสถานการณ์อย่างนี้ แม้จะน้อยลงมากแต่ข้อมูลนี้ก็ยังมีประโยชน์มากอยู่ดี มองในแง่ดีเรายังสามารถป้องกันการลอบโจมตีและสำรวจเส้นทางเบื้องหน้าได้ แค่ไม่สามารถตรวจสอบอันตรายไกลตัวหรือทำแผนที่ได้เท่านั้น
“ไม่ได้เลยครับ พลังของผมโดนบางอย่างขัดขวางอยู่ ระยะตรวจจับน้อยลงมาก” นิทานส่ายหน้าตอบ
“พลังตกค้างของผู้แสวงวิถีสินะครับ บางทีอาจจะเป็นพลังแบบเดียวกันกับที่จำกัดระดับพลังก็ได้” โฮโจวิเคราะห์ หลายคนเรียกมันว่าคำสาป แต่โฮโจไม่คิดเช่นนั้น
“ถ้าการตรวจจับของคุณนิทานใช้งานไม่ได้แบบนี้เราคงต้องเดินทางกันช้า ๆ แล้วล่ะค่ะ” เลโอเสนอ ในเมื่อไม่มีความสามารถตรวจจับคอยช่วยเหลือแล้ว การฝ่าดงป่าเช่นนี้นั้นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก
“ไม่ถึงขั้นนั้นครับ ผมยังตรวจจับการลอบโจมตีและพื้นที่รอบตัวพวกเราได้ แค่ไม่ถึงขั้นสามารถหาตัวอันตรายจากไกล ๆ หรือทำแผนที่ให้เหมือนชั้นก่อนหน้าได้ครับ” นิทานเสริม แม้ประสิทธิภาพจะลดลงแต่ระยะ 300เมตรนี้ก็มากพอแล้วสำหรับการป้องกันตัว
ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินนิทานพูดเช่นนั้น การที่มีนักตรวจจับฝีมือฉกาจอยู่ใกล้ตัวเวลาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนั้นน่าอุ่นใจอย่างไม่น่าเชื่อ
“พอจะพบร่องรอยอะไรรอบ ๆ บ้างมั้ยครับ ดูจากขนาดแล้วถ้าให้เดินหาสุ่ม ๆ น่าจะกินเวลามากโข” อิซึมิถามขึ้น
เป้าหมายของการขุดค้นของพวกเขาคือข้อมูลการผสมข้ามสายพันธุ์ของขุนนางพันธุ์ผสม มันสมควรอยู่ในห้องทดลอง ห้องส่วนตัว หรือห้องทำงานของขุนนางพันธุ์ผสม ไม่เหมือนกับสมบัติที่เขาเหลือทิ้งไว้ที่ควรจะอยู่ในห้องสุสานหรือห้องเก็บสมบัติ
ส่วนเป้าหมายสำหรับการเข้ามาครั้งแรกนี้เป็นเพียงการตรวจสอบป่าใต้พิภพนี้เท่านั้น เมื่อได้ข้อมูลมากพอหรือยืนยันแล้วว่ามีส่วนที่ลึกลงไปอีก พวกเขาสามารถเตรียมตัวมาใหม่ครั้งหน้าได้
หากโชคดีห้องที่พวกเขาตามหาอาจจะไม่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของสุสานก็เป็นได้ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่สิ่งที่พวกเขาต้องการจะอยู่ในชั้นนี้ บางแห่งในป่าใต้พิภพนี้ ไม่จำเป็นต้องไปกลับหลาย ๆ รอบ
หากนิทานสามารถหาร่องรอยของสิ่งที่พวกเขาควรจะสำรวจในชั้นนี้ได้ พวกเขาจะได้ตั้งเป้าหมายกันได้ชัดเจนมากขึ้นแทนที่จะเดินสุ่ม ๆ
“ขอโทษด้วยครับ แต่รอบตัวเราตอนนี้มีแต่ป่าเลยครับ ผมไม่เจอร่องรอยอะไรที่พอจะใช้นำทางได้เลย” นิทานส่ายหน้า ตัวเขาเองนั้นตั้งใจหาร่องรอยตั้งแต่ลงมาแล้ว เพียงแต่ว่าเขาไม่พบเจออะไรจริง ๆ
ทุกคนพยักหน้ารับ แม้จะไม่โชคดีถึงเพียงนั้นแต่การมีนักตรวจจับคอยระวังรอบตัวให้ก็ดีมากแล้ว ทั้งหมดประชุมเรื่องเป้าหมายสำหรับการสำรวจก่อนเตรียมตัวเข้าป่า
“เช่นนั้นคราวนี้พวกเราจะมุ่งป่าเป็นเส้นตรงตัดผ่านแนวป่าไปเลยเพื่อเข้าถึงส่วนลึก หากส่วนกลางมีสัตว์อสูรที่อันตรายมากเกินไปพวกเราจะเดินอ้อม โดยวนทวนเข็มนาฬิกาเพื่อไปยังอีกฟาก” โฮโจสรุป
“หากเจอสิ่งปลูกสร้างที่ดูมีร่องรอยเราจะเข้าสำรวจ หากไม่พบอะไรเลยทั้งส่วนลึกและสิ่งปลูกสร้าง เราจะวนตามขอบเพื่อหาทางลงไปต่อ หากยังไม่พบอะไรอีกเราจะกลับขึ้นไปก่อนเพื่อเตรียมการตรวจสอบพื้นที่ป่าให้ชัดเจนกว่านี้”
“การต่อสู้เราจะไม่ไล่สังหารสัตว์อสูรทั้งหมด หากตัวไหนไม่มีท่าทีต่อสู้ก็ให้ปล่อยไป หากตัวไหนดูต้องเสียเวลาในการต่อสู้มากเราจะหลบเลี่ยง เป้าหมายเราคือการหาข้อมูล ไม่ใช่กวาดล้าง” โฮโจกล่าวย้ำ
แม้พวกเขาทั้งหมดจะเป็นผู้ขีดเขียนชะตาที่มีความสามารถในการต่อสู้สูงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขายินดีจะสู้กับสัตว์อสูรจำนวนมหาศาลอย่างไร้เหตุผล อย่างที่โฮโจว่า เป้าหมายของพวกเขาคือข้อมูลชุดนั้น ไม่ใช่การกวาดล้าง
มีความเป็นไปได้สูงที่ป่าใต้พิภพนี้จะมีสัตว์อสูรระดับอริยะมากกว่าหนึ่ง แม้พวกเขาจะมีนิทานอยู่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสามารถโยนภาระทั้งหมดไปให้นิทานได้ ไม่รวมถึงความเสี่ยงเรื่องความผิดพลาดอีก ทางที่ดีที่สุดคือพวกเขาบรรลุภารกิจโดยที่ไม่ต้องต่อสู้
“การเดินตัดป่าที่เราแทบไม่รู้ขนาดแบบนี้เราอาจจะเข้าไปถึงส่วนลึกโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะคะ เราควรกำหนดระยะให้ชัดเจนก่อนดีมั้ยว่าเราจะเดินทางเป็นเส้นตรงถึงเท่าไหร่” เลโอเสนอขึ้น
นิทานพยักหน้าเห็นด้วย หากไม่ติดเรื่องที่เขาไม่ได้มีเวลาทั้งวันและเดินทางกันมาเป็นกลุ่มแบบนี้ นิทานคงเลือกเดินทางไถขอบของทั้งป่ากับคีตาก่อนรอบหนึ่งเพื่อกะระยะพื้นที่แล้ว
“กะด้วยสายตาแล้วป่านี้ใหญ่กว่าเขาวงกตข้างบนพอตัวเลยครับ เขาวงกตข้างบนเส้นผ่านศูนย์กลางคงราว ๆ ร้อยกิโลเมตรได้ งั้นเราตีว่าเดินทางเป็นเส้นตรงประมาณ 75-80 กิโลเมตรแล้วค่อยเริ่มวนทวนเข็มก็ได้ครับ” นิทานเสนอ
“ถ้าเป็นระยะขนาดนั้นแถมยังมีป่ารกทึบแบบนี้สมควรกินเวลาเป็นสัปดาห์เลยนะครับ” อิซึมิถอนหายใจ ภารกิจครั้งนี้ดูจะยากกว่าที่ประเมินไว้ ยิ่งพอพวกเขาได้มาเห็นป่าใต้พิภพด้วยตนเองเช่นนี้แล้ว
“งั้นเราเอาเป็นระยะเวลามั้ยคะ เราใช้เวลาไปสองวันเต็มแล้วในการมาถึงที่นี่ เราสำรวจเป็นเส้นตรงให้ได้มากที่สุดภายในเวลา 5 วัน เมื่อครบกำหนดหนึ่งอาทิตย์ก็ค่อยถอนตัว” ฟาง หมิงกล่าวขึ้น
ทุกคนมองหน้ากันเล็กน้อยแล้วจึงพยักหน้าตกลง หากกำหนดเป็นเวลาเช่นนี้พวกเขาจะได้กะปริมาณสมบัติและพลังที่ใช้ได้ถูกต้องด้วย และเวลา 5 วันก็มากพอจะให้พวกเขาสำรวจป่าใต้พิภพนี้ได้มากพอจะปรับตัวสำหรับการขุดค้นครั้งต่อไป
“งั้นก็มุ่งหน้าเป็นเส้นตรงเป็นเวลา 5 วัน หากเจอสิ่งที่น่าสนใจค่อยออกนอกเส้นทาง ถ้าถึงส่วนกลางไวเราก็วนทวนเข็ม แล้วค่อยใช้ไข่มุกอินทนิลเคลื่อนย้ายออก ตกลงนะครับ” โฮโจกล่าวสรุปอีกครั้ง ยิ่งเข้าใกล้ข้อมูลชุดนั้นที่เป็นประโยชน์ต่อตระกูลมากเท่าใด ความมุ่งมั่นตั้งใจของโฮโจก็มากขึ้นเท่านั้น
ทั้งหมดตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว กลุ่มขุดค้นจึงเริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง หากเพราะครั้งนี้พื้นที่ป่านั้นรกและยากแก่การเดินทาง ไม่เหมือนชั้นเขาวงกตที่เป็นทางเดินอันแสนสะดวกและกว้าง รูปขบวนของพวกเขาจึงต้องได้รับการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย
คีตาขึ้นหน้าสุด ทิ้งระยะจากกลุ่มขุดค้นเล็กน้อยเพื่อสำรวจเส้นทาง มันไม่มีปัญหาเรื่องคววามรกของป่าแม้แต่น้อย มันคล่องแคล่วมากพอจะเดินเหินได้ตามปกติ ตามมาด้วยเพชฌฆาตและอิซึมิเช่นเคย พวกเขาเป็นแนวหน้า แต่ในเมื่อมีคีตาคอยตรวจสอบด้านหน้าแล้ว หน้าที่ของพวกเขาจึงกลายเป็นการถางทางไปโดยปริยาย
พวกเขาสองคนเชี่ยวชาญอาวุธมีคมมากที่สุด จึงช่วยกันถางทางให้แก่คนด้านหลัง
โฮโจ เลโอ และฟาง หมิงนั้นเป็นแถวถัดมา พวกเขาทั้งสามมีหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันตลอดเวลา แม้พวกเขาจะไว้ใจนิทานและคีตาแค่ไหนหากความไม่ประมาทก็ไม่เคยทำร้ายใคร หากเกิดเหตุผิดพลาดใดศรของโฮโจและการสนับสนุนของเลโอจะไปถึงในทันที
ด้านหลังสุดคือนิทานเพียงผู้เดียว ทางด้านหลังในป่าเช่นนี้นั้นอันตรายเป็นพิเศษ เป็นเรื่องปกติที่สัตว์อสูรจะเลือกลอบโจมตีจากทางด้านหลัง ด้วยเพราะความอันตรายและการที่ต้องระมัดระวังรอบตัวตลอดเวลา เขาจึงรับหน้าที่คนดูหลังไปโดยปริยาย
แม้จะไม่มีคีตาเคียงข้างหากระยะตรวจจับของคีตาก็คลอบคลุมถึงเขา เขายังมีประสบการณ์และสัญชาตญาณอันเฉียบคม สามารถดูแลตนเองได้ไม่ยาก ยังมีการที่พอคีตาพบเจออะไรก่อนเขายังสามารถส่งข่าวและให้ข้อมูลเรื่องการเดินทางในป่าแก่สมาชิกได้อีกด้วย
ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือควันไล่แมลงที่เขาใช้พืชพิเศษที่เขาพบในป่านี้มาเผาไล่แมลงมีพิษควบคู่กับกำยานที่พวกเขาพกมา ป่าใต้พิภพแห่งนี้นั้นเป็นระบบนิเวศอันแสนจำเพาะดังนั้นเขาจึงจะใช้พืชที่แมลงเกลียดของท้องถิ่นเพื่อเสริมการป้องกัน
ยังมีเรื่องพืชหน้าตาประหลาดที่อาจมีพิษได้ยามสัมผัส นิทานต้องคอยชี้ถึงพืชที่เขาไม่รู้จักเช่นนี้เสมอ ๆ ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าพิษของป่าใต้พิภพนี้จะถูกรักษาได้ด้วยเลโอทั้งหมด
ร่มปกปักหทัยที่ถูกเก็บเอาไว้ในกระเป๋าบรรจุวังตั้งแต่เริ่มต้นภารกิจนั้นถูกเอาออกมาพาดบ่า สถานที่นี้แม้จะไม่ถึงกับคุกคามชีวิตของนิทานได้โดยง่าย แต่ก็เป็นอีกระดับกับเขาวงกตโดยสิ้นเชิงในด้านความอันตราย อาวุธประจำตัวถูกพกพาไว้ข้างกายอีกครั้ง
บนเขาวงกตเขานั้นมุ่งอยู่แต่กับการฝึกท่าประสานหัตถ์จึงไม่ได้ใช้ร่มปกปักหทัยเลย การประสานหัตถ์ระยะไกลนั้นต้องใช้สมาธิและความละเอียดอ่อนสูงมาก ดังนั้นการต้องแบ่งพลังสมาธิไปใช้พลังจิตวิญญาณคลุมร่มปกปักหทัยไว้ตลอดเวลานั้นเปลืองสมองเกินไป
แต่ป่าใต้พิภพนี้ไม่เหมือนกัน ระดับความอันตรายสูงกว่ามาก เขาจำเป็นต้องมีสิ่งที่สามารถใช้ป้องกันตัวได้ในเวลาคับขัน
ไอความเย็นของร่มปกปักหทัยทำให้นิทานยิ้มออก เขาเข้าเขาวงกตนี้มาหลายวันแล้วและไม่มีโอกาสนำร่มออกมาใช้เลย เขาคิดถึงความเย็นสบายของมัน สมาชิกทางด้านหน้าลอบหันมามองนิทานที่นำร่มพาดบ่าอันเป็นท่าทางที่พวกเขาคุ้นเคย
ด้วยความเชื่องช้าของการเดินทาง แม้พวกเขาจะไม่ได้พักผ่อนในคืนที่สองแต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกหนึ่งวันจนถึงคืนวันที่สาม กลุ่มขุดค้นสามารถขึ้นหน้ามาได้เพียงไม่ถึงสิบกิโลเมตรเท่านั้น