ขุนปราบกามสวาท
ตอนที่ 51 | ต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้
"ขอบคุณมากขอรับ ถ้าพวกเราไม่ได้พระอาจารย์ช่วยไว้ พวกเราคงแย่กันไปแล้ว" ทัพกล่าวขอบคุณหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากพระอาจารย์ ซึ่งพระภิกษุผู้นี้มีชื่อว่าคง และพระอาจารย์คงก็เป็นคนที่สอนวิชาอาคมให้ทัพนั่นเอง
พระอาจารย์คงเล่าว่าเขานั้นรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน และชะตาชีวิตของทัพที่กำลังจะขาดสะบั้นลง เขาก็เลยรีบเดินทางไปที่เรือนของทัพ แต่พอไปถึงก็ไม่ทันซะแล้ว ที่นั่นมันเละเทะไปหมด เขาที่เดินตามหาทัพก็ได้เห็นว่าเขานั้นหลับใหลอยู่ภายใต้ก้อนอำพันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และที่ต้นไม้ต้นใหญ่นั้นก็ยังมีอำพันอีกสองก้อนที่มีผู้หญิงอีกสองคนหลับใหลอยู่ใต้นั้น ซึ่งมันก็เป็นอำพันที่ไม่สามารถทำลายได้ เขาก็เลยพาอำพันทั้งสามก้อนนั้นกลับมาที่วัดล้างกลางป่าแห่งนี้
"ไม่เป็นอะไร คนที่เอ็งควรขอบคุณ คือคนที่สร้างอำพันนี้ขึ้นมาคลุมตัวเอ็งไว้ต่างหาก เพราะอำพันนี้มันช่วยรักษาชีวิตเอ็งเอาไว้ ข้าก็แค่พาเอ็งมาหลบในที่ปลอดภัยเท่านั้น" พระอาจารย์ตอบ ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ เพราะอำพันที่บุษบาสร้างขึ้นมานั้น มันได้เพียงแค่ช่วยปกป้องอันตรายจากภายนอกเท่านั้น แต่มันยังถูกอัดแน่นไปด้วยพลังเวทย์แห่งการรักษาและเยียวยา ซึ่งมันจะแตกออกมาก็ต่อเมื่อ สิ่งที่อยู่ข้างในกลับมาเป็นปกติแล้วเท่านั้น
"...." ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็ยิ่งคิดถึงบุษบาขึ้นไปกันใหญ่ เพราะจากที่คำแก้วเล่าให้ฟัง เขานั้นหลับไปได้ราวๆ เจ็ดวันแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้เขาเป็นห่วงนางเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่รู้เลยว่านางนั้นเป็นตายร้ายดียังไง
"เอ็งไม่ต้องกังวลไปหรอกทัพ นางยังไม่เป็นอะไร และเอ็งก็รู้ดีว่าการไปยังพิภพหิมพานต์ในตอนนี้มันยังไม่มีประโยชน์อันใด เอ็งก็เห็นแล้วไม่ใช่รึว่าสัตว์วิเศษจากที่นั่นแข็งแกร่งเพียงใด" พระอาจารย์ที่อย่างกับอ่านใจทัพได้ก็พูดขึ้นมา
"แต่ถ้าไปช้ากว่านี้ กระผมกลัวว่า...." ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็แย้งขึ้นมาทันที เพราะว่าเขานั้นเป็นห่วงบุษบาเหลือเกิน แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ พระอาจารย์ก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
"เอ็งรู้ทางเข้าพิภพหิมพานต์รึ แล้วถ้าเอ็งเข้าไปที่นั่นได้เอ็งมั่นใจรึว่าจะเอาชนะมังกรขาวตัวนั้นได้" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็ไม่มีอะไรจะพูดแย้งอาจารย์ของเขาเลย เพราะทุกอย่างที่พระอาจารย์พูดมามันถูกทั้งหมด เขาไม่รู้เลยว่าพิภพหิมพานต์นั้นไปยังไง และเขาก็รู้ตัวดีว่าเขานั้นไม่สามารถเอาชนะมังกรขาวตัวนั้นได้ "อยู่พักฟื้นที่นี่ไปก่อน แล้วก็หมั่นทบทวนทุกวิชาที่ข้าสอน เมื่อถึงเวลาข้าจะบอกทางไปพิภพหิมพานต์กับเอ็งเอง"
"จริงหรอครับพระอาจารย์" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้น ก็ถามพระอาจารย์กลับไปทันที
"ข้าเคยโกหกเอ็งสักครั้งไหมล่ะ กลับไปที่โบสถ์ได้แล้วข้าจะเข้ากรรมฐาน"
"ขอรับพระอาจารย์" ทัพพูดพร้อมกับก้มกราบลาพระอาจารย์ จากนั้นเขาก็เดินออกจากกลดของพระอาจารย์ที่ปักอยู่กลางป่าไป เพื่อตรงกลับไปหาคำแก้วที่ดูแลนารีที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอำพันอยู่ พลั่บ!!!!! โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าพระอาจารย์ของเขานั้นได้เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นพญานาคงดตัวอยู่ที่ใต้ลุกไหม้นั้น
"เป็นเช่นไรบ้าง" ทัพที่กลับเข้ามาถึงในโบสถ์แล้ว ก็ถามคำแก้วที่นั่งดูนารีอยู่ ซึ่งนางก็ยังคงหลับใหลอยู่ในอำพันสีเหลืองอมส้มนั้นเหมือนเดิม
"ถ้านับจากวันแรกนางก็มีอาการที่ดีขึ้นมาเจ้าค่ะท่านพี่" คำแก้วตอบพลางหันใบหน้าสวยมามองหน้าทัพ นางนั้นตื่นขึ้นมาก่อนทัพราวๆ 5 วัน จะบอกว่านางเป็นคนที่ได้รับบาดแผลจากการต่อสู้น้อยที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ถึงแบบนั้นนางก็เป็นหนึ่งในคนที่ทุกข์ใจที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะนางนั้นกลัวเหลือเกิน กลัวว่าตัวเองจะเป็นคนเดียวที่ลืมตาตื่นขึ้นมา
"ขอบใจน้องมากนะที่ช่วยดูแลพี่กับนารีเป็นอย่างดี ถ้าหากว่าพี่แข็งแกร่งมากกว่านี้ล่ะก็ พี่คงจะปกป้องทุกคนไว้ได้" ทัพพูดพลางมานั่งลงที่ข้างกายของนาง คำแก้วที่ได้ฟังแบบนั้นก็ขยับฝ่ามือเรียวบางไปกุมมือทัพเอาไว้
"ไม่ใช่เลย การที่เราพ่ายแพ้มันไม่ใช่ความผิดของพี่เลย เรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันมีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก และน้องก็รู้ดีว่าไม่มีใครถือโทษโกรธพี่เลย" จากนั้นนางก็พูดปลอบใจเขา พร้อมกับขยับฝ่ามืออีกข้างขึ้นไปจับกรอบใบหน้าเขา เพื่อให้เขาใจเย็นลง ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็ขยับมือขึ้นมากุมมือของนางข้างที่จับใบหน้าตัวเองอยู่
"ขอบใจนะที่น้องยังอยู่ข้างพี่ พี่ขอออกไปสูดอากาศข้างนอกสักเดี๋ยวนะ" เขาพูดนางก่อนที่จะเดินออกจากโบสถ์นั้นไป แล้วเดินตรงเข้าไปตรงชายป่าข้างๆ โบสถ์จากนั้นก็เริ่มทำอะไรบางอย่าง
พลั่บ!!! ทัพที่เดินมาถึงจุดที่เป็นพื้นราบ ก็เรียกดาบเล่มคู่ใจทั้งสองเล่มออกมา ก่อนที่จะร่ายอาคมท่อนคาถาปลุกยันต์กระทิงไฟที่แผ่นหลังขึ้นมา ไอน้ำลอยปะทุขึ้นมาจากเรือนร่างเขาอย่างช้าๆ พร้อมกับผิวกายที่ค่อยๆ กลายเป็นสีแดงเข้ม อักขระเลขยันต์ทั้งตัวเอง ก็เปล่งแสงสีทองอมเหลืองออกมา จากนั้นใบดาบเหล็กไหลสีดำขลับก็ค่อยๆ ลุกไหม้ขึ้นแล้วกลายเป็นสีแดงฉาน
"พี่ขอสาบานด้วยวิญญาณ ว่าจะพาน้องกลับมาให้ได้ บุษบา" หลังจากสิ้นเสียงพูดของเขา ทัพก็เริ่มร่ายรำเพลงดาบที่เขาร่ำเรียนมาทันที คมดาบที่ถูกฟาดลงไปที่อากาศ เกิดเป็นแรงกดอากาศพัดไปมาทั่วทั้งผืนป่าบริเวณนั้น จนใบไม้ที่หลุดร่วงลงมาปลิวไสวไม่ได้ตกถึงพื้น ซึ่งเขาก็ร่ายรำอยู่แบบนั้น ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงกลางดึกแบบไม่หยุดพักมาโดยตลอด
"พี่ทัพ......" คำแก้วที่มายืนดูอยู่ห่างๆ ก็เป็นห่วงเขาเป็นอย่างมาก แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะสายตาของทัพในตอนนี้นั้นดูมุ่งมั่นเหลือเกิน และนางก็รู้ดีว่าถ้าคนรักของตัวเองตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ก็ไม่มีทางใดเลยที่จะหยุดยั้งความตั้งใจของเขาได้
"ย๊า!!!!" ร่างกายของทัพในตอนนี้นั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อไปทั่วทั้งผิวกาย แต่เม็ดเหงื่อเหล่านั้นก็ค่อยๆ ระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำในอากาศ เพราะอุณหภูมิของร่างกายเขานั้นสูงมาก พลั่บ!!! สวบ!!! พลั่บ!!! คมดาบถูกกวัดแกว่งไปมา ตามกระบวนท่าของดาบอาฐมาท ตั้งแต่กระบวนท่าแรกไปจนกระบวนท่าสุดท้ายซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น จนพื้นดินยุบลงไปตามรอยย่ำเท้าของเขา เพราะเขานั้นย่ำอยู่ในจุดเดิม และองศาเดิมตลอด ลำต้นของต้นไม้เองก็มีรอยบากจางๆ ตามแรงอัดอากาศที่พุ่งมาตามวิถีดาบขอเขา
ฉ่า ฉ่า ฉ่า~~ ส่วนใบดาบสีแดงฉานก็ยังคงลุกไหม้ต่อไปไม่หยุด จนพื้นที่บริเวณนั้นมีไอร้อนปะทุขึ้นมารอบๆ ตัวของทัพ เพราะเขาความร้อนที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งคมดาบสีแดงฉานของเขา ที่สะท้อนแสงจันทร์ในยามค่ำคืนมันก็งดงามไม่ใช่น้อย ถึงมันจะเร็วมากจนมองแทบไม่ทัน แต่คำแก้มที่ยืนมองอยู่ก็สัมผัสถึงความงดงามของเพลงดาบที่ทัพกวัดแกว่งออกมาได้
"ฮ่าส์ ฮ่าห์ ฮ่าส์" ทัพในตอนนี้นั้นเหนื่อยจนแทบจะหายใจไม่ทัน แต่เขาก็ยังคงกัดฟันและกวัดแกว่งคมดาบต่อไป เขารู้สึกได้เลยว่าตัวเองนั้นอ่อนแรงลงทุกครั้งที่กวัดแกว่งคมดาบออกไป แต่ทว่าคมดาบที่ฟาดฟันออกไปนั้น มันก็เฉียบคมขึ้นทุกครั้งเช่นเดียวกัน เขาฟาดฟันคมดาบไปด้วยทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นไปด้วย ว่าเหตุใดเขาถึงแพ้ เหตุใดเขาถึงปกป้องทุกคนไม่ได้ จนเขาเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างจนแจ่มแจ้ง ว่ามันเป็นเพราะตัวเขายังแข็งแกร่งไม่พอ เขาก็เลยหยุดกวัดแกว่งคมดาบต่อไปไม่ได้ เขาจะหยุดกวัดแกว่งมันก็ต่อเมื่อตัวเองแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้
"หยุดสักทีพี่ทัพ พี่อยู่แบบนี้มาเจ็ดวันแล้วนะ ได้โปรดหยุดสักที" คำแก้วที่เห็นทัพกวัดแกว่งคมดาบอยู่แบบนี้ไม่ไปไหนมาติดต่อกันตลอดเจ็ดวัน ก็ทนเห็นมันอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว นางตะโกนพูดกับเขาด้วยเสียงสะอื้น เพราะกลัวว่าเขานั้นกวัดแกว่งดาบจนตายไป
"ฮ่าห์ ฮ่าส์ ย๊า!!" แต่ทว่าทัพก็ยังคงกวัดแกว่งคมดาบต่อไป ผิวกายของเขาในตอนนี้มันแดงก่ำไม่ต่างอะไรกับใบดาบอันแดงฉานของเขาเลย ไอน้ำที่มันระเหยขึ้นมาจากตัวเขาไม่หยุด จนขึ้นเป็นมองปกคลุมบริเวณนั้นเต็มไปหมด สิ่งที่นางมองเห็นมีเพียงแค่แสงจากใบดาบที่ขยับไปมาเท่านั้น
"พี่ทัพน้องขอร้อง ได้โปรดหยุดสักที" นางที่เห็นว่าเขาไม่หยุดร่ายรำสักทีก็ยิ่งเป็นห่วงขึ้นไปกันใหญ่ นางในตอนนี้นั้นจิตใจย่ำแย่เป็นอย่างมาก นารีก็ไม่ยอมฟื้นขึ้นมาสักที ทัพก็เอาแต่รำดาบไม่แม้จะกินอาหารที่นางเตรียมมาให้ นางที่เริ่มเครียดสะสมมาเป็นเวลานานก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองจะทำยังไงต่อไป
"อีกเดี๋ยว อดทนรออีกนิดโยมสีกา ประเดี๋ยวทัพก็จะหยุดแล้ว" แต่ในตอนที่นางดำดิ่งเสียงของพระอาจารย์คงก็ดังขึ้นมา นางที่ได้ยินแบบนั้นก็หันหน้าไปตามที่มาของเสียงนั้น ถึงได้เห็นว่าพระอาจารย์เองก็กำลังยืนมองทัพอยู่
พลั่บ!!!!! หลังจากที่พระอาจารย์พูดจบไปได้ไม่นาน ก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างตกลงมากระทบพื้น พร้อมกับแสงจากใบดาบที่หายไป และเสียงไอน้ำระเหยที่เงียบลง คำแก้วที่เห็นแบบนั้นก็ยิ่งร้อนใจขึ้นไปอีก เพราะกลัวว่าทัพจะเป็นอะไรไป แต่พอไอน้ำค่อยๆ จางลง แล้วเห็นเงาของทัพที่ยังคงยืนอยู่นางก็ค่อยๆ ใจเย็นลง
"ตัดได้แล้วสินะ ดาบที่แข็งแกร่งเล่มนั้น" จากนั้นพระอาจารย์คงก็พูดขึ้น หลังจากที่เห็นว่าด้ามดาบที่ทัพปล่อยลงไปที่พื้น ใบดาบเหล็กไหลของดาบทั้งสองเล่มนั้นได้หายไปแล้ว ทัพที่หยุดร่ายรำแล้วก็ค่อยๆ หันหน้ามามองคำแก้วพร้อมกับยิ้มให้นาง ก่อนที่จะค่อยๆ หมดสติแล้วเอนตัวล้มลงไป
"พี่ทัพ!!!!" นางที่เห็นแบบนั้น ก็รีบวิ่งตรงเข้าไปหาเขาทันที
โปรดติดตามตอนต่อไป