เหตุการณ์นี้จะทำให้ปรมาจารย์ซูหยานเกิดความสงสัยในการตายของหยางเซี่ยอย่างแน่นอน
แต่จางหลินก็มีเหตุผลมารองรับ นั่นคือพิษหยินแช่แข็งกระดูกที่อยู่ในร่างของหยางเซี่ย! มันจะเป็นหลักฐานชั้นดีที่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจไปที่คนอื่นๆนอกจากจางหลินได้
เมื่อครู่นี้เขาได้ยินคำว่า ‘พิษแช่แข็งกระดูก’ นั่นทำให้เขาตระหนักได้ในทันทีว่าพิษชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์
แม้ว่าความรู้ของเขาที่เกี่ยวกับแคว้นฉู่จะตื้นเขิน แต่หากเกี่ยวข้องกับสามสำนัก เขาเองได้ตรวจสอบทุกสิ่งเท่าที่หามาได้ และพิษแช่แข็งกระดูกถือได้ว่าเป็นพิษที่ขึ้นชื่อสำหรับศิษย์ชั้นในและปรมาจารย์ชั้นสูงของสำนักจักรพรรดิเหมันต์
นั่นหมายความว่าการตายของหยางเซี่ยในครั้งนี้ สำนักจักรพรรดิเหมันต์ต้องกลายเป็นแพะรับบาปแทนตัวของจางหลิน
เขาเพิ่งจะมาเข้าใจเหตุผลที่ปรมาจารย์ซูหยานเลือกที่จะวางยาพิษแทนที่จะสังหารเขาตรงๆ
ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ซูหยานจะรู้ว่าในอดีต ท่านจอมฟ้าแห่งแคว้นฉู่เคยมาเทียบเชิญเขาให้ไปเป็นลูกศิษย์ถึงในตระกูลจาง ส่งผลให้ปรมาจารย์ซูหยานไม่มีความกล้าที่จะลงมือกับตระกูลจางตรงๆ จึงทำได้เพียงสละเม็ดยาระดับ 5 อย่างเม็ดยาหยางหวนคืนให้แก่จางหลิน
โดยที่ปรมาจารย์ซูหยานไม่รู้เลยว่า เหตุผลที่หยางเซี่ยต้องมาตายก็เพราะพลังของเม็ดยาหยางหวนคืนที่ถูกหลอมให้อยู่ในรูปลักษณ์ของใบไม้ แม้กระทั่งพิษแช่แข็งกระดูกที่อยู่ในรูปของใบไม้เช่นกัน
หากปรมาจารย์ซูหยานไม่คิดวางยาพิษเขาในวันนั้น วันนี้เขาคงไม่มีทางสังหารหยางเซี่ยลงได้…
แม้จางหลินคิดจะให้สำนักจักรพรรดิเหมันต์เป็นแพะรับบาป แต่ก็มีแนวโน้มว่าปรมาจารย์ซูหยานอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลจาง เพราะหยางเซี่ยไม่เคยมีความแค้นกับผู้ใดในเมืองหยางโจวนอกจากจางหลิน
สิ่งที่เขาต้องทำเป็นลำดับต่อไปก็คือ อพยพออกจากเมืองหยางโจวพร้อมกับตระกูลจางทั้งหมด และตอนนี้ก็เป็นเวลาที่เขาตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่า จะออกไปผจญโลกภายนอกตามคำเชิญของหลี่เชียนเหม่ย
ด้วยภูมิหลังที่แข็งแกร่งของหลี่เชียนเหม่ย ต่อให้ปรมาจารย์ซูหยานรู้ความจริง เขามั่นใจว่าปรมาจารย์ซูหยานจะไม่กล้าลงมือกับตนอย่างแน่นอน และนั่นยังรับประกันความปลอดภัยของสามพี่น้องตระกูลจางในสำนักจักรพรรดิดาราได้อีกต่างหาก
โดยไม่รอช้าจางหลินค่อยๆพยุงตัวขึ้นมา และตรวจสอบร่างไร้วิญญาณของหยางเซี่ยทุกซอกทุกมุมว่ามีของมีค่าอยู่บ้างหรือไม่
สิ่งที่ติดตัวหยางเซี่ยมีเพียงตำราฝึกฝนพลังหยางและศาสตราวุธระดับ 3 ที่เป็นมีดสั้นเพียงสองเล่ม ทั้งยังมีเหรียญเงินอยู่เป็นจำนวน 10,000 เหรียญ
จากนั้นเขาก็พบกับวัตถุอีกสองชิ้น ชิ้นแรกคือป้ายที่มีตราสัญลักษณ์ของสำนักจักรพรรดิพิรุณ และวัตถุอีกชิ้นคือเหรียญทองแดงที่มีการสลักไว้ว่า 天瑤
“เทียนเหยา? นี่คือเหรียญอะไร?” จางหลินพลิกดูเหรียญทองแดงอย่างสงสัย ไม่นานเขาก็เก็บกลับเข้ากระเป๋า
เขาลุกขึ้นและมองไปยังเข็มพิษที่ยังคงปักคาอยู่ที่ต้นไม้ เขามีความคิดบางอย่างและเลือกที่จะไม่ทำลายหลักฐานแต่อย่างใด
จางหลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และแผดเสียงคำรามดังกังวานไปทั่วทั้งผืนป่า “สมบัติอยู่ที่นี่! สำนักจักรพรรดิเหมันต์ได้สมบัติไปแล้ว!”
สิ้นเสียงคำราม เขารีบกระโจนออกจากที่เกิดเหตุกลับไปยังเส้นทางที่จะนำทางเขาไปที่ทางออกของป่าอสูรร่ำไห้ในทันที
.
.
.
หลังจากนั้นไม่เกินหนึ่งในสี่ของก้านธูป ปรากฏให้เห็นเงาสามเงาที่กำลังพุ่งตรงมาจากทิศตะวันออก
นำมาโดยหยูเป่ยเทียน ฉู่หยานและหยุนเหวินที่กำลังอยู่บนระฆังทองคำที่ข้ามผ่านฟากฟ้า หากแต่พวกเขามีบาดแผลทั่วทั้งร่าง และดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย
โชคยังดีที่วานรกลุ่มนั้นได้ปกป้องพื้นที่เขตแดนของมันเพียงอย่างเดียว และไม่ได้ก้าวล้ำออกมา นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาสามารถหลบหนีออกมาได้โดยที่ไม่ถึงฆาต
“พ๊วก!” หยูเป่ยเทียนกุมท้องและสำลักเลือดออกมาหนึ่งคำ ชุดของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและร่องรอยของการฟกช้ำ ดูเหมือนว่าคนที่ถูกทุบตีมากที่สุดคงหนีไม่พ้นหยูเป่ยเทียน
หยุนเหวินเองก็มีสภาพที่ไม่ดีเช่นกัน แต่ใบหน้าของเขายังคงความสงบไว้ได้หลังจากหลบหนีจากความตายมาได้ “ข้าได้ยินที่เสียงที่คุ้นเคยของใครบางคนมาจากทิศนี้”
เมื่อครู่นี้พวกเขาได้ยินเสียงของชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะกำลังขอความช่วยเหลือ ดังนั้นพวกเขาที่กำลังจะออกจากผืนป่าก็พลันเปลี่ยนทิศทางกลับมายังสถานที่แห่งนี้ในทันที
“ดูนั่น! มีใครบางคนอยู่ที่นั่น!” ฉู่หยานชี้ไปที่มุมๆหนึ่งที่เป็นพื้นที่เตียนเกลี้ยง หยุนเหวินรีบควบคุมระฆังทองคำให้ตรงไปยังพื้นที่เปิดโล่งที่ดูเหมือนว่าจะเกิดการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างผู้ฝึกยุทธ์
เมื่อมาถึงที่ที่เกิดการต่อสู้ สภาพแวดล้อมโดยรอบได้ถูกเผาผลาญไปด้วยจิตวิญญาณยุทธ์คุณลักษณะอัคคีไปไม่น้อย
จู่ๆ ฉู่หยานก็มองเห็นร่างในชุดคลุมสีดำที่กำลังนอนจมกองเลือด และเมื่อเดินไปดูใกล้ๆ ใบหน้าของเขาก็ซีดลงครั้นเห็นว่าร่างนั้นไม่มีหัว!
หยูเป่ยเทียนรีบกระโจนเข้าไปใกล้ ก่อนที่สายตาของเขาจะสบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่คุ้นเคย
มันคือเข็มพิษที่ปักคาอยู่ที่ต้นไม้ ส่งผลให้ต้นไม้ทั้งต้นกลายเป็นซากสีน้ำตาลและไม่มีร่องรอยของความมีชีวิตชีวาอีกต่อไป
ดวงตาของหยูเป่ยเทียนเบิกกว้างเมื่อเขาจดจำเข็มพิษได้ “องค์ชาย! นี่คือเข็มพิษของชายสวมหน้ากากงิ้ว!”
“อะไร!” ฉู่หยานรีบกระโดดลงมาจากระฆังทองคำ
เมื่อเขาเห็นเข็มพิษ ใบหน้าของเขาก็มืดมนในทันที “เป็นมันจริงๆ!”
หยูเป่ยเทียนมองไปรอบๆ ก่อนจะพบเข้ากับร่องรอยของการเผาไหม้ที่คุ้นเคย “พลังทำลายล้างนี้เหมือนกันกับใบไม้เพลิงของชายผู้นั้น”
ขณะเดียวกันหยุนเหวินที่มาถึงร่างไร้หัว “ชายที่โชคร้ายผู้นี้คงจะถูกสังหารโดยคนที่วางยาพิษองค์รัชทายาทใช่หรือไม่?”
ฉู่หยานไม่ได้พูดอะไร เขาทำได้เพียงกำหมัดแน่นอย่างเคียดแค้นพลางเดินไปที่ซากศพไร้หัวเพื่อรอการตรวจสอบ
หยุนเหวินที่วางมือลงบนร่างของชายไร้หัวก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นเฉียบพลัน จนเขาต้องรีบดึงมือกลับมาด้วยความตกใจ “พะ-พิษแช่แข็งกระดูก! ชายผู้นี้ถูกวางยาพิษที่มีต้นกำเนิดมาจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์!”
“พิษแช่แข็งกระดูก?” สีหน้าของหยูเป่ยเทียนมืดมน เหตุการณ์ทุกอย่างพลันถูกปะติดปะต่อกันได้อย่างพอดิบพอดี “นั่นหมายความว่าศัตรูของพวกเราคือคนจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์!”
พวกเขาเข้าใจทุกอย่างได้ในทันที ว่าตัวตนที่เป็นปริศนาของชายหน้ากากงิ้วแท้จริงแล้วมาจากสำนักจักรพรรดิเหมันต์!
แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดสำนักจักรพรรดิเหมันต์จึงคิดที่จะปองร้ายแม้แต่องค์ชายของแคว้นฉู่ แต่การลอบปลงพระชนม์เชื้อสายราชวงศ์มีโทษสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร!
ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องสืบหาต้นตอเรื่องนี้ให้เต็มที่ ว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสำนักจักรพรรดิเหมันต์หรือไม่
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น ใบหน้าของฉู่หยานเริ่มที่จะบิดเบี้ยว ดวงตาของเขาปกคลุมด้วยหมอกแห่งความอาฆาต “หลังจากกลับไป ข้าจะไปเยือนสำนักจักรพรรดิเหมันต์เป็นการส่วนตัว! และจะลากคอไอ้สารเลวนั่นออกมา!”