รุ่งอรุณของวันนั้น แสงทองแรกสาดผ่านกำแพงวังหลวงเสียงฆ้องกลองดังก้องทั่วนคร วันอภิเษกสมรสของแม่ทัพชิวจิ้นอันกับคุณหนูสามเฉินฟางซินถูกจัดขึ้นภายในวังหลวงด้วยพระราชานุญาตจากฮ่องเต้เอง เรียกได้ว่า “เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปี” แม้ว่าเรื่องนี้จะถูกแจ้งก่อนวันแต่งงานเพียงไม่กี่วัน แต่การจัดเตรียมภายในล้วนแล้วแต่ไร้ที่ติ
ภายในท้องพระโรงประดับด้วยผ้าไหมสีแดงสด มังกรทองสลักทั่วเสาพื้นโรยกลีบเหมยหอมละมุนจนทั่วบริเวณเหล่าขุนนางในชุดทางการสีเข้มเรียงรายอยู่สองข้างเสียงประโคมดังขึ้นพร้อมกับขบวนเจ้าสาวที่เคลื่อนเข้ามาอย่างสง่างาม
เฉินฟางซินก้าวย่างในชุดเจ้าสาวสีแดงปักทองลวดลายงดงามซึ่งนางเป็นผู้ปักเองด้วยมือ ทุกฝีเข็มสะท้อนถึงความมั่นคงและรักอันลึกซึ้งที่มีต่อชิวจิ้นอัน
“เจ้าสาวงามยิ่งกว่านางฟ้า…”
“ชุดนั้น… ลายปักละเอียดถึงขั้นที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน!”
เสียงซุบซิบชื่นชมดังไม่ขาดสายขณะชิวจิ้นอันในชุดเจ้าบ่าวสีดำทองยืนรออยู่ปลายทางอย่างมั่นคง เขามองนางเพียงผู้เดียว…ในสายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ไม่เคยมีให้ใคร
ในงานเดียวกันนั้นยังมีการจัดพิธีสมรสพร้อมกันอีกสองคู่แต่กลับมิมีผู้ใดสนใจเท่าใดนัก เฉินเจียวอวี่เข้าพิธีแต่งงานกับคุณชายใหญ่จวนกั๋วกง ฝูเหวินห้าว และเฉินลี่หมิงที่แต่งกับ หนิงเจิ้งอี้ คุณชายใหญ่จวนหนิงโหวแต่ทั้งคู่ได้แต่งเป็นเพียง “ภรรยารอง” จึงมิได้ออกแสดงตัวเช่นเฉินฟางซิน แม้งานจะจัดวันเดียวกัน แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า… “คู่ของแม่ทัพชิวจิ้นอันและเฉินฟางซิน” คือคู่ที่แท้จริงของวันนี้อีกสองคู่เพียงจัดให้ตามคำร้องขอของสายรองตระกูลเฉินเพื่อรักษาหน้าเท่านั้น
“เหตุใดองค์ฮ่องเต้ถึงได้ทรงขอเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานกันนะ”
“นั่นสิ…หรือเพราะแม่ทัพชิวเป็นบุตรชายของท่านชิวอ๋องน้องชายของพระองค์กัน”
“คงจะใช่ เพราะดูเหมือนชิวอ๋องจะไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ได้ส่งของขวัญมาแทน”
เฉินเจียวอวี่ยืนเคียงฝูเหวินห้าวสีหน้าเรียบเฉยแต่สายตาแฝงความเสียดายลึก ๆ ในใจยังคงหวังว่าหากเกิดเหตุบางอย่างขึ้น นางอาจได้เป็นเจ้าสาวของชิวจิ้นอันแทนเฉินฟางซิน มิต่างจากฝูเหวินห้าวที่คิดถึงอยากได้เฉินฟางซินคืน
ส่วนเฉินลี่หมิงในชุดเจ้าสาวสีชมพูจาง ๆ แววตาเต็มไปด้วยความริษยา นางมองเฉินฟางซินซึ่งอยู่กลางเวทีด้วยสายตาอาฆาต
“นั่น…ทุกคนมองแต่นาง ข้าจะไม่ยอมแพ้…งานนี้ข้าจะทำให้นางอับอายให้ได้”
เฉินลี่หมิงลอบส่งสัญญาณให้สาวใช้ของนาง นำ “เหล้ามงคลปลอม” ไปสลับในโต๊ะเจ้าบ่าวเจ้าสาว เหล้านั้นผสมยาชาอ่อน ๆ ที่จะทำให้ผู้ดื่ม “หมดแรงและพูดไม่ชัด” นางตั้งใจให้เฉินฟางซินดื่มแล้วพูดผิดขั้นตอนในงานพิธีเพื่อให้อับอายต่อหน้าองค์ฮ่องเต้
ขณะเดียวกันฝูเหวินห้าวเองก็มีแผนในใจ ชายหนุ่มวางแผนกับคนของเฉินเจียวอวี่หวังจะ “สลับเจ้าสาว” ก่อนเริ่มพิธี โดยให้เฉินฟางซินเดินไปยังแท่นของเขาแทน แต่สิ่งที่ทั้งคู่ไม่รู้คือชิวจิ้นอันรู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้น…ด้วยเขาได้ส่งคนของตนจับตาดูทุกการเคลื่อนไหว และเมื่อเห็นสาวใช้ของเฉินลี่หมิงกำลังนำถาดเหล้าปลอมเข้ามามือข้างหนึ่งของเขาก็ยื่นออกไปขวาง
“เจ้าคิดจะนำเหล้าให้ผู้ใด”
“ปะ เปล่าเจ้าเจ้า อันเมื่อเช้ามันหก ขะ…ข้านำมาเปลี่ยนใหม่ให้เจ้าค่ะ!”
“เปลี่ยนหรือว่าวางยา”
เสียงเขาเย็นเยียบจนสาวใช้หน้าซีดเผือดก่อนถูกลากออกไปทันที ทางฝูเหวินห้าวที่คิดจะสลับทางเดินเจ้าสาว…กลับต้องชะงัก เมื่อเห็นกองทหารตระกูลชิวตั้งแถวตรงทางเชื่อมไว้ทุกจุดราวกับเตรียมไว้รอเขาโดยเฉพาะ
“งานของข้า ข้าไม่ชอบให้ใครมายุ่ง”
ชิวจิ้นอันตอบเรียบ ๆ แต่ดวงตาคมราวคมดาบขณะมองไปทางฝูเหวินห้าวอย่างรู้ทัน
เสียงฆ้องสามครั้งดังขึ้นเฉินฟางซินและชิวจิ้นอันเดินเคียงกันเข้าสู่แท่นพิธี เมื่อทั้งคู่ก้มศีรษะไหว้ฟ้าดิน เสียงกลองบรรเลงรับอย่างงดงาม ทุกสายตาในท้องพระโรงจับจ้องยิ่งเมื่อชิวจิ้นอันยื่นมือมารับนางขึ้นยืน ดวงตาเขาสบตานางอย่างลึกซึ้ง
“จากนี้ไป…เจ้าคือสตรีเพียงผู้เดียวในชีวิตข้า”
เสียงทุ้มต่ำของเขากระซิบเบาแต่ดังก้องไปถึงหัวใจของเฉินฟางซิน ระหว่างพิธีดื่มเหล้ามงคลเฉินลี่หมิงพยายามผลักถาดเหล้าอีกถาดไปใกล้เฉินฟางซินหวังให้นางเผลอหยิบผิด แต่แทนที่นางจะตกหลุมพรางเฉินฟางซินกลับยิ้มมุมปากและพูดเสียงใส
“พี่หญิงรองดูเหมือนเหล้าถาดนี้ ท่านจะอยากดื่มยิ่งนัก…เช่นนั้นเชิญก่อนเลยสิ”
เฉินลี่หมิงตกใจแต่เพราะผู้คนมองอยู่จึงจำใจยกถ้วยขึ้นดื่มเพียงครู่ สีหน้าก็ซีดลง มือสั่น พูดตะกุกตะกักกลางพิธี
“ขะ…ข้าขอ…ขะ…ขออวย…พร…”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นรอบท้องพระโรง เฉินฟางซินเพียงยิ้มเรียบนอบน้อมคารวะต่อหน้าฮ่องเต้อย่างงดงาม
“ข้าน้อยขอถวายพรให้ฮ่องเต้ทรงพระเจริญ และขอให้ทุกคู่ในวันนี้…รักมั่นมิรู้ดับ”
เสียงตอบรับ “ดี! ดีมาก!” ดังสนั่นจากบัลลังก์สูง เฉินลี่หมิงยืนพูดไม่ออกขณะที่ผู้คนพากันปรบมือชมเฉินฟางซินว่า “งามทั้งใจ งามทั้งวาจา”
เมื่อเสร็จพิธี ชิวจิ้นอันจูงมือเฉินฟางซินเดินออกจากท้องพระโรงผู้คนสองข้างทางต่างก้มศีรษะให้ด้วยความยำเกรงไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจาดูหมิ่นอีกต่อไป ฝูเหวินห้าวได้แต่มองตามด้วยสายตาเศร้า ส่วนเฉินเจียวอวี่ยืนเคียงข้างเขาอย่างฝืนยิ้ม เฉินลี่หมิงถูกพี่ชายลากออกไปพร้อมคำด่าและดูถูก
“เจ้าทำพวกเราอับอายทั้งตระกูล!”
ชิวจิ้นอันหันมามองภรรยาคนงามของตนขณะเดินลงจากเวทีพิธีการ
“ข้าบอกแล้ว…ใครคิดแตะต้องเจ้าจะไม่ได้มีแม้แต่โอกาสหายใจ”
เฉินฟางซินหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยเย้าสามีของนาง
“แล้วถ้าผู้ที่แตะต้องเป็นตัวข้าเองเล่า ท่านแม่ทัพ จะทำอย่างไร”
“…ข้าก็จะยอมให้แตะตลอดชีวิต”
เสียงหัวเราะหวานของนางดังกลบเสียงกลองมงคลสุดท้ายและในยามที่แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ค่ำคืนแห่งการส่งตัวเจ้าสาวแม้จะเป็นพิธีธรรมดาแต่คืนนี้คู่ของชิวจิ้นอันและเฉินฟางซินได้ถูกรั้งให้นอนในวังต่างจากอีกสองคู่ที่ขอรั้งอยู่ต่อในวัง
“คืนนี้พวกเราจะค้างในวังกัน”
“เจ้าค่ะ”
ฝูเหวินห้าวเอ่ยแก่เฉินเจียวอวี่ แม้ว่านางจะยอมหรือไม่เขาได้ตัดสินใจไปแล้ว เขาได้วางแผนการบางอย่างหากสำเร็จคืนนี้เขาอาจจะได้สตรีที่เคยเป็นภรรยาของเขาคืน
“ทำไมข้าถึงอยากได้นางกันนะ ทั้ง ๆ ที่ตลอดมาข้าต้องการอวี่เออร์มาตลอด ไม่ว่าอย่างไรนางเคยเป็นของข้ามาชาติหนึ่งแล้ว ชาตินี้นางก็ต้องเป็นของข้า”
ชายหนุ่มคิดและเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ
“ข้ายังมีหวัง”