หลังจากที่ เฉินฮวาลี่ เดินออกมาจากศาลเ้าเก่าแก่ริมแม่น้ำ ใบหน้าหวานสะสวยภายใต้กรอบผมสีดำขลับ เผยรอยยิ้มบางเบาอย่างโล่งอก ที่เธอได้ตัดความสัมพันธ์กับ หลี่เจี้ยน อดีตสามีที่เธอแสนจะเกลียดชัง
“หวังว่าชาตินี้ฉันจะไม่ต้องได้พบแกอีกนะ ขอให้แกไปดีที่หมู่บ้านหลงเหมินก็แล้วกัน” เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยแววแค้น
น่าเสียดาย...ที่ยุคสมัยนี้ การฆ่าคนเป็เื่ผิดกฎหมาย แม้ หลี่เจี้ยน จะเลวทรามต่ำช้าเพียงใด เธอก็ไม่อาจปลิดชีพมันได้
แต่หากมีโอกาส...เธอจะไม่มีวันปล่อยให้มันลอยนวล จะต้องเอาคืนให้สาสมกับความแค้นที่มันก่อไว้ในชาติที่แล้ว
เฉินฮวาลี่ กำหมัดแน่น ความเ็ปทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความเ็ปในใจ ที่ถูกผู้เป็สามีและน้องสาวของเธอทรยศหักหลัง และสุดท้ายก็ทำให้เธอต้องตายอย่างอนาถ
“หลี่เจี้ยน...แกต้องชดใช้” เธอสบถเสียงต่ำ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งศาลเ้าเก่าแก่ไว้เื้ั พร้อมกับความแค้นที่รอวันชำระ
ขณะที่ เฉินฮวาลี่ เดินผ่านสุสานเก่าแก่ที่อยู่ติดกับศาลเ้าเพื่อกลับบ้าน สุสานแห่งนี้เงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ แม้จะเป็เวลาห้าโมงเย็น แต่แสงแดดยามเย็นก็ส่องลอดใบไม้ลงมาเพียงรำไร ทำให้บรรยากาศดูวังเวง
เฉินฮวาลี่ เร่งฝีเท้า หวังจะรีบกลับบ้านก่อนพลบค่ำ แต่แล้ว เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังมาจากด้านหลัง ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
หัวใจเธอเต้นระทึก... “ใครกันนะที่เดินตามหลังฉันมา?“
ด้วยความที่มีสัญชาติญาณที่ดี เธอหันกลับไปมอง ก็พบกับร่างสูงใหญ่ในชุดทหารสีเขียวเข้ม ใบหน้าคมคาย ดวงตาเฉียบคม ท่าทางองอาจน่าเกรงขาม ชายคนนั้นเดินตรงเข้ามาหาเธอ เฉินฮวาลี่ ตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก
“นี่คุณเป็คนแถวนี้หรือเปล่าครับ” ชายคนนั้นเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้ม
“พอดีผมอยากรู้ว่าสุสานของตระกูลหวังอยู่ที่ไหน พอดีผมหลงทางอยู่นานแล้ว ผมจะมาเยี่ยมคุณตาคุณยายของผมที่เสียชีวิตไปนะครับ”
เฉินฮวาลี่ สูดหายใจเข้าลึก พยายามระงับความกลัว “สุสานตระกูลหวังเหรอคะ” ฮวาลี่ชี้มือไปทางทิศตะวันตก
“อยู่ลึกเข้าไปข้างในโน่นค่ะ เดินตามทางนี้ไปเรื่อยๆ จะเจอทางแยก แล้วเลี้ยวซ้าย เดินไปอีกหน่อยก็ถึง”
ชายคนนั้นยิ้มบาง “ขอบคุณครับ ถ้าไม่เป็การรบกวนคุณจนเกินไป ผมรบกวนคุณไปส่งได้ไหมครับ ผมไม่คุ้นเคยสุสานแห่งนี้เลย เส้นทางมันดูวกวนผมกลัวจะหลงทางครับ”
เฉินฮวาลี่ ลังเลเล็กน้อย แม้ชายคนนี้จะเป็ทหารที่ดูภูมิฐาน แต่งกายสะอาดสะอ้าน แต่การไปกับผู้ชายสองต่อสอง โดยเฉพาะในยามโพล้เพล้แบบนี้ ก็ทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย
“เอ่อ...” เฉินฮวาลี่ อ้ำอึ้ง “คือ... ฉันต้องรีบกลับบ้าน ใกล้จะมืดแล้ว”
ชายคนนั้นเหมือนจะอ่านความคิดของเธอออก “ไม่เป็ไรครับ ถ้าคุณไม่สะดวก ผมไปคนเดียวก็ได้” เขาทำท่าจะเดิน แต่ก็หยุด แล้วหันกลับมาพูดกับเธอ
“จริงสิ ผมชื่อเซียวหยุนเฟย เป็นายพันอยู่หน่วยรบพิเศษ ที่ 3 ถ้าคุณ้าความช่วยเหลือ สามารถมาหาผมได้ที่ค่ายทหารได้นะครับ...” เขาบอกชื่อหน่วยทหารของเขา “... แล้วคุณล่ะครับ ชื่ออะไร”
เฉินฮวาลี่ ใจเต้นรัวเมื่อได้ยินชื่อของเขา... เซียวหยุนเฟย ชื่อที่คุ้นเคยราวกับเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต เธอรีบหันขวับไปมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงหน้าด้วยความใ "ทำไมชื่อนี้มันคุ้นๆ จังเลย เหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ"
สายตาของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ภายใต้โครงหน้าอันหล่อเหลาคมคายนั้น เธอสังเกตเห็นดวงตาคู่คมกล้าที่กำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน ผิวสีแทนของเขาดูสุขภาพดี บ่งบอกถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รูปร่างสูงโปร่งของเขาดูสง่างามและแข็งแรง
"หน้าตาก็ดูหล่อดี...ถ้าไม่เจอในสุสานเธอคงตะลึงในความหล่อของเขามากกว่านี้" เฉินฮวาลี่ครุ่นคิดอยู่ในใจ
ทันใดนั้น ความทรงจำบางอย่างวาบขึ้นมาในหัว ราวกับม่านหมอกที่ถูกพัดหายไป เธอจำได้แล้ว ในอดีตชาติเธอเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับชายคนนี้ ข่าวที่เคยโด่งดังไปทั่ว
เซียวหยุนเฟย... ลูกชายของท่านผู้นำระดับสูงผู้มีอำนาจในเมืองหลวง ที่มีอนาคตที่สดใสรออยู่ แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถในสุสานแห่งนี้ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็โศกนาฏกรรมที่ะเืใจผู้คนมากมาย กล่าวกันว่าเขาถูกสังหารเพราะขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามของผู้เป็บิดา
เฉินฮวาลี่ตัวเย็นวาบ หัวใจเต้นรัวเร็วยิ่งกว่าเดิม
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การตายของชายหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบเป็วงกว้าง ทำให้เมืองเทียนจินที่เธออาศัยอยู่ถูกมองว่าเป็บ้านป่าเมืองเถื่อน ไร้ขื่อแป
พ่อของเธอซึ่งเป็พ่อค้า ต้องประสบปัญหาในการค้าขายกับหน่วยงานรัฐ ธุรกิจซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องช่วยเขา” เฉินฮวาลี่ พึมพำกับตัวเอง
หญิงสาวไม่รู้ว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร แต่เธอจะปล่อยให้เขาตายไม่ได้เด็ดขาด
“ฉันจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก”
ในขณะที่ความคิดมากมายกำลังตีรวนอยู่ในหัว พลันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“คุณเป็อะไรหรือเปล่าครับ” เซียวหยุนเฟยเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ผมเห็นคุณยืนนิ่งอยู่นานแล้ว” เฉินฮวาลี่ สะดุ้ง เธอเผลอจมอยู่กับความคิดจนลืมไปว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย
ร่างบางหันไปมอง คนร่างสูงที่อยู่ในท่าทางองอาจสง่างาม แม้ว่าเขาจะอยู่ในชุดทหารธรรมดา แต่เขาก็ยังคงความสง่าผ่าเผย บ่งบอกถึงชาติตระกูลที่ดี
“เอ่อ... ขอบคุณค่ะ ฉันสบายดี” เฉินฮวาลี่ตอบกลับเธอพยายามบังคับเสียงของตัวเองไม่ให้สั่น
“ฉันแค่... แค่คิดอะไรเพลินๆ ไปหน่อยนะคะ”
“ถ้าคุณไม่สะดวกจะบอกชื่อก็ไม่เป็ไรนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพ
“ผมแค่อยากให้คุณรู้ไว้ว่า หากมีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ผมยินดีจะช่วยคุณ”
เฉินฮวาลี่ มองสบตานายทหารหนุ่ม เธอรู้สึกประทับใจในน้ำใจของเขา
“ฉัน... ฉันชื่อเฉินฮวาลี่” เธอตอบกลับพยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น
“คุณเซียว... เอ่อ... ผู้พันเซียว ฉันว่าคุณอย่าเพิ่งไปสุสานเลย มันอันตราย”
เซียวหยุนเฟยเมื่อได้ยินที่หญิงสาวเอ่ย เขาเลิกคิ้ว มองคนร่างบางด้วยสายตาสงสัย “อันตราย? คุณหมายความว่ายังไงครับ”
เฉินฮวาลี่ อึกอัก เธอจะบอกเขาได้อย่างไรว่ารู้เื่นี้มาจากเื่ราวในชาติก่อนของเธอ
“คือ... ฉันแค่รู้สึกมีลางสังหรณ์เหมือนจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น”
เซียวหยุนเฟยหัวเราะเบาๆ กับท่าทางตื่นตระหนกของเธอ “คุณไม่ต้องเป็ห่วงผมหรอก ผมเป็นายทหารนะ ไม่มีใครกล้าทำร้ายผมหรอกครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
แต่ท่าทางสบายๆ ของ ชายหนุ่มกลับตรงกันข้ามกับ เฉินฮวาลี่ โดยสิ้นเชิง หัวใจของเธอยังคงเต้นระรัวไม่เป็จังหวะ สายตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
และแล้ว... สิ่งที่เธอหวาดกลัวก็เกิดขึ้น เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นร่างเงาของใครบางคนกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากนั้น
“คุณ ระวัง” เธออุทานลั่น พร้อมกับผลักคนร่างสูงที่อยู่ข้างกายออกไปสุดแรง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว
ปัง
ะุเฉียดแขนของชายหนุ่มไปเพียงนิดเดียว โชคดีที่เฉินฮวาลี่ผลักเขาออกไปทัน ไม่เช่นนั้น... เขาคงได้รับาเ็สาหัส