ตอนที่ 45
แขกอีกห้องพัก
ทัศนียภาพเบื้องหน้างดงามราวกับภาพวาดแห่งความฝันที่ลู่หานต้องหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองเพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ประตูเบื้องหน้าที่ห้องฝั่งตรงข้ามถูกเปิดอ้าเอาไว้เผยให้เห็นโต๊ะตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับหน้าต่างที่เปิดอ้าเอาไว้
หน้าต่างบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกับประตูที่เปิดอ้าเอาไว้มันเป็นมุมมองที่ตั้งตรงเผยให้เห็นดวงจันทราสีเงินที่เปล่งประกายทอแสงสว่างไสวประดับอยู่บนท้องนภาอย่างงดงาม แต่สิ่งที่มันเป็นที่สะดุดตาจนทำให้ตัวของลู่หานต้องหยุดแล้วจับจ้องไปที่ทัศนียภาพด้านหน้าอย่างตาไม่กระพริบมันคือร่างของคนผู้หนึ่ง
ผิวกายขาวประหนึ่งหิมะเรียบเนียนละเอียดอ่อนราวกับสตรี ร่างเล็กบางเองก็เหมือนกับสตรีแต่กลับสวมใส่อาภรณ์สีขาวงามสง่าของบุรุษผมด้านหลังเองก็ถูกรวบมัดเอาไว้เป็นอย่างดีเหมือนกับบุรุษทั่วไปไม่ได้ถักทออย่างงดงามเหมือนกับสตรี
โดยองค์ประกอบของใบหน้านั้นแฝงไปด้วยความเฉียบคมและความสงบนิ่งเอาไว้อย่างลงตัว แต่ริมฝีปากอวบอิ่มและแดงสดมันก็เป็นจุดสังเกตของสตรี ใบหน้าเองก็งดงามแต่ก็สง่างามได้ด้วยกันโดยทางจะมองว่ามันเป็นสตรีก็เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามเป็นเอกลักษณ์แต่ถ้ามองว่าเป็นบุรุษก็เป็นบุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นเอกลักษณ์ด้วยเช่นกัน
โดยคนผู้นั้นนั่งเท้าคางมองดวงจันทราที่กำลังเปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้าอยู่โดยทำให้ลู่หานมองเห็นเพียงแค่ด้านข้างของคนผู้นั้นเท่านั้น
ลู่หานที่ยืนมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจเรียกว่าทั้งใบหน้าและเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายมันดึงดูดสายตาของเขาเป็นอย่างมาก ภายในสมองเขายังคิดอยู่ว่าคนผู้นี้เป็นบุรุษหรือว่าสตรี อาจจะเพราะว่าการแต่งหน้าที่ทำให้เขานั้นแยกแยะได้ยาก
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามที่มีอินทรีย์ตัวใหญ่เกาะอยู่บนไหล่ด้านขวาหยุดมองภาพด้านหน้าที่ราวกับเป็นภาพวาดของจิตรกรชั้นเอกอยู่สักพัก
ดวงตาอันเฉียบคมแต่ก็แฝงความงดงามอยู่ไม่น้อยของคนผู้นั้นปรายตามามองบุรุษปริศนาที่กำลังจ้องมองตนเองอยู่
ใบหน้าที่สงบนิ่งราวกับก้นของมหาสมุทรที่ไร้การเคลื่อนไหวหันมามองลู่หานอย่างเรียบเฉย ต่างฝ่ายต่างจ้องมองอีกฝ่ายด้วยระยะห่างที่มากพอสมควร
สถานที่แห่งนี้คือชั้นที่ 9 ของหอคณิกาทำให้ห้องที่ต้อนรับแขกมีเพียงแค่ 2 ห้องเท่านั้นทั่วทั้งบริเวณเลยเงียบงันไร้เสียงรบกวน
แต่เมื่อคิดได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือหอคณิกาไม่น่าจะมีสตรีนางใดย่างกายเข้ามาลู่หานเองก็คิดว่าคนผู้นี้อาจจะเป็นบุรุษ และแล้วเมื่อได้สบตากันอย่างจริงจังมันก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวของลู่หานรู้สึกประหลาดใจกับตัวตนที่อยู่ด้านหน้า
บุรุษที่อยู่ด้านหน้าของเขาน่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังบ่มเพาะสูงระดับนึง เหตุใดเขาจึงไม่สามารถรับรู้ระดับของพลังบ่มเพาะของอีกฝ่ายได้โดยสาเหตุบางอย่าง คิ้วทั้งสองที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นทุนเดิมเริ่มขมวดเข้าหากันก่อนที่เขาจะก้าวเดินอ้อมทางเดินที่มีช่องว่างตรงกลางเพื่อไปที่ห้องอีกฝั่งนึง
ตอนนี้ลู่หานสงสัยตัวตนของบุรุษผู้นั้นเป็นอย่างมาก และเมื่อเดินไปถึงหน้าห้องอีกฝ่ายก็ยังคงส่งสายตาที่เฉียบคมแต่สงบนิ่งของตนเองจ้องมองมาที่เขาอย่างตาไม่กระพริบ
ลู่หานไม่ลืมทำตามมารยาทที่ตัวเองนั้นควรจะกระทำ เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันด้านหน้าแล้วเอ่ยคารวะอีกฝ่ายก่อน “ คารวะคุณชาย..ไม่ทราบว่าคุณชายจ้องข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ”
อีกฝ่ายนิ่งสนิทไร้การตอบกลับก่อนที่เขาจะยื่นมือของตนเองออกมาและแล้วสิ่งที่ลู่หานไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้นเสี่ยวเฟิงที่กำลังเกาะอยู่ที่ไหล่ข้างขวาของเขามันโบยบินออกไปเกาะเข้าที่ฝ่ามือของคนปริศนาผู้นั้น
“ เอ๊ะ.. ” ลู่หานอุทานออกมาอย่างตกใจโดยปกติแล้วเสี่ยวเฟิงมันไม่ใช่สัตว์ที่จะเชื่องกับคนอื่นได้ง่ายเช่นนี้
คนผู้นั้นได้ยกร่างของอินทรีเพลิงฟ้าที่เกาะอยู่ที่มือของตนเองเข้าไปชมอย่างใกล้ๆก่อนจะใช้นิ้วมืออีกข้างหนึ่งเย้าหยอกเล่นกับมันราวกับมันเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสนเชื่อง
ลู่หานได้แต่มองภาพนั้นด้วยความฉงน
“ ข้าจ้องเจ้างั้นรึ...เจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายที่จ้องข้ามมาตั้งนานแล้ว ” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะสงบนิ่งราวกับเสียงของสตรี เมื่อได้ยินเสียงนั้นมันทำให้ลู่หานสับสนอีกครั้งเสียงของบุรุษผู้นี้ชั่งเหมือนกับสตรียิ่งนัก
ครั้งนี้ด้วยความสับสนในเพศของอีกฝ่ายมันทำให้ลู่หานต้องเอ่ยถามออกไปอย่างตรงๆ “ คุณชายข้าขอเรียนถามว่าท่านเป็นสตรีงั้นรึ ”
ลู่หานพยายามถามออกไปอย่างนอบน้อมที่สุดเพื่อให้ดูไม่เป็นการเสียมารยาท
“ เจ้าคิดว่ามีสตรีนางใดจะย่างกายเข้ามาที่หอคณิกาเช่นนี้ด้วยงั้นรึ ” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะอีกครั้ง
ครั้งนี้ความคิดภายในหัวของลู่หานมันตีกันจนยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว ปากนั้นก็บอกเรากับว่าตนเองเป็นบุรุษแต่น้ำเสียงและรูปร่างราวกับสตรี
ในขณะที่เขากำลังสับสนกับตัวตนของคนตรงหน้าอยู่ดวงตาอันเฉียบคมของลู่หานก็ไปสังเกตเห็นบางอย่างบนหลังฝ่ามือของคนผู้นั้นมีตัวอักษรเช่นเดียวกับเขาถูกขีดเขียนเอาไว้อยู่ โดยตัวเลขของอีกฝ่ายมันมีมากกว่าเขาประมาณ 1 ชั่วโมง
“ เอ๊ะ!!! ท่านเป็นคนจากด้านนอกงั้นรึขอรับ ” ลู่หานถามว่าออกไปด้วยความฉงนเมื่อเขาเห็นสิ่งที่ยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นคนของโลกภายนอกเหมือนกับเขา
“ เป็นบุรุษอย่างถามเยอะเช่นนั้นพูดมากเสียจริง ” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยไม่ได้แสดงน้ำเสียงราวกับด่าว่าแต่ว่าคำนั้นมันราวกับกระบี่ที่ทิ่มแทงเข้าไปภายในจิตใจของลู่หาน
ตอนนี้เขารู้สึกว่าตนเองกำลังโดนด่าด้วยภาษาของผู้ดีอยู่
มุมปากข้างขวาที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมกระตุกเล็กน้อยแล้วกล่าวกับตนเองออกมาอย่างเบาๆ “ อันใดกันเจ้านี่... ”
อีกฝ่ายกำลังเล่นกับเจ้าเสี่ยวเฟิงพลางแสดงรอยยิ้มอันงดงามออกมาบนใบหน้าที่ดูไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี ลู่หานก็ต้องมองภาพนั้นอีกครั้งมันทำให้เขารู้สึกราวกลับว่าอยากหากล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปช่วงเวลานี้ไว้เพราะว่ามันราวกับเป็นผลงานชิ้นเอก
“ เจ้านี่ชื่ออันใดกัน ” ครั้งนี้อีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยถามก่อน
“ เสี่ยวเฟิง ” ลู่หานตอบกลับไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก เขารู้สึกว่าไม่ถูกขี้หน้ากับคนผู้นี้ไปแล้วเพราะเมื่อครู่เพิ่งโดนอีกฝ่ายด่าด้วยภาษาผู้ดีไป
“ มันน่าเอ็นดูจริงๆ ”
ลู่หานเองก็เริ่มหมดอารมณ์จะสนทนาต่อกับคนตรงหน้าแล้ว เขาหันหลังพร้อมจะเดินออกไปก่อนที่จะหันไปเรียกสัตว์เลี้ยงของตน “ ไปได้แล้วเสี่ยวเฟิง ”
จ้าวอินทรีย์ตัวใหญ่ที่น่าเกรงขามเมื่อโดนผู้เป็นนายของมันเรียกหาก็บินออกจากมือของคนผู้นั้นไปแล้วกลับไปเกาะอยู่ที่ไหล่ของลู่หานในตำแหน่งเดิม เท้าทั้งสองข้างของบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามก็เตรียมพร้อมจะก้าวเดินออกไปจากบริเวณนี้เพื่อไปแสวงหาสิ่งที่ตนเองต้องการต่อ
“ เดี๋ยวก่อน... ” เสียงเรียกนั้นมันทำให้เท้าที่ก้าวออกไปเพียงครึ่งก้าวต้องหยุดผงะแล้วเหลียวมองด้านหลัง ลู่หานหันไปมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
“ เจ้าน่ะไปเดินเที่ยวชมเมืองกับข้าเอามั้ย ข้ามีบางอย่างดีๆจะให้เจ้าดู ” อีกฝ่ายอยู่ๆก็เอ่ยชักชวนลู่หาน มันทำให้บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันด้วยความสงสัยอีกครั้ง ตอนนี้เขาตามอารมณ์ของคนผู้นี้ไม่ทันแล้ว เมื่อครู่ก็ทำราวกับว่าเกลียดขี้หน้าเขาแล้วแกล้งด่าอ้อมๆแต่ตอนนี้กับชักชวนไปเดินเล่นด้วยกันอีก
ลู่หานหันหน้ากลับไปพร้อมจะเดินหนีออกไปทันทีเขาไม่มีเวลาว่างมากพอจะมาหยุดเล่นกับคนผู้นี้หรอกนะ
เมื่อก้าวต่อไปได้อีกสองก้าวก็ต้องหยุดเท้าอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายพูดขึ้นมา “ เจ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่รึ ”
ลู่หานหันกลับไปมองคนผู้นั้นอีกครั้งหนึ่ง
“ ถ้าเจ้าไปกับข้าอาจจะได้เจอบางอย่างที่ดีๆก็ได้นะ ” อีกฝ่ายพูดออกมาราวกับหยั่งรู้สิ่งที่อยู่ภายในใจของลู่หาน
และแล้วตัวของลู่หานเองก็ตัดสินใจไปเดินชมเมืองกับคนปริศนาผู้นั้นเพราะว่าเขาพูดออกมาราวกับรู้อะไรสักอย่าง
ถนนขนาดใหญ่ที่เป็นเส้นหลักของเมืองหมื่นราตรีผู้คนมากมายเดินพลุ่งพล่านกันจนนับด้วยสายตาไม่หมดลู่หานเองก็เดินปะปนอยู่ภายในกลุ่มคนมากมายพร้อมกับบุรุษปริศนาที่ตนเองไปพบเจอเข้าที่หอคณิกา
ครั้งนี้เมื่อมาได้เดินข้างๆกันมันทำให้จมูกของลู่หานได้กลิ่นกายที่หอมราวกับดอกไม้ของคนผู้นี้ เขาก็อดตั้งคำถามไม่ได้อีกว่าบุรุษผู้ใดจะมีกลิ่นกายที่หอมเช่นนี้
“ เจ้าจะพาข้าไปที่ใดกัน. ”ลู่หานหันไปถามอีกฝ่ายที่เดินอยู่ข้างกาย
“ เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง ” อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างเรียบเฉยในขณะที่ใบหน้านั้นแสดงรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก
“ ว่าแต่เจ้าชื่ออันใด ” อีกฝ่ายเอ่ยถามลู่หาน
“ ลู่หาน ” เขาตอบกลับไปเพียงคำสั้นๆ
“ ลู่หาน.. ลู่หาน ลู่หาน ” อีกฝ่ายพึมพำออกมาแล้วแสดงท่าทางราวกับกำลังนึกอันใดอยู่
“ นึกออกแล้วเจ้าคือศิษย์คนที่แปดของท่านมหาปราชญ์หวังเซียนฉิงนิเอง ”
ครั้งเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาลู่หานเองก็ปรายตาไปมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย เขาเริ่มให้ประหลาดใจกับตัวตนของผู้ที่เดินอยู่ข้างกายเขามากขึ้นเรื่อยๆ มีคนไม่มากนักในเวลานี้ที่จะรู้ว่าเขาเป็นศิษย์คนที่แปดของท่านมหาปราชญ์ เพราะว่าเขาเพิ่งเข้ามาภายในสำนักยังไม่ได้สร้างชื่อเสียงเช่นศิษย์พี่ของเขาทั้งเจ็ดคน
ทั้งสองเดินตรงไปที่ถนนเส้นหลักของเมืองหมื่นราตรีสักพักพวกเขาก็พบเจอเข้ากับงานบางอย่างที่ถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตอยู่ใจกลางเมืองขนาดใหญ่ มันราวกับงานเทศกาลขนาดใหญ่ที่มีผู้คนหลั่งไหลมาเพื่อชมอย่างมากมาย
บริเวณใจกลางเมืองมีเวทีทรงกลมขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งและประดับประดาไปด้วยผ้าสีแดงและของตกแต่งที่งดงามมากมาย
ลู่หานหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองก่อนที่จะมองไปด้านหน้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
“ นี่มันอันใดกัน... ”
ในขณะที่ลู่หานกำลังยืนตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอยู่ผู้ที่ยืนอยู่ข้างกายของเขาก็ลอบฉีกยิ้มที่มุมปากเล็กๆของตนเอง
จบตอน
วันนี้มีตอนเย็นอีกหนึ่งตอนนะครับ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านครับ