ตอนที่ 46
สภาวะที่ใช้สู้กับศิษย์พี่หญิง
ซูขวางในขณะนี้เกิดอาการตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
เมื่อสองปีก่อน หลิงเซียนถือได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นของทั่วทั้งแดนใต้ โดยที่ไม่เป็นรองใคร มีพรสวรรค์เป็นที่เลื่องลือโจษจัน
เมื่อหนึ่งปีก่อน หลิงเซียนก็ได้กลายเป็นเรื่องตลกในระหว่างทานข้าวของผู้คน ผู้คนทั่วทั้งแดนใต้ล้วนแต่ทราบว่าเขานั้นเป็นแค่เพียงสวะไร้ประโยชน์
เมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ หลิงเซียนก็ได้ไร้ซึ่งข่าวคราวในสายตาของเหล่าผู้คน สามเดือนให้หลัง เขาก็ได้มาเป็นศิษย์ของราชาปีศาจ และพลังฝึกปรือของเขา กลับไปถึงขอบเขตสู่วิถีแล้ว !
ใช้เวลาเพียงสามเดือนในการบำเพ็ญเพียรเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถี อีกทั้งยังเป็นวิถีคัมภีร์ แท้จริงแล้วความหมายว่ายังไง ?
พวกเขาที่อยู่ภายในดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ ล้วนแต่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยว่ามีผู้ที่มีพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน!
แก้วชาในมือของเจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหินก็ได้ร่วงลงพื้น แตกเป็นเสี่ยงๆ : “สามเดือนเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถี ? นี่เป็นศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดในสำนักของพวกท่านอย่างงั้นหรือ?”
เฉินหมิงคิดไปคิดมา แล้วกล่าว : “เขายังไม่สามารถต้านทานการโจมตีของศิษย์พี่หญิงของเขาได้สักกระบวนท่าเดียวเลยด้วยซ้ำ”
เสียงของเจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหินถึงกับตื้นเต้นจนเสียงสูงขึ้นมา ก่อให้ผู้คนอีกมากมายต่างก็ได้ยินคำพูดประโยคนี้ อะไรนะ พรสวรรค์เช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุดใต้สังกัดราชาปีศาจกันอีกงั้นหรือ ? ตามที่ราชาปีศาจตนนี้ได้กล่าวมา หลิงเซียนยังแทบไม่อาจรับมือศิษย์พี่หญิงได้สักกระบวนท่าเดียวเลยด้วยซ้ำ
ศิษย์ภายใต้สังกัดราชาปีศาจตนนี้ แท้จริงแล้วต่างก็มาจากครรภ์สัตว์ประหลาดกันหรือไง ?
หรือจะกล่าวได้ว่า ราชาปีศาจตนนี้มีวิธีการอบรมสั่งสอนศิษย์ ด้วยวิชาที่พิเศษกันหรือไง ?
บรรดาผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ที่มาเข้าร่วมในการประลองต่างพากันหันไปมองที่เฉินหมิง ทอแววตาเป็นประกาย กับหลิงเซียนที่เป็นเพียงสวะคนหนึ่งยังสามารถสอนจนร้ายกาจเช่นนี้ได้ หากว่าพวกเรากราบราชาปีศาจผู้นี้เป็นอาจารย์ มิใช่ว่าจะร้ายกาจได้มากกว่าเดิมหรอกหรือไงกัน ?
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำที่กำลังมองสายตาของเหล่าธารกำนัลที่มองมาที่เฉินหมิง ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าโดดเด่นที่สุดในตอนนี้แล้ว หลังจากนี้ข้าคงต้องรับศิษย์ไว้สักหลายคนบ้างแล้ว จากนั้นก็ส่งคนที่อ่อนแอที่สุดมาเข้าร่วมการประลอง หลังจากที่ชนะการประลองยังสามารถที่จะเสวนาว่าเป็นศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดในสังกัดของข้าได้อย่างภาคภูมิอีกด้วย
หลิงเซียนผสานมือต่อหน้าซูขวาง จากนั้นก็กล่าวว่า : “จากคำนินทาของเจ้าก่อนหน้านี้ ข้าจะขอใช้สภาวะที่จริงจังที่สุดของข้า ใช้เจตจำนงในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดสู้กับเจ้าสักตั้ง”
ซูขวางยิ้มแล้วกล่าว : “ขอบเขตสู่วิถี มีอะไรยอดเยี่ยมนักหรือไง น่าจะทราบกันอยู่แล้วว่า ที่เจ้าฝึกปรือมานั้นเป็นเคล็ดวิชาที่อยู่ในมวลของขยะที่สุดอย่างวิถีคัมภีร์ ข้าจะโค่นล้มเจ้า แล้วกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้แทน ! ”
หลิงเซียนอยู่ในอาการที่จริงจังอย่างไร้ที่เปรียบ พร้อมกับหวนนึกถึงเงาร่างที่คล้ายกับขุนเขาลูกใหญ่ของศิษย์พี่หญิง พร้อมกับสาดดวงตาเป็นประกาย ชักมือขวาชี้ขึ้นสู่ฟ้า : “อสนีบาตเก้าฟ้า จงสดับฟังคำสั่งจากข้า จงผ่าลงมา ! ”
บนร่างของหลิงเซียน ได้เปล่งแสงเป็นประกายสายฟ้า เมฆหมอกที่อยู่ท่ามกลางอากาศได้ตกอยู่ภายใต้การชักนำของหลิงเซียน ฟาดลงมาด้วยอสนีบาตที่หนาแน่นสายหนึ่ง ตรงดิ่งผ่าลงเข้าไปที่ซูขวางในทันที !
ซูขวางยังไม่ทันที่จะมีปฏิกิริยากลับคืนมา ก็ได้ถูกอสนีบาตสายนี้ผ่าจนไหม้เกรียม และลานประลองที่ใต้ฝ่าเท้าเขา บนพื้นดินเองก็ได้เกิดเป็นร่องรอยไหม้เกรียมขึ้น เมื่อซูขวางพ้นควันดำออกมาจากปาก ก็ได้ล้มลงไปกองกับพื้น จนไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
“นี่เป็นเต้ากงคุณสมบัติธาตุอัสนี!”
“มีแต่เต้ากงที่มีคุณสมบัติธาตุอัสนีจึงจะสามารถชักนำสายฟ้ามาได้!”
“และผู้ฝึกตนที่มีคุณสมบัติธาตุอัสนีเมื่อยามต่อสู้ยังอันตรายเป็นอย่างยิ่ง แถมพลังทำลายของพวกเขาล้วนแต่รุนแรงเป็นอย่างมาก!”
ดัชนีทะลวงความลึกซึ้งแบบย่อที่ทำลายล้างศัตรูของหลิงเซียนกลับยังหาได้หยุดลงไม่ เขาจำสิ่งที่อาจารย์บอกเอาไว้ได้ทั้งหมด ว่าให้ใช้สภาวะที่ใช้สู้กับศิษย์พี่หญิงออกมา แล้วสภาวะที่ใช้สู้กับศิษย์พี่หญิงนั้นแท้จริงแล้วเป็นสภาวะอย่างไรกัน ?
นั่นก็คือใช้พลังทั้งหมดโดยที่ไม่มีความลังเล เพราะเมื่ออยู่เบื้องหน้าศิษย์พี่หญิง เขาเองก็ช่างดูอ่อนแอเสียจริง ถึงแม้ว่าจะใช้ความสามารถทั้งหมด ก็ยังไม่อาจที่จะทำให้จ้าวชิงเหยาบาดเจ็บได้เลยแม้แต่น้อย
หลิงเซียนพุ่งเข้าใส่ซูขวางที่ล้มลงไปแล้ว หนึ่งเท้าธรณีสะเทือน ทำให้ซูขวางกระดอนขึ้นมา ประกายสายฟ้าระยิบระยับที่อยู่บนมือทั้งสองข้าง ก็ได้พุ่งเข้าใส่ซูขวางด้วยกันทั้งสิ้นสิบสองหมัด !
หลังจากที่ออกหมัดไปทั้งสิ้นสิบสองหมัดแล้ว ซูขวางที่ไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็ได้ปลิวออกนอกลานประลองไป หลิงเซียนจึงค่อยได้รั้งมือกลับมา
เมื่อพักผ่อนไปได้ครู่หนึ่ง เฉินหมิงก็สังเกตเห็นสายตาของเหล่าผู้เยาว์ที่มองมาที่ตนเองอย่างแปลกประหลาด เพียงแต่ได้ยินว่า : “ในศึกนี้ หลิงเซียนต้องปะทะกับฮวาชิงถิง ! ”
แววตาของเหล่าผู้เยาว์ในที่สุดก็หันไปทางด้านเวทีประลอง ฮวาชิงถิงก็ได้ชักกระบี่เล่มหนึ่งอยู่ในมือ แล้วกล่าว : “หลิงเซียน เจ้าคิดว่าเจ้าได้เข้าสู่ขอบเขตสู่วิถีแล้วจะสามารถลำพองได้งั้นหรือ ? ที่เจ้าฝึกปรือก็เป็นเพียงวิถีคัมภีร์เท่านั้น และคู่ต่อสู้ของเจ้าเมื่อครู่ กระทั่งขอบเขตสู่วิถีก็ยังมิใช่ ข้าจะพิสูจน์กับเจ้าสักครั้ง ว่าเจ้าก็เป็นได้เพียงแค่สวะคนหนึ่งเท่านั้น ! และข้า จึงถือเป็นผู้มีพรสวรรค์ได้อย่างแท้จริง เป็นบุตรแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง ! ”
เพลิงโทสะที่อยู่ในดวงตาของหลิงเซียนได้ค่อยๆ เดือดพล่าน : “ความอัปยศที่เจ้ามอบให้กับข้า ข้าจะคืนให้นับร้อยเท่าทวี ! อย่างพวกเจ้าที่มีพรสวรรค์ด้อยกว่าเช่นนี้ กระทั่งคุณสมบัติที่จะให้แสดงความเคารพต่ออาจารย์ข้าก็ยังไม่มี ข้ากลับหาได้เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีพรสวรรค์ไม่ ภายใต้สำนักอาจารย์ข้า ข้าเป็นเพียงผู้ที่อ่อนแอที่สุดคนหนึ่ง คำว่าพรสวรรค์นี้ ไม่อาจใช้กับตัวข้าได้ด้วยซ้ำ”
ฮวาชิงถิงยิ้มแล้วกล่าว : “ฮ่าฮ่าฮ่า วิถีคัมภีร์ ข้าจะดูเองว่าก่อนหน้านี้ข้าตาบอดไปให้สวะที่ฝึกได้แต่เพียงวิถีคัมภีร์หลอกลวงได้อย่างไร”
หลิงเซียนส่ายหน้า แล้วกล่าว : “ข้าไม่คิดที่จะเสวนากับเจ้าให้มากความ วันนี้ข้ามายังที่แห่งนี้ ก็เพียงต้องการบอกต่อคนทั้งโลกหล้าว่า มิใช่เจ้าที่เป็นฝ่ายฉีกสัญญาหมั้นหมาย แต่เป็นเพราะเจ้าไม่คู่ควรกับข้า”
หลิงเซียนขยับวูบ : “วิถีคัมภีร์ ในเมื่อพวกเจ้าต้องการที่จะดูว่าวิถีคัมภีร์แท้จริงแล้วอ่อนโทรมถึงเพียงใด ข้าก็จะทำให้พวกเจ้าได้เห็นเอง ! ”
พลังมนตร์ตราทั่วร่างล้นทะลัก หลิงเซียนเต็มไปด้วยประกายสายฟ้าระยิบระยับทั้งร่าง อสรพิษสายฟ้าสายหนึ่งก็ได้พัวพันอยู่บนร่างกายของเขา หลิงเซียนชูหมัดขึ้น อสรพิษสายฟ้าได้ขยับเคลื่อนไหวอยู่ตามลมหมัดของเขา พุ่งเข้าใส่ฮวาชิงถิงไป !
ภายในแววตาของฮวาชิงถิงได้แสดงอาการแตกตื่นตกใจ : “พลังมนตร์ตราอันมหาศาลเช่นนี้ เหนือกว่าข้าถึงสองเท่า ! ”
เฉินหมิงทราบแต่แรกว่าวิถีคัมภีร์นั้นไม่ธรรมดาอยู่แล้ว หลังจากที่ได้เข้าสู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่เจ็ด ปริมาณลมปราณของวิถีคัมภีร์ก็ได้อยู่เหนือเกินกว่าปริมาณลมปราณของผู้ฝึกตนอื่นไปอย่างห่างไกล และเมื่อเข้าถึงขอบเขตสู่วิถี ก็เหนือกว่าผู้ฝึกตนอื่นถึงสองเท่า และนี้ ยังมิใช่ขีดสุดไม่ ในระหว่างที่ฝึกปรือก็จะยิ่งลึกล้ำมากขึ้น พลังมนตร์ตราก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้น ยิ่งบริสุทธิ์มากกว่า !
ฮวาชิงถิงที่อยู่ภายใต้การเข้าโจมตีดุจพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้นางนั้นคล้ายกับบุปผาที่อยู่ภายใต้สายฝนพิรุณคลั่ง ดิ้นรนเข้าปัดป้อง แทบจะไม่มีโอกาสเข้าโจมตีได้เลย และภายใต้การโจมตีเช่นนี้ ฮวาชิงถิงก็ได้ล่าถอยไปทีละก้าว และพลังอันมหาศาลของอสนีบาต ก็ได้พันอยู่รอบกายของฮวาชิงถิงเอาไว้ !
ประกายสายฟ้าระยิบระยับ ฮวาชิงถิงได้ถูกการโจมตีของอสนีบาตจู่โจมจนบาดเจ็บไปทั่วทั้งร่าง หลิงเซียนก้าวเท้าเหยียบเข้าที่ท้องน้อยของฮวาชิงถิง ดุจอสรพิษสายฟ้าพุ่งออก เตะฮวาชิงถิงจนลอยออกไปในทันที
หลิงเซียนซึ่งมองมาจากที่สูงหันไปมองยังฮวาชิงถิง : “เจ้าสมควรที่จะยินดี ผู้ที่ส่งคนมาฆ่าข้านั้นเป็นม่อหวิน มิเช่นนั้น เจ้าโดนเพียงแค่นี้ย่อมยังไม่พออยู่แล้ว จงจำเอาไว้ หลังจากนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ข้องแวะต่อกัน เจ้าและข้า จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดกันอีก ! ”
ทันใดนั้นราชาปีศาจพยัคฆ์ดำก็ได้หันไปทำสัญญาณมือให้กับเฉินหมิง เฉินหมิงเข้าใจความหมายของสัญญาณมือนี้ นั่นก็คือทัพใหญ่ของเผ่าปีศาจได้มาถึงแล้ว
หลิงเซียนกลับไปอยู่ที่ข้างกายของเฉินหมิงอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาต่อเฉินหมิง : “ท่านอาจารย์ ก่อนหน้านี้ ม่อหวินได้ส่งคนมาไล่ฆ่าข้า ข้าสามารถฆ่าม่อหวินผู้นั้นได้หรือไม่ ? ”
เฉินหมิงพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อได้พบเห็นว่าภารกิจล้างอายนั้นยังไม่เสร็จสิ้น สงสัยคงจะต้องให้หลิงเซียนโค่นล้มม่อหวินแล้ว
หลิงเซียนก็ได้เอ่ยถามเสียงแผ่วเบาอีกครั้ง : “ท่านอาจารย์ หากข้าฆ่าม่อหวินแล้ว เกรงว่าคงยากที่จะออกไปจากสำนักเซียนเหินได้”
เฉินหมิงเหลือบมองหลิงเซียน หัวเราะแล้วกล่าว : “นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าพึงจะเก็บมาคิด เจ้าจงทำสิ่งที่เจ้าพึงกระทำให้ดีก็เพียงพอแล้ว”
พริบตานั้นเฉินหมิงก็ได้พบเห็นผู้มีร่างกายกำยำสองคน สวมไว้ด้วยชุดสีดำทั้งร่าง เป็นเด็กน้อยที่สวมเอาไว้ด้วยหมวกหงอบและผ้าคลุมหน้าสีดำ นั่นมิใช่หมีใหญ่หมีรองหรอกหรือ ? เด็กน้อยทั้งสองตนนี้เมื่อพบเห็นเฉินหมิง ก็ได้เบียดเสียดฝูงชนที่แออัดมาจนถึงด้านหลังของเฉินหมิง แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า : “ข้าจำได้ว่า ข้ามิได้เรียกพวกเจ้ามากันนะ พวกเจ้าทั้งสองมาได้อย่างไรกัน ? ”
หมีใหญ่กล่าว : “เมื่อสามวันก่อนคุณหนูได้เชิญพวกเราขึ้นเขาไปเพื่อลิ้มลองบะหมี่กันอยู่รอบหนึ่ง”
เฉินหมิงก็ได้เผยสีหน้าเห็นใจออกมา
หมีใหญ่กล่าวต่อ : “เมื่อครู่คุณหนูยังได้คิดที่จะเชิญพวกเราขึ้นเขาไปเพื่อทานบะหมี่ จากนั้นพวกเราได้พบเห็นขุนพลปีศาจบริวารของราชาปีศาจพยัคฆ์ดำนำพาผู้คนมา พวกเราจึงได้ตัดสินใจติดตามมาด้วย”
เฉินหมิงยื่นเข้าไปตบที่หัวไหล่ของเจ้าหมีใหญ่ แล้วกล่าว : “การที่ได้กินอาหารที่ปรุงจากชิงเหยา แล้วยังมีชีวิตอยู่ได้ ข้าจะยกโทษให้พวกเจ้าก็แล้วกัน”
.
.
.
.