“โอ๊ย!ปล่อยนะนังบ้า!” เสี่ยวชุนกรีดร้องพลางตะเกียกตะกายข่วนแขนซูเยว่คืน
ซูเยว่สะบัดอีกฝ่ายลงกับพื้นตวัดมือตบเข้าที่ข้างแก้มของเสี่ยวชุนไปหนึ่งฉาด ทั้งยังตามคร่อมทับ
“นั่น! สาวน้อยตระกูลซูสองคนนั้นทะเลาะอะไรกันอีกน่ะ?”
“ซูเยว่กับเถียนเสี่ยวชุนนี่เข้ากันไม่ได้เลยนะครั้งนี้ถึงกับลงมือเลยเชียวเหรอ พวกเราไปดูกันเถอะ”
เสียงทะเลาะวิวาทยังทำให้ชาวบ้านที่กำลังผ่านไปเริ่มหยุดดูด้วยความสนใจและยังดึงดูดความสนใจของหลี่กุ้ยฮวาด้วย
“เกิดอะไรขึ้น!ซูเยว่! แกทำอะไรเสี่ยวชุน!”เสียงแหลมของหลี่กุ้ยฮวาดังมาก่อนที่นางจะรีบวิ่งเข้ามากระชากซูเยว่ออกแล้ว สีหน้าก็ดำคล้ำขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวตัวเองที่มีรอยนิ้วมือประทับบนหน้าเด่นชัด
ซูเยว่ถูกดึงจนเซไปสองก้าวผมที่ถูกรวบอย่างลวกๆ ั้แ่เช้าหลุดลงมาปรกข้างแก้มรอยข่วนตรงแขนจากฝีมือเสี่ยวชุนยังแสบอยู่ แต่เธอแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว
หลี่กุ้ยฮวารีบประคองลูกสาวตัวเองลุกขึ้นเถียนเสี่ยวชุนทั้งเจ็บทั้งอาย น้ำตาไหลพรากทันทีที่แม่มาอยู่ตรงหน้ามือยกขึ้นแตะแก้มข้างที่โดนตบพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
“แม่…ดูมันสิ!มันตบฉัน!”
เมื่อเทียบกับซูเยว่ที่ทำงานหนักทุกวันเรี่ยวแรงของเถียนเสี่ยวชุนไม่เพียงพอที่จะสู้กลับอีกฝ่ายได้ การตบ 1 ครั้งก็แทบจะทำให้ใบหน้าของเธอบวมเต่งเป็ก้อนซาลาเปาแล้ว
“ซูเยว่!นี่แกกล้าลงไม้ลงมือกับน้องสาวตัวเองต่อหน้าคนมากมายเลยเหรอ!ครอบครัวเราเลี้ยงดูคนอกตัญญูแบบไหนมากันเนี่ย ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้!”เมื่อเห็นชาวบ้านเริ่มมามุงดูมากขึ้น หลี่กุ้ยฮวาก็ถึงกับทิ้งตัวลงไปนั่งบนพื้นพลางตบขาคร่ำครวญเสียงดัง “์! ดูเอาเถอะทุกคน ฉันแต่งเข้าบ้านซูมาหลายปีดูแลลูกเลี้ยงทั้งสองเหมือนลูกในไส้ แต่เพราะฉันเป็แม่เลี้ยง ทำอะไรก็ดูผิดไปหมดวันนี้ลูกสาวฉันถูกตบตีอย่างไร้เหตุผล พวกเราจะหาความยุติธรรมจากที่ไหนได้บ้าง!”
“ป้าหลี่ก่อนจะขอความเป็ธรรมจากคนอื่น เราควรจะพูดก่อนไหมว่าเถียนเสี่ยวชุนทำอะไรลงไป?”ซูเยว่พูดอย่างเฉยเมย
หลี่กุ้ยฮวาหันขวับ “ต่อให้มีเหตุผลอะไรแกก็ไม่มีสิทธิ์ลงมือ!”
“ไม่ถูกสิแม่เป่าเอ๋อร์พวกเราเองก็ควรจะให้ความยุติธรรมกับซูเยว่ด้วย เด็กคนนี้อาจจะดูแข็งไปหน่อยแต่เธอก็ไม่เคยทำอะไรไร้เหตุผลนะ” หนึ่งในคนที่มุงอยู่พูดขึ้นพวกเขาเป็เพื่อนร่วมหมู่บ้านที่รู้จักตระกูลซูมานาน จึงอดไม่ได้ที่จะพูดแย้งไม่กี่คำ
“ใช่แล้วป้ากุ้ยฮวาเสี่ยวเยว่เป็เด็กที่มีเหตุผล เธอคงไม่ได้ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบหรอกเสี่ยวชุนไปทำอะไรที่เธอโกรธก่อนหรือเปล่า?”
หลี่กุ้ยฮวาชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคนอื่นพูดเข้าข้างซูเยว่สีหน้าของเธอแข็งขึ้นทันที แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมากลับเปลี่ยนเป็เจ็บช้ำน้อยใจนางยกหลังมือขึ้นปาดหางตาแรงๆ แล้วส่งเสียงคร่ำครวญดังขึ้นกว่าเดิม “ชาวบ้านรังแกฉันเพราะฉันไม่ได้มาจากหมู่บ้านนี้พวกเธอก็เอาแต่เข้าข้างกันเอง!”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนสีหน้าเปลี่ยนไปราวกับว่าพวกเขากำลังรังแกคนอื่น บางคนถึงกับอับอายจนใบหน้าดำคล้ำไปหมดคร้านจะยุ่งกับผู้หญิงที่รับมือยากคนนี้
ระหว่างนั้นเองเสียงฝีเท้ารีบเร่งก็ดังมาจากปลายทางดินหน้าบ้าน
“พี่!”
ซูอันวิ่งเบียดเข้ามาโดยแทบไม่หายใจเด็กหนุ่มหยุดตรงหน้าซูเยว่ทันที สายตากวาดจากรอยข่วนบนแขนพี่สาวไปยังผมที่หลุดลุ่ยอย่างใ
“พี่เป็อะไรหรือเปล่า?”
ซูเยว่เงยหน้ามองน้องชายความแข็งกร้าวในแววตาผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย “ฉันไม่เป็ไรแต่เถียนเสี่ยวชุนทำชุดของนายพังหมดแล้ว เสื้อผ้าที่ซักไว้เปื้อนโคลนไปหมดเลย”
ซูอันกุมมือพี่สาวไว้แน่น“ไม่เป็ไรหรอกพี่ ผมซักใหม่ได้ อย่าทะเลาะกับพวกเขาเลย”เขาไม่อยากให้พี่สาวต้องเจ็บตัวแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มพยายามจะใช้ร่างผอมแห้งของตัวเองบังพี่สาวเอาไว้ราวกับจะปกป้องเธอทำให้หัวใจของซูเยว่พลันอบอุ่นขึ้น
ขณะเดียวกันหลี่กุ้ยฮวาที่นั่งคร่ำครวญอยู่บนพื้นก็รีบฉวยโอกาสเปลี่ยนเื่อย่างรวดเร็วนางถอนหายใจราวกับแบกรับความลำบากไว้มากมายเหลือเกิน “ทุกคนก็เห็นกันอยู่แล้วปีนี้ในหมู่บ้านลำบากกันแค่ไหน แต่ละมื้อพวกเรากินข้าวแต่ละชามน้ำซุปยังใสจนแทบเห็นก้นหม้อ บ้านอื่นใครมีแรงก็ต้องออกไปเก็บแต้มงานกันหมดมีแต่บ้านซูของฉันนี่แหละที่ยังต้องเลี้ยงเด็กโตคนหนึ่งให้ถือกระเป๋าไปโรงเรียนทุกวัน”
หลี่กุ้ยฮวาเห็นว่าคนเริ่มนิ่งฟังจึงยิ่งพูดต่อ “ฉันเองก็ไม่ได้อยากใจร้ายกับใครหรอกนะ ถ้าบ้านนี้มีข้าวพอกินต่อให้ส่งซูเยว่ไปเรียนพร้อมกันอีกคนฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ดูตอนนี้สิต้าซานของฉันยังต้องออกไปทำงานทุกวันแม้แต่เสี่ยวชุนเองก็ต้องออกไปช่วยเก็บแต้มงาน เป่าเอ๋อร์ยังเล็กก็ยังต้องเลี้ยงดูแล้วซูอันล่ะ? วันๆ เอาแต่ถือหนังสือ วิ่งไปโรงเรียนกลับมาก็ยังต้องให้พี่สาวคอยดูแลเสื้อผ้าอาหารการกินอีก”
ซูอันที่ยืนอยู่ข้างหน้าซูเยว่ตัวแข็งขึ้นเล็กน้อยมือที่จับข้อมือพี่สาวอยู่เกร็งแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
ซูเยว่ััได้ทันที
เธอมองน้องชายเพียงแว็บหนึ่งก่อนจะเผชิญหน้ากับหลี่กุ้ยฮวาโดยตรง “ป้าหลี่ในครอบครัวนี้มีใครบ้างที่ฉันไม่ได้ดูแลเสื้อผ้าและอาหารให้ แถมเสี่ยวอันยังช่วยงานทุกอย่างมากกว่าลูกสาวของป้าด้วยซ้ำต่อให้ป้าไม่พอใจก็ด่าแค่ฉันก็พอ อย่าดึงเขามาพูดแบบนี้”
น้องชายของเธอเป็เด็กดีมาเสมอเธอไม่้าให้เขาเสียกำลังใจเพราะเพียงคำพูดของหลี่กุ้ยฮวา
หลี่กุ้ยฮวาสวนทันที “เื่ทั้งหมดมันก็เกี่ยวกับเขา!ถ้าไม่มีค่าใช้จ่ายเื่เรียนหนังสือ บ้านนี้จะตึงมือขนาดนี้ไหมเธอก็อย่าได้เข้าข้างน้องชายมากเกินไปนักเลย!”
ซูเยว่ขวางหน้าน้องชายไว้ะโตอบเสียงดัง “ถึงยังไงเงินค่าเรียนของเสี่ยวอันก็มาจากเงินที่แม่ของฉันทิ้งไว้ไม่ว่าฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“โอ้์ลูกเลี้ยงของฉันกำลังจะปีนข้ามหัวฉันแล้ว!”หลี่กุ้ยฮวาร้องะโพลางยกมือขึ้นกุมอก “ต้าซาน! ซูต้าซาน!รีบมาดูลูกสาวของเ้าเร็วเข้า ฉันอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว!”
ซูเยว่กัดฟันแน่นแต่ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไร ซูอันกลับกระตุกแขนเสื้อเธอเบาๆ
“พี่…”เด็กชายพูดเสียงต่ำ “ช่างเถอะ ผม…”
ซูเยว่หันไปมองเขาทันที
ในดวงตาของซูอันมีทั้งความกลัวความเสียใจ และความรู้สึกผิดที่คุ้นเคย เพียงเห็นแววตานั้นหัวใจของซูเยว่ก็เย็นวาบ เธอจึงรีบขยับเข้าไปใกล้น้องชาย แล้วกระซิบเสียงเบา “ไปตามลุงมาเดี๋ยวนี้”
ซูอันเงยหน้าขึ้นมองเธอ“แต่พี่—”
“รีบไป”ซูเยว่ตัดบททันทีเธอรู้แล้วว่าความกดดันใน่นี้มันทับถมอยู่บนตัวน้องชายมากเพียงใดเด็กสาวจึงไม่คิดจะประวิงเวลาอีกต่อไปแม้นั่นจะหมายถึงการที่พวกเขาต้องอดอาหารก็ตาม
“เกิดอะไรขึ้น!?”ซูต้าซานเพิ่งมาถึง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและคราบดิน
“ดูลูกสาวแกทำสิ!”หลี่กุ้ยฮวาชิงพูดฟ้องทันที ก่อนที่ซูเยว่จะทันได้อ้าปากเสียอีก
หลังจากที่ฟังความจากภรรยาแล้วซูต้าซานก็ขยับสายตามาทางซูเยว่ “แกทำจริงเหรอ?”
ซูเยว่ยืนตัวตรงแม้แขนจะมีรอยข่วน ผมหลุดลุ่ย และเสื้อผ้าก็เลอะเทอะดูไม่ดีนักแต่ดวงตาของเธอไม่หลบเลยแม้แต่นิดเดียว
ซูต้าซานเม้มปากสีหน้าเคร่งลงทันที “ซูเยว่!”
“พ่อจะไม่ถามก่อนจริงๆเหรอ ว่าเถียนเสี่ยวชุนทำอะไร?” แม้รู้ว่าสิ้นหวังแล้วแต่ซูเยว่ก็อยากลองดูอีกสักครั้ง
“ไม่ว่ายังไงแกลงมือกับเสี่ยวชุนมันก็ไม่สมควรแล้ว!” ซูต้าซานพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ความหวังลึกๆในจิตใจของเด็กสาวดับมอดลงอย่างสนิท…
หลี่กุ้ยฮวาสูดลมหายใจเข้าแรงๆ“ต้าซาน! ในเมื่อลูกสาวแกมันแข็งกระด้างและอกตัญญูขนาดนี้ ฉันก็ทนไม่ไหวแล้ว!ั้แ่วันพรุ่งนี้เป็ต้นไป ซูอันต้องออกจากโรงเรียน! ให้เขาไปหาแต้มงานกับแกเถอะจะได้มีเป็ภาระให้คนที่บ้านอีก!”
“หลี่กุ้ยฮวา!แม่เลี้ยงอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินให้หลานชายฉันออกจากโรงเรียน!”
ทันใดนั้นเสียงที่ดังราวกับฟ้าผ่าก็แทรกขึ้นมาท่ามกลางผู้คนทันที กลุ่มคนสะดุ้งใพากันแหวกทางให้ร่างหนึ่งที่เดินขึงขังเข้ามา
เมื่อเห็นคนตรงหน้าแม้แต่ท่าทีโกรธเคืองของซูต้าซานก็ยังต้องอ่อนลง