บทที่ 171 แปลงเพาะปลูกของอาจารย์
หลังจากที่ได้รับคำชวน ซูหยวนก็ไม่คิดปฏิเสธอยู่แล้ว เธอเองก็อยากเห็นการเพาะปลูกที่แท้จริงเหมือนกัน ในสถาบันนี้...แม้จะให้นักเรียนได้ทดลองเพาะปลูกพืชผักบ้าง แต่มันก็แค่พื้นที่ขนาดเล็กเท่านั้น นอกจากนี้ คนที่ต้องการเป็นเกษตรกรจริงๆนั้นไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ
ต่างจากชีวิตเดิมของซูหยวน ที่นั่นการเป็นเกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ของตัวเองด้วยซ้ำ บางคนก็เช่าพื้นที่เพาะปลูกของคนอื่น บางคนมีพื้นที่ขนาดเล็กหลังระเบียงก็ยังเพาะปลูกพืชผักขายได้ มีกระทั่งการปลูกพืชที่ไม่ต้องใช้ดินด้วยซ้ำ ดังนั้น...ซูหยวนที่ไม่เคยคิดว่าการเพาะปลูกเป็นเรื่องยุ่งยาก จำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
อาจารย์เองก็มีความสุขเมื่อวิชาความรู้ของเขามีนักเรียนสนใจมันอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงพาซูหยวนไปที่แปลงเพาะปลูกของตนเองในเย็นวันนั้นเลย
ซูหยวนได้เปิดหูเปิดตาใหม่จริงๆ เนื่องจากภาพที่เธอคิดกับสถานที่เพาะปลูกจริงแตกต่างกันมาก
ไม่เหมือนกับพื้นที่ของสถาบัน แปลงเพาะปลูกของอาจารย์นั้นมีการควบคุมที่แน่นหนายิ่งกว่า เมื่อต้องการเข้าไปในพื้นที่ ซูหยวนจะต้องถูกตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำติดตัวมาทั้งหมด ยังต้องใช้คลื่นแสงเพื่อฆ่าเชื้อ กินเวลาไปเกือบ 10 นาทีจึงจะผ่านขั้นตอนแรกเข้าไปได้
หลังจากนั้น เธอก็ต้องสวมชุดป้องกันที่ต่างจากชุดป้องกันสารพิษยามออกไปพื้นที่ล่า ครั้งนี้เธอต้องสวมชุดป้องกันเพื่อไม่ให้สารพิษในร่างกายหลุดออกไปยังพื้นที่แปลงเพาะปลูกได้
“เอาล่ะ ขั้นตอนแรกจะยุ่งยากหน่อย แต่พื้นที่แปลงเพาะปลูกของฉันค่อนข้างต้องการความละเอียดอ่อน เนื่องจากไม่ใช่การเพาะปลูกพืชผักธรรมดาเหมือนที่สถาบัน พืชที่อาจารย์ปลูกเป็นอาชีพนี้เป็นพืชที่มีคุณสมบัติคล้ายสมุนไพร พวกมันเอาไปผสมกับสมุนไพรที่แท้จริงเพื่อที่จะปรับคุณสมบัติเล็กๆน้อยๆเพื่อให้มีประโยชน์ต่อร่างกาย”
“หลายคนเรียกมันว่าเป็นสมุนไพร แต่อาจารย์ไม่คิดแบบนั้น เพราะถ้าเป็นผู้เพาะปลูกสมุนไพรจริงๆ พลังงานที่ผู้เพาะปลูกสมุนไพรควรมี ขั้นต่ำก็คือ 100 หน่วย แล้วก็ยังมีเงื่อนไขอื่นๆอีกมาก อาจารย์ไม่มีเวลาขนาดนั้น ดังนั้นจึงไม่อยากอวดอ้างตัว”
ซูหยวนเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับผู้เพาะปลูกสมุนไพรราคาแพงมากบ้างแล้วเหมือนกัน ได้ยินว่าสมุนไพรที่ใช้ทำยารักษา 1 ต้น ก็ต้องใช้พลังงานมอบให้มันทุกๆวันเป็นเหมือนสารอาหารที่ใช้เพื่อเติบโต เพราะแบบนั้นจึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นผู้เพาะปลูกสมุนไพรได้
ส่วนพืชที่มีคุณสมบัติบางชนิดคล้ายสมุนไพรนั้น แท้จริงแล้วคุณสมบัติที่ว่าไม่ได้มีมากมายอะไร พวกมันเป็นเหมือนเครื่องปรุงที่ควรจะใส่เข้าไปในอาหารจานหลักเพื่อเพิ่มรสชาติก็เท่านั้น
แต่แค่พืชพวกนี้ ก็ถือว่ามีราคาแพงกว่าพืชผักธรรมดามากแล้ว ซูยวนไม่ได้คาดหวังว่าอาจารย์จะใจดี ถึงกับพาเธอเข้ามาในแปลงเพาะปลูกพืชเหล่านี้
“การจะเป็นเกษตรกรได้ จะต้องลงทะเบียนกับทางองค์กรของเกษตรกรก่อน หลังจากนั้นพวกเขาจะมอบบททดสอบเพื่อวัดคุณสมบัติพื้นฐานของเกษตรกรคนนั้นว่ามีความเหมาะสมในการเพาะปลูกอยู่ในระดับไหน”
“ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติอยู่ที่ระดับเริ่มต้น เมล็ดพันธุ์ที่จะซื้อมาเพาะปลูกได้ก็มีแค่เมล็ดพันธุ์ทั่วไปเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติทางยา หากต้องการจะเลื่อนระดับของตัวเอง ก็ต้องเข้าร่วมการทดสอบขั้นต่อไป”
“สำหรับเกษตรกรที่กลายเป็นผู้เพาะปลูกสมุนไพร พวกเขาจะถูกประกาศรายชื่อออกมาให้ทุกคนรับรู้เพื่อเป็นเกียรติยศ อีกทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษมากมาย บางคนบอกว่าพวกเขามีเกียรติเทียบเท่ากับตำแหน่งพันเอกของกองทัพเลยด้วยซ้ำ”
“ตอนนี้อาจารย์อยู่ในระดับเกษตรกรระดับสูง ถือเป็นขั้นที่ 3 ของการเป็นเกษตรกร โดยปกติแล้วจะมีระดับทั้งหมด 7 ขั้น ขั้นแรกก็คือเกษตรกรขั้นเริ่มต้น เกษตรกรที่แท้จริง เกษตรกรระดับสูง เกษตรกรผู้ชำนาญ เกษตรกรผู้เชี่ยวชาญ เกษตรกรผู้ทรงคุณวุฒิ และสุดท้ายก็คือเกษตรกรระดับสูงสุด”
“สำหรับผู้เพาะปลูกสมุนไพรนั้น จะต้องอยู่ในระดับเกษตรกรระดับสูงขึ้นไปจึงจะสามารถมีสิทธิซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรพวกนั้นได้ ถ้านักเรียนต้องการจะเป็นเกษตรกร อาจารย์สามารถแนะนำการทดสอบเข้าเป็นเกษตรกรขั้นเริ่มต้นก่อนได้นะ”
อาจารย์มอบความรู้ให้โดยไม่คิดปิดบัง เห็นว่าอาจารย์มีความสุขกับการเผยแพร่วิธีการเป็นเกษตรกร ซูหยวนก็รู้สึกนับถือเขาไม่น้อย
อันที่จริง ความรู้พื้นฐานพวกนี้มีสอนอยู่ในสถาบันและหนังสือความรู้ทั่วไป แต่ไม่ใช่ทุกคนจะยอมบอกข้อมูลทั้งหมดให้นักเรียนอย่างใจกว้าง โดยเฉพาะการพานักเรียนมาดูแปลงเพาะปลูกของตัวเองแบบนี้
หลายครั้งที่เทคนิคการเพาะปลูกเป็นความลับเฉพาะของตระกูล ก็เหมือนตระกูลที่ได้เป็นเกษตรกรมารุ่นต่อรุ่น พวกเขามีวิธีในการเพาะปลูกที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ ซึ่งเทคนิคพวกนั้นจะไม่สอนให้คนนอก ไม่น่าแปลกใจเลยที่การเป็นนักล่าจะง่ายกว่าการกลายเป็นเกษตรกร
ถึงจะเข้าใจว่าพื้นที่ที่ต้องการการควบคุมสารพิษเป็นพิเศษนี้มีต้นทุนสูงมาก และรัฐบาลเองก็ต้องจำกัดสิทธิ์ของผู้คนเอาไว้ ให้เฉพาะแค่ผู้ที่จะมีโอกาสมอบผลผลิตจำนวนมากซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุน แต่เพราะแบบนั้น...ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นอุปสรรคหนึ่งของการกลายเป็นเกษตรกรของบุคคลทั่วไปเลย
ซูหยวนที่มีแผนจะให้พ่อแม่ของเธอกลายเป็นเกษตรกร คงต้องวางแผนให้มากขึ้นหลังจากนี้ อย่างน้อยๆ...แม่ของเธอที่ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูก ก็ควรจะต้องเริ่มค่อยๆเรียนรู้เกี่ยวกับมันแล้ว
“อาจารย์เป็นเจ้าของแปลงเพาะปลูกทั้งหมด 3 แปลง แปลงเพาะปลูกแรกที่จะพาไปดูนี้เป็นแปลงเพาะปลูกพืชซันมูน มันเป็นพืชที่มีดอกเหมือนกับดวงตะวัน แต่กลับเบ่งบานแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น”
“โดยพวกเราจะใช้ดอกของมันเพื่อเป็นสารประกอบในการทำยาฟื้นฟูทั่วไป เนื่องจากคุณสมบัติทางยาของมันก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพของสมุนไพรพลังธาตุเย็น ดังนั้นเมื่อต้องการทำยาสมุนไพรที่ใช้มีคุณสมบัติธาตุเย็น การใช้พวกมันก็จะช่วยประหยัดสมุนไพรได้มากขึ้น”
“การดูแลค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากพวกมันต้องการเบ่งบานในตอนกลางคืน ทำให้ตอนเช้าจะต้องใส่สารอาหารให้มันมากพอที่จะเบ่งบานได้ ไม่อย่างนั้น...ถ้าตอนกลางวันให้สารอาหารไม่พอ กลางคืนมันก็จะไม่เบ่งบาน”
“ถ้ามันไม่สามารถเบ่งบานติดต่อกัน 3 คืน พวกมันก็จะเหี่ยวเฉาแล้วตายลง เพราะแบบนั้นจึงต้องระวังให้มาก แต่ส่วนใหญ่...ถ้ามันไม่เบ่งบานกลางคืนแค่คืนเดียว เราก็ต้องรู้แล้วว่าวันรุ่งขึ้นต้องใส่ใจมันให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก ไม่ควรจะปล่อยให้มันมีปัญหากับคืนที่สอง”
อาจารย์แนะนำพืชในแปลงเพาะปลูกแรกของตนเอง เขาเดินไปแตะที่ต้นซันมูนต้นหนึ่ง ท่าทางมีความสุขไม่น้อยเมื่อเห็นว่ามันเติบโตดี
“อาจารย์จะไปที่สถาบันเพื่อสอนนักเรียนช่วงเช้าของวัน แต่หลังจากนั้นก็จะกลับมาที่แปลงเพาะปลูกของตนเองเพื่อจัดการเรื่องการให้สารอาหาร จนกว่าจะเข้าสู่ช่วงเย็นถึงจะกลับเข้าสถาบันอีกครั้ง ในอนาคต...ถ้านักเรียนอันมีคำถามอะไรอยากจะปรึกษาอาจารย์ ก็มาหาอาจารย์ได้ที่นี่”
“แล้วก็อีกสองแปลงเพาะปลูกนั้นเป็นพืชผักหัวธรรมดา เนื่องจากอาจารย์ไม่ค่อยมีเวลามากนัก ถึงจะน่าเสียดาย...แต่ก็ทำได้แค่นี้” เขาถอนหายใจออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการเผยแพร่ความรู้ให้คนรุ่นหลัง เขาก็อยากจะใช้เวลาที่แปลงเพาะปลูกของตัวเองนี้ตลอดทั้งวัน
น่าเสียดายที่เวลาที่เขาทุ่มเทไป กลับไม่ได้รับการตอบกลับที่ดี นักเรียนของสถาบันนักล่านั้นไม่มีใครสนใจที่จะเป็นผู้เพาะปลูกเลย เขาเคยเปรยเรื่องนี้กับทางผู้อำนวยการอยู่บ้าง แต่ก็ได้ยินคำตอบกลับมา...
นักเรียนที่ต้องการมาเรียนที่สถาบันนี้ ส่วนใหญ่พวกเขาก็ต้องการเป็นนักล่าทั้งนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้เรื่องการเพาะปลูกจะไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขาในอนาคต
ก็เหมือนกับนโยบายของกองทัพ พวกเขาต้องการมอบความรู้เหล่านี้ให้ติดตัวไว้ หวังว่าสักวันหนึ่ง...โลกใบนี้จะกลับมาสู่สถานการณ์ปกติ แล้วเวลานั้น...ทุกคนก็จะสามารถเพาะปลูกพืชผักกันได้เอง วิชาความรู้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้เรียนรู้ไป ก็อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับพวกเขา
เพราะเชื่อแบบนั้น เขาจึงยังเป็นอาจารย์อยู่ที่นี่
“อาจารย์คะ สำหรับการสอบเป็นเกษตรกร ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างคะ”
“อย่างแรกก็ต้องมีจดหมายแนะนำจากเกษตรกรระดับใดก็ได้ หลังจากนั้นก็ตรวจสอบค่าพลังงาน ถ้ามากกว่า 40 ก็สามารถเป็นเกษตรกรขั้นเริ่มต้นได้แล้ว สำหรับนักเรียนอันที่มีพรสวรรค์ในการเพาะปลูก อาจารย์เชื่อว่าน่าจะสอบผ่านได้ไม่ยากนัก”
“ไม่จำกัดอายุหรอคะ”
“แน่นอนว่าไม่จำกัด ลองไปดูที่สถาบันเกษตรกร นักเรียนที่อายุพอๆกับนักเรียนอันก็สอบเป็นเกษตรกรกันทั้งนั้น ปัญหาที่พวกเขาไม่สามารถเป็นเกษตรกรได้ตอนอายุน้อยกว่านั้นก็มีแค่เรื่องเงื่อนไขค่าพลังงานเท่านั้นแหละ”
“ถ้าอย่างนั้น...อาจารย์จะช่วยแนะนำการสอบให้ฉันได้ไหมคะ”
“โอ้ ได้แน่นอนอยู่แล้ว” อาจารย์คลี่ยิ้มอย่างมีความสุข เดิมทีเขาวางแผนที่จะเปิดเผยรายได้ของตนเองเพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนอัน ทำให้เธออยากกลายเป็นเกษตรกรให้ได้ คิดไม่ถึงเลยว่านักเรียนอันจะเสนอตัวขึ้นมาเองหลังจากได้ข้อมูลแค่เล็กๆน้อยๆ
แต่ก็นั่นแหละ ในความคิดของเขา นักเรียนอันเป็นนักล่าที่ยอดเยี่ยมหรือไม่เขาไม่สนใจ จะเป็นนักวิจัยที่เก่งกาจหรือเปล่าเขาก็ไม่สนใจอีก ที่เขาสนใจก็คือ....เธอเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเพาะปลูกที่แท้จริง!
บรอกโคลีพวกนั้นเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ในขณะที่เกษตรกระระดับสูงอย่างเขาก็ทำไม่ได้ นักเรียนอันกลับทำให้มันเติบโตได้นอกฤดูกาลด้วย แบบนี้จะไม่เรียกว่ามีพรสวรรค์แล้วจะให้เรียกว่าอะไร
คนเป็นอาจารย์ไม่รอช้า เขาเขียนจดหมายแนะนำมอบให้ซูหยวนในวันรุ่งขึ้น แถมยังเอาตารางรอบทดสอบมาให้เธออีกด้วย
เพราะการทดสอบการเป็นเกษตรกรนั้นต้องมีค่าใช้จ่าย ทำให้องค์กรเกษตรกรจะเปิดสอบเป็นรอบๆไป รอบที่ใกล้ที่สุดนี้ก็คือในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า ซูหยวนมีเวลาเล็กน้อยเพื่อที่จะทบทวนความรู้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปแค่ 3 วันที่ซูหยวนกลับมาใช้ชีวิตในสถาบัน เธอมาแปลงเพาะปลูกของตนเองในช่วงเย็นของวันหนึ่ง ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกแล้ว...
“เกิดอะไรขึ้น! ทำไมแปลงเพาะปลูกของฉันถึงเป็นแบบนี้!”
“อุ้ย จริงด้วย ครั้งก่อนที่พวกเรามา ยังเห็นต้นอ่อนของมันเติบโตอย่างดีเลยนี่นา”
“นั่นน่ะสิ ทำไมตอนนี้ถึงมีแค่แปลงเพาะปลูกของนักเรียนทุนอันเท่านั้นที่ยังเติบโตได้ดี ในขณะที่ต้นอ่อนของพวกเรายืนต้นตายทั้งหมดน่ะ!”
“แบบนี้ไม่ได้นะ ทั้งๆที่ฉันคิดว่าจะผ่านวิชาเกษตรนี้แล้วแท้ๆ แล้วทำไมถึงเจอปัญหาแบบนี้ด้วย!”
“นี่มันไม่ถูกต้องนะ มันเป็นเรื่องแปลกมากๆ ถ้าหากจะบอกว่าเป็นเพราะพวกเราไม่ดูแลมัน แล้วทำไมแปลงเพาะปลูกของอันซูหยวนถึงเติบโตได้ดีล่ะ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เธอก็หายตัวไปเกือบครึ่งเดือนหรอกหรอ?”
“อาจารย์!! อาจารย์คะ! อาจารย์จะต้องมีคำอธิบายให้พวกเรานะคะว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้” เสียงเจียวจาวของพวกนักเรียนชั้นปีที่ 2 ดังขึ้น ทำเอาอาจารย์ที่กำลังดูการจัดการแปลงเพาะปลูกบรอกโคลีของซูหยวนต้องนิ่วหน้า
เขาหันกลับไปก็เห็นท่าทางเอาเรื่องของนักเรียนพวกนั้น หากเป็นนักเรียนของสถาบันเกษตรกร เห็นเขาในฐานะอาจารย์...ทุกคนควรจะค่อยๆเดินเข้ามาไม่ให้มีเสียงด้วยซ้ำ ทว่า...นักเรียนของสถาบันนักล่าพวกนี้กลับทำเหมือนเขาเป็นตัวปัญหาแทน ช่างน่าอดสูเสียเหลือเกิน
ซูหยวนเองก็อยู่ในแปลงเพาะปลูกด้วย เธอได้ยินบทสนทนาที่กำลังเปรียบเทียบระหว่างแปลงเพาะปลูกสีเขียวชอุ่มของเธอกลับแปลงเพาะปลูกที่แห้งเหี่ยวของพวกตนแล้ว ยังคิดอยู่ว่าจะมีปัญหาวุ่นวายตามมาหรือเปล่า ทว่า...เธอก็ไม่ได้คาดหวังให้ความคิดของตนเองถูกต้องเลย ช่างน่าเบื่อเสียจริง
ช่วงนี้ซูหยวนไม่ต้องไปทำภารกิจของกองทัพก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าเธอมีเวลาว่างจะมาเล่นกับพวกนักเรียนเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การฝึกธนูเท่านั้น เธอยังต้องเริ่มฝึกกระบวนท่าพื้นฐานของการใช้หอกอย่างแท้จริงแล้วเหมือนกัน ก่อนหน้านี้เธอใช้พลั่วของตนเองโดยอาศัยความเข้าใจและสัญชาตญาณมาตลอด ทว่าเมื่อเข้าสู่ชั้นปีที่ 2การเรียนก็เข้มข้นมากขึ้นแล้ว
ช่วงเช้าของวันนี้ เธอก็ยังถูกตำหนิเกี่ยวกับช่องโหว่ที่เธอไม่สามารถเก็บแขนของตนเองมากันการโจมตีได้ทันอยู่เลย พอมีเรื่องให้ต้องคิดมาก แล้วจู่ๆก็เจอกับความวุ่นวายที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับตัวเองเช่นนี้อีก ไม่น่าแปลกใจเลยที่การแสดงออกบนใบหน้าของซูหยวนจะมีร่องรอยความไม่พอใจปรากฏขึ้นมา.....
……………………………