คืนวันศุกร์ที่รอคอยมาถึงพร้อมกับความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก ยี่หวา ยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกเงาบานยาวนานกว่าปกติ ชุดแซกสีน้ำเงินเข้มเนื้อมันวาวขับผิวขาวจัดของเธอให้ดูผุดผ่อง ดีไซน์เก๋ไก๋ด้วยแขนยาวแนบเนื้อข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างเว้าโค้งโชว์หัวไหล่มนและลาดไหล่เนียนละเอียด กระโปรงสั้นเหนือเข่าที่แหวกสูงขึ้นมาอีกสองนิ้วยามก้าวเดินนั้นช่างดูิ่เหม่และเย้ายวนใจ
เธอปล่อยผมยาวสลวยให้ทิ้งตัวลงไปด้านหลัง ทัดหูไว้เพียงข้างเดียวเพื่ออวดต่างหูระย้าที่ล้อไปกับแสงไฟ ใบหน้าสวยถูกแต้มเติมด้วยเมคอัพที่เข้มกว่าวันทำงานเล็กน้อย ดวงตาคู่คมถูกเน้นให้ดูเฉี่ยวคมราวกับแม่เสือสาวที่พร้อมจะลงสนามล่า
"คืนนี้...คือของจริง" เธอกระซิบกับเงาในกระจก ก่อนจะฉีดน้ำหอมกลิ่นเย้ายวนที่ซ่อนความขี้เล่นไว้จางๆ
แรงสั่นะเืจากโทรศัพท์ขัดจังหวะความคิด กลุ่มไลน์ 'หมอสี่จอมป่วน' เด้งข้อความรัวยิบ
ออย: ถึงยังจ๊ะแม่สาวฮอต
ยี่หวา: กำลังออกจากบ้านจ้า
แพร: จำไว้นะ “เมาปลอม = เมาอย่างมีศักดิ์ศรี”
ยี่หวา: ศักดิ์ศรีหมอ?
มินน์ : ศักดิ์ศรีคนที่กำลังจะไปหา "พ่อพันธุ์" ค่ะคุณหมอ! ????
ยี่หวาหัวเราะขบขันในลำคอ พลางกดปิดหน้าจอแล้วก้าวออกจากคอนโดด้วยความมั่นใจ
บาร์ X ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรู แสงไฟสีอำพันอบอุ่นสอดประสานกับเสียงเพลงแจ๊สท่วงทำนองนุ่มนวล กลิ่นอายความหรูหราที่คุ้นเคยไม่ได้ทำให้ยี่หวาประหม่า หากแต่คืนนี้มันต่างออกไปเพราะเธอมาเพื่อล่า
ร่างระหงเลือกนั่งลงบนเก้าอี้สตูลหน้าเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนในตำแหน่งที่แสงไฟส่องถึงพอดี เป็จุดที่ใครก็ต้องเหลียวมองแต่ไม่ดูจงใจจนเกินไป
“รับอะไรดีครับ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มถามพลางส่งยิ้มพิมพ์ใจ
“ขออะไรที่เบาๆ เริ่มต้นก่อนค่ะ” เธอส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่ฝึกซ้อมมาอย่างดี
“ไวน์แดงสักแก้วพอไหมครับ?” เขาเสนอ พร้อมกับหยิบแก้วทรงสูงขึ้นมาเตรียม
“พอดีเลยค่ะ” ยี่หวาเอียงคอเล็กน้อย ทำท่าครุ่นคิดพลางยิ้มบางๆ
บาร์เทนเดอร์รินของเหลวสีทับทิมลงในแก้ว พร้อมกับเสิร์ฟสตรอว์เบอร์รีลูกโตสีแดงฉ่ำหนึ่งจาน เขาขยิบตาให้เธออย่างมีชั้นเชิงแล้วขยับปากบอกแบบไร้เสียงว่า "ฟรี" ยี่หวากล่าวขอบคุณแ่เบา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารายงานสถานการณ์
เฟน: รายงานสถานการณ์ค่ะสาว
ยี่หวา: ถึงที่เกิดเหตุแล้ว
มิ้นท์: อาการเป็ยังไงบ้างค่ะ
ออย: คนไข้มีอาการ “หิวดีเอ็นเอ” ค่ะ
แพร: หยุดนะ ออย เดี๋ยวหมอยี่หวาเขินจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ยี่หวาส่งสติกเกอร์แยกเขี้ยวกลับไปหนึ่งอัน สายตาเริ่มกวาดมองไปรอบพื้นที่... แต่ยังไร้วี่แววของ ธนากร
ยี่หวา: ไม่เจอคนไข้พิเศษ
เฟน: ใจเย็น นี่บาร์ไม่ใช่ห้องฉุกเฉิน
ออย: แกจำแผนได้ใช่ไหม “นั่งเฉยๆ แต่แกต้องเด่นที่สุด”
ยี่หวา: โอเค ฉันพร้อมเสมอ
ออย: ดีมาก ทำตัวให้ปกติที่สุด เข้าใจ!!!
เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ไวน์ห้าแก้วไหลลงคอไปพร้อมกับความผิดหวัง ผู้ชายหลายคนเดินเข้ามาทำความรู้จัก แต่ยี่หวาปฏิเสธทุกคนอย่างสุภาพด้วยแววตานิ่งเฉย เป้าหมายของเธอมีเพียงคนเดียว และเธอจะไม่เสียเวลาไปกับตัวประกอบ
"ไวน์นี่มันช้าไปจริงๆ" เธอพึมพำกับตัวเอง เมื่อความร้อนวูบวาบเริ่มก่อตัว ความกดดันเื่การดูตัวที่คุณแม่ย้ำนักย้ำหนาวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกรอบ เธอเบื่อคำถามเดิมๆ เบื่อการถูกตัดสินว่า 'เก่งเกินไปจนไม่มีใครเอา'
"ขอเตกีล่าค่ะ"
จากเมาปลอมเริ่มกลายเป็เมาจริง เตกีล่าแก้วที่สี่ถูกกระดกเข้าปาก ความร้อนแรงของแอลกอฮอล์ทำให้พื้นบาร์เริ่มโยกเยกนิดๆ
มือถือสั่นอีกครั้ง ไลน์เข้ากลุ่ม “หมอสี่จอมป่วน”
แพร: แกอย่าบิ้วอารมณ์เศร้าจนคนทั้งบาร์คิดว่าโดนเทนะ
ยี่หวา: เออ
ออย: ถ้าธนากรมาแล้วเขาไม่เข้าหา แกเดินชนเขาเลยนะ
ยี่หวา: ฉันเป็หมอ ไม่ใช่รถ
มิ้นท์: เดินชนแบบ “โอ๊ะ ขอโทษค่ะ” แล้วตาใสๆ
ยี่หวา: ตาใสที่ไหนละ ตาเชื่อมแล้วแก ฉันว่าฉันเมาแล้วจะกลับก่อนที่จะกลับไม่ไหว
เฟน: งั้นใช้ตาเชื่อมนั่นแหละ มัดใจเขาซะ!
ในจังหวะที่เธอกำลังจะพิมพ์ด่าเพื่อนกลับไป เสียงเลื่อนเก้าอี้ไม้ตัวข้างๆ ก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับกระแสความเย็นเยียบที่แผ่เข้ามา
“ขอโทษครับ... ตรงนี้มีคนนั่งหรือเปล่า” น้ำเสียงนุ่มทุ้ม ทรงพลัง และติดจะนิ่งสนิทนั้นทำให้หัวใจของยี่หวากระตุกวูบ เธอหยุดนิ้วที่กำลังพิมพ์ทันทีแล้วค่อยๆ หันไปช้าๆ วางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงอย่างเป็ธรรมชาติ
ธนากรในชุดสูทสีเทาเข้มเข้ารูปยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่เธอด้วยท่าทางสงบนิ่ง คืนนี้เขาดูภูมิฐานและลึกลับยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“ไม่มีค่ะ... เชิญนั่งได้เลย” เธอยิ้มบางๆ พยายามประคองสติที่เริ่มเลือนรางจากการดื่มหนัก บรรยากาศเงียบงันลงเพียงวินาที ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่เป็กันเองอย่างไม่น่าเชื่อ
“วันนี้... ดูเหนื่อยๆ นะครับ” คำถามง่าย ๆ แต่น้ำเสียงนิ่ง ๆ เหมือนถามเื่ทั่วไป แต่จริง ๆ พยายามหาเื่คุยกับเธอ
“นิดหน่อยค่ะ” ยี่หวาแสร้งถอนหายใจยาว พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“งานหนัก?”
“งานหนัก... และชีวิตก็หนักด้วย” เธอตอบ แล้วแกล้งถอนหายใจ
“ชีวิตทำไมถึงหนักครับ” เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสงสัย
ยี่หวามองเขานิ่ง แววตาเริ่มฉ่ำน้ำด้วยฤทธิ์สุรา
“พรุ่งนี้ฉันต้องไปดูตัวค่ะ... แม่คงอยากให้ฉันมีแฟนเร็วๆ”
“แล้วคุณ…อยากมีไหมครับ” ธนากรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็ครั้งแรกที่เธอได้เห็นมุมที่ดูผ่อนคลายของเขา คำถามนั้นจี้ใจดำจนยี่หวาชะงักไปครู่หนึ่ง เธอจ้องหน้าเขานานกว่าปกติเพราะสมองที่พร่าเบลอเริ่มประมวลผลไม่ทัน
"ไม่ค่ะ... ฉันแค่ไม่อยากขัดใจแม่" ความร้อนจากแอลกอฮอล์เริ่มกระจายไปทั่วอก มันทำให้เธอรู้สึกเบาสบายจนเผลอหลุดความเป็ตัวเองออกมาทีละน้อย เธอหัวเราะเบาๆ กับตัวเองเหมือนคนบ้า
สายตาของเธอเริ่มเปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาคมดุของศัลยแพทย์ในห้องผ่าตัด แต่เป็สายตาที่เชื่อมหวานและเปิดเปลือยความรู้สึก ธนากรสังเกตเห็นประกายไฟที่ค่อยๆ คุกรุ่นขึ้นในดวงตาคู่นั้น
“คุณดูไม่ใช่คนที่จะมานั่งดื่มคนเดียวบ่อย ๆ นะคะ” ธนากรหันมามองเธอตรง ๆ
“คุณก็ดูไม่ใช่คนที่จะมานั่งดื่มคนเดียวเหมือนกัน” ยี่หวาไม่ยอมแพ้
“หรือจริง ๆ ฉันอาจจะหนีตัวเองก็ได้”
“หนีตัวเอง?” ธนากรเลิกคิ้วนิด ๆ
ยี่หวาพยักหน้าช้า ๆ แต่จังหวะพยักหน้าดูช้ากว่าปกติเธอเริ่มรู้สึกว่าพื้นบาร์มันไกลกว่าที่คิด ข้อศอกที่พิงอยู่เหมือนต้องออกแรงดันมากขึ้น
“บางทีฉันก็เก่งเกินไปค่ะ... เก่งจนไม่มีใครกล้าเข้ามาจีบจริงๆ จังๆ สักที” เธอตอบเร็ว แล้วเอียงคอช้า ๆ ไปมองเขา
สายตาเธอเริ่มเปลี่ยน ไม่ใช่สายตานิ่งแบบหมอในห้องผ่าตัด แต่เป็สายตาที่ชุ่มชื้นขึ้น หวานขึ้นเป็คนที่กำลังปล่อยเกราะลงทีละชั้น ธนากรสังเกตเห็นทันที
“คุณดื่มไปกี่แก้วแล้วครับ”
“นับไม่ถูกแล้วค่ะ...” เธอยิ้มหวานเยิ้ม ขยับตัวเอนเข้าไปหาเขาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ยี่หวาขยับตัวเล็กน้อย เหมือนจะนั่งตัวตรง แต่กลับเอนไปทางเขาแบบโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเธอแตะขอบบาร์ช้า ๆ แล้วสายตาก็ลอยกลับมาที่เขา
“คุณรู้ไหม... คุณไม่เห็นเหมือนข่าวลือเลย” เธอหันไปกระซิบที่ศอกหูของเขา จนเขาขนลุก
“ข่าวลือแบบไหนครับ” เเขาลดเสียงต่ำลง ขยับเข้าใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมสะอาดๆ จากตัวเขา
“ก็ที่ว่า... คุณไม่ชอบผู้หญิง” เธอกระซิบชิดใบหูของเขาจนเขารู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ
“เพราะถ้าคุณไม่ชอบ... คุณคงไม่มองฉันด้วยสายตา 'อยากกิน' แบบนี้หรอก จริงไหมคะ?” ธนากรนิ่งไปเสี้ยววินาที แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เข้มขึ้น มีประกายเ้าเล่ห์พาดผ่าน
“ผมมองคุณแบบนั้นเหรอครับ?”
ยี่หวาหัวเราะเบา ๆ กับเสียงนั้นนุ่มกว่าปกติ
“"ใช่ค่ะ... ตาคุณแวววาวเหมือน... ผู้ชายเ้าชู้เลย”
ยี่หวาขยับเก้าอี้เข้าไปจนไหล่แทบจะชนกับสูทสีเทาของเขา กลิ่นไม้หอมจากตัวเขาทำให้เธอเริ่มสับสนระหว่าง ความจริง กับ ความฝัน
“ฉันไม่ค่อยเมานะคะ” เธอพึมพำ เสียงเริ่มเบาลง
“แต่ทำไมวันนี้... ฉันถึงรู้สึกเหมือนโลกมันหมุนเร็วจัง”
เธอเผลอเลื่อนมือไปแตะแขนของเขาเบาๆ ัันั้นทำให้ธนากรชะงัก แต่เขาก็ไม่ได้ถอยหนี ยี่หงาเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ แสงไฟสีอำพันสะท้อนในดวงตาที่ฉ่ำวาวของเธอ แก้มแดงระเรื่ออย่างน่ามอง
“คุณโอเคไหมครับ”
“โอเคค่ะ” เธอรีบตอบ แล้วหัวเราะอีกครั้ง แต่คราวนี้หัวเราะแล้วต้องเอามือแตะหน้าผากตัวเองเบา ๆ รู้สึกพื้นโครงเครงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“หรือไม่โอเคก็ไม่รู้” เธอหัวเราะเบา ๆ เอนตัวพิงพนัก แล้วกลับมามองเขาอีกช้ากว่าเดิม นานกว่าเดิม เหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า แต่อาจจะเพราะเหล้าหลายแก้วทีดื่มเข้าไปทำให้กล้าที่จะถาม
“คุณเคยไหมคะ” เสียงเธอเบาลงจนเกือบเป็กระซิบ
“ที่ตั้งใจจะเล่นเกมกับใครสักคน…แล้วดันเริ่มไม่แน่ใจว่าใครกำลังเล่นใคร” คำพูดนั้นหลุดออกมาโดยไม่มีสคริปต์
“แล้วตอนนี้…คุณคิดว่าใครกำลังเล่นใครอยู่ครับ” ธนากรขยับเข้าใกล้นิดเดียว พอให้เธอได้ยินชัด
ยี่หวากะพริบตาช้า ๆ พยายามโฟกัสที่เขาแล้วเธอก็ยิ้ม และหัวเราะออกมาอีกครั้ง ธนากรคิดว่าผู้หญิงคนนี่กำลังเมาแล้ว
“ฉันไม่แน่ใจแล้วค่ะ” เธอยกแก้วเตกีล่าดื่มจนหมดแก้ว แล้วละปลายนิ้วของเธอเลื่อนจากแก้วเตกีล่า ไปคล้องแขนของเขาเบา ๆ ให้เขารู้สึกถึงความใกล้ชิด
“คุณช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม…” เธอเว้นจังหวะ พลางขยับเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะแตะกัน
“…ว่าคืนนี้ฉันควรหยุดดื่ม หรือควร 'ไปต่อ' กับคุณดี? ” ธนากรไม่ตอบในทันที เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาวที่กำลังเผยความอ่อนแอและแรงปรารถนาออกมาอย่างไม่ตั้งใจ... และนั่นคือสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าความมึนเมาใดๆ ในค่ำคืนนี้