เล่มที่1 บทที่24 หลิวหยวนปรากฏตัว
สัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองแผดเสียงคำรามสายตาดุร้ายจ้องเขม็งมาที่จั่วเฉิน จากนั้นกลิ่นอายของพลังอันน่าสะพรึงกลัวสองสายก็พุ่งตามมา
จั่วเฉินขยับแขนทั้งสองข้าง โคจรพลังปราณธาตุไฟไว้ที่มือขวาพลังปราณสายธาตุสายฟ้าไว้ที่มือซ้าย ก่อนจะชกออกไปอย่างแรงในทันที
“ตายเสียเถอะ!” จั่วเฉินคำรามลั่นทันใดนั้นเบื้องหน้าพลันเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
สัตว์อสูรทั้งสองถูกจั่วเฉินชกเข้าเต็มๆในขณะเดียวกัน จั่วเฉินเองก็ถูกพลังอันน่าใที่ะเิออกจากตัวสัตว์อสูรอัดจนลอยออกไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เพียงอ้าปากก็รู้สึกได้ว่าเืขุมหนึ่งกำลังตีขึ้นมาฉับพลันนั้น จั่วเฉินก็กระอักเืออกมา เขารู้สึกได้ว่าพลังปราณกับเืลมในตัวแทบจะลุกไหม้อยู่รอมร่อ
“ตอนนี้แหละ!” ดวงตาของจั่วเฉินฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นมาพร้อมกับโคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีเต็มพิกัด
พลังปราณทั้งสองธาตุในตัวโคจรพร้อมกันจากนั้นก็กระจายออกไปตามเส้นปราณทั่วทั้งร่าง ก่อนที่การโจมตีที่อันตรายที่สุดจะประชิดถึงตัว
ตู้ม!
ภายในร่างเกิดเสียงดังขึ้นชั่วขณะที่สัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองกระโจนเข้ามา ร่างกายของจั่วเฉินพลันเคลื่อนไหวก่อนจะหายไปจากจุดที่ยืนอยู่
สัตว์อสูรทั้งสองที่กระโจนเข้ามา เมื่อปะทะเข้ากับความว่างเปล่าจึงกระแทกใส่พื้นดินจนเกิดเสียงดัง
จั่วเฉินที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตรยกมือขึ้นเช็ดคราบเืที่มุมปากก่อนจะแย้มยิ้มออกมาการต่อสู้เป็หนึ่งในหนทางลัดที่ช่วยให้พัฒนาได้เร็วที่สุดจริงๆ บัดนี้ตัวเขาก้าวเข้าสู่พลังระดับหลอมรวมขั้นสี่แล้ว
“ตายเสียเถอะ!”
ไอสังหารระลอกหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากร่างของจั่วเฉินสีหน้าเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ ก่อนจะโจมตีออกไปตรงๆ โดยไม่รอช้า
หลังจากพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสี่ เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสอง ก็ยังถือว่ามีโอกาสชนะอยู่ถึงเจ็ดส่วนสำหรับจั่วเฉิน โอกาสเพียงเจ็ดส่วนก็เพียงพอที่จะจบการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว
ภายใต้แสงจันทร์ที่คลุมลงมา จั่วเฉินแทบจะะเิพลังออกมาทั้งหมดแม้จะกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองก็ยังเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและรับมือได้อย่างง่ายดาย เขาเริ่มโคจรเคล็ดวิชาบงการอัสนีอีกครั้ง
ทว่าพลังการโจมตีของเคล็ดวิชาบงการอัสนีกลับไม่ดีเท่าไรนักแต่ภายใต้การต่อสู้ที่ไม่มีหยุดพักแล้วนั้น จั่วเฉินก็รู้สึกว่าตัวเองควบคุมพลังได้ดีขึ้นเรื่อยๆและในบาง่ เพียงแค่เขาชี้นิ้วออกไป พลังอันกล้าแกร่งขุมหนึ่งก็ะเิออกพร้อมกับลำแสงสายฟ้าสว่างวาบ
จากนั้นขาหน้าของสัตว์อสูรมารทมิฬตนหนึ่งพลันถูกทะลวงเป็รูและมีเืไหลซึมด้วยกลิ่นคาวเื จึงกระตุ้นความหวาดระแวงของสัตว์อสูรมารทมิฬสองตัวนั้น มันรีบถอยหลบอย่างแตกตื่นเมื่อรู้สึกได้ว่ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าแข็งแกร่งขึ้นมา
“ดี สำเร็จเคล็ดวิชาบงการอัสนีขั้นแรกแล้ว”เมื่อเห็นผลของการโจมตีที่เกิดขึ้น จั่วเฉินก็พอใจไม่น้อย
อันที่จริง ต่อให้เพิ่งพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสี่ก็ตาม ทว่าหากสู้กันตรงๆ จั่วเฉินก็ยังไม่สามารถต้านทานสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองพร้อมกันได้ทว่าสัตว์อสูรอย่างไรก็คือสัตว์อสูร สติปัญญาไม่สามารถเทียบมนุษย์ได้ ขณะที่ต่อสู้จั่วเฉินที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาสามารถจับจังหวะการโจมตีได้อย่างแม่นยำทว่าสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองกลับทำไม่ได้
เมื่อมีเคล็ดวิชาบงการอัสนีจึงทำให้การต่อสู้หลังจากนี้ง่ายขึ้นเยอะ เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามจั่วเฉินก็สามารถสังหารสัตว์อสูรมารทมิฬทั้งสองตัวลงได้
หลังจากเก็บผลึกอสูรเข้าแหวนห้วงมิติเขาก็รีบออกไปจากที่นี่ทันที เพราะหลังจากที่สัตว์อสูรตายกลิ่นเืจะกระจายออกไป ซึ่งจะดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นเข้ามาดังนั้นหากไม่รีบไปจะต้องเกิดเื่ยุ่งยากขึ้นอีกแน่
“ภารกิจแรกสำเร็จหลังจากนี้ก็ถึงคราวไปล่าจิ้งจอกไฟเพื่อเอาหนัง” จั่วเฉินพึมพำ
จิ้งจอกไฟเป็สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองเมื่อเทียบกับสัตว์อสูรมารทมิฬนับว่าอ่อนแอกว่ามาก ด้วยพลังของจั่วเฉินในตอนนี้จึงสามารถรับมือได้ไม่ยากทว่าจิ้งจอกไฟกลับมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือมันชอบอยู่รวมกันเป็ฝูง ไม่ไปไหนมาไหนตามลำพัง
เช่นนั้นก็นับว่ายุ่งยากแล้ว ความสามารถของจั่วเฉินในตอนนี้อาจจะรับมือตัวสองตัวได้อยู่ทว่าหากอยู่รวมกันเป็ฝูง พลังระดับหลอมรวมขั้นสี่ยังถือว่าเอาตัวรอดได้ยาก ยังไม่ต้องพูดถึงเื่ล่าสังหาร
หลังจากผ่านการฝึกฝนไปอีกคืนตอนที่ฟ้าเริ่มทอแสงรำไร จั่วเฉินก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาเดินตามแผนที่ไปยังตำแหน่งที่พวกจิ้งจอกไฟอาศัยอยู่
ทว่าหลังจากนั้น จั่วเฉินกลับรู้สึกเซ็งไม่น้อยเพราะแม้จะเจอจิ้งจอกไฟแต่เขาก็ไม่กล้าลงมือ ไม่ใช่เพราะความกลัว ทว่าลงมือตอนนี้ไปก็ไม่ต่างกับรนหาที่ตาย
จิ้งจอกไฟอยู่รวมกันเป็ฝูง แต่ละฝูงมีขนาดใหญ่เล็กต่างกันไปทว่าฝูงที่เล็กที่สุดก็มีถึงแปดตัวแล้ว
จัดการสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองพร้อมกันแปดตัวอย่างนั้นหรือเช่นนั้นจะต่างอะไรกับรนหาที่ตาย
จิ้งจอกไฟอ่อนแอกว่าสัตว์อสูรมารทมิฬมากทว่าสุดท้ายก็ยังเป็สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองอยู่ดี เท่าที่ประเมินดูแล้วหลังจากที่พัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสี่ จั่วเฉินคงจะสามารถจัดการจิ้งจอกไฟมากสุดพร้อมกันได้เพียงสามตัวเท่านั้นซึ่งก็ถือว่าอันตรายมากแล้ว
หลังจากเฝ้าสังเกตอยู่ทั้งวันตอนที่ตะวันบ่ายคล้อย จั่วเฉินก็ถอดใจ แม้จะรับภารกิจมา แต่หากไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ก็ไม่เป็อะไรทางสำนักไม่ได้มีมาตรการลงโทษ เขาเพียงแค่รู้สึกเสียดายร้อยกว่าแต้มที่จะชวดไปเท่านั้น
“เอาเถอะไปล่าอสรพิษสองหัวเอาดีงูก่อนแล้วกัน ภารกิจของจิ้งจอกไฟถือเป็อันล้มเลิก” จั่วเฉินพึมพำอย่างเด็ดเดี่ยว หลังจากสังเกตมาทั้งวันแล้วยังไม่เห็นโอกาสเขาก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีก
...
หลังจากถอยออกมาได้ครู่หนึ่ง ในขณะที่เขากำลังเดินไปตามทางจั่วเฉินก็ถูกเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่เบื้องหน้าดึงดูดความสนใจ
“หลิวหยวน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” จั่วเฉินพึมพำ “หรือจะมาทำภารกิจเพื่อหาค่าผลงานเหมือนกัน”
หลิวหยวนเองก็เป็ศิษย์ใหม่หลังจากจบการทดสอบก็แลกค่าผลงานไปได้ไม่น้อย เื่นี้ล้วนเป็ที่รู้กันดี แม้จะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกันทว่าก็ไม่ถือว่าเป็คนแปลกหน้า
ชั่วขณะที่เห็นหลิวหยวน อีกฝ่ายก็เหมือนจะเห็นจั่วเฉินเช่นกันหลิวหยวนตาเป็ประกายพลางแย้มยิ้มก่อนจะเดินเข้ามาทักทาย
“บังเอิญจัง เ้าคือจั่วเฉินใช่หรือไม่ ข้าจำเ้าได้”
“หึๆ หลิวหยวน”จั่วเฉินมองอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยต่อ “เ้ามาล่าสัตว์อสูรทำภารกิจเหมือนกันหรือ”
“ถูกต้องข้าไล่ล่าจิ้งจอกมารราตรีตัวหนึ่งอยู่ น่าเสียดายที่มันหนีรอดไปได้”หลิวหยวนเอ่ยพร้อมยกยิ้มขมขื่นก่อนจะถามกลับ “เ้าล่ะ”
จั่วเฉินชี้ไปด้านหลัง เล่าเื่จิ้งจอกไฟให้ฟังแล้วจึงเอ่ยต่อ
“ความสามารถข้าไม่ถึงจิ้งจอกไฟมักอยู่รวมกันเป็ฝูง ข้าจึงต้องล้มเลิกภารกิจนี้”
“ล่าสังหารจิ้งจอกไฟหรือ ข้าช่วยเ้าได้นะหากพวกเราร่วมมือกันน่าจะพอไหว” หลิวหยวนว่าด้วยรอยยิ้ม
“ช่วยข้าหรือ?”จั่วเฉินรู้สึกประหลาดใจ พวกเขาไม่ได้สนิทกัน ตอนอยู่ในการทดสอบก็ไม่เคยเจอกันด้วย
“ทุกคนล้วนเป็ศิษย์สำนักเดียวกันเข้ามาทำภารกิจในส่วนลึกของขุนเขา เช่นนั้นก็สมควรต้องช่วยเหลือกันไว้”หลิวหยวนมองจั่วเฉินก่อนจะเอ่ยออกมา
จั่วเฉินพยักหน้า
“ได้ภารกิจจิ้งจอกไฟนั้น้าหนังของจิ้งจอกไฟห้าตัว หลังจากเสร็จภารกิจจะได้สามร้อยแต้มพวกเราแบ่งกันคนละครึ่งแล้วกัน”
ดั่งสำนวนที่ว่า จะไม่ตบผู้ที่ยิ้มแย้มให้หลิวหยวนเสนอตัวช่วยสังหารจิ้งจอกไฟ หากจั่วเฉินปฏิเสธจะถือเป็เื่ไม่สมควร
ทั้งสองตกลงกันว่าจะดักซุ่มอยู่ที่นี่ ครู่เดียวหลังจากนั้นจิ้งจอกไฟเจ็ดตัวก็เดินผ่านมา ทั้งสองสบตากันก่อนจะพยักหน้าให้กัน
“ลุย!”
พริบตานั้น คนทั้งสองก็พุ่งออกไปต่างก็ะเิพลังปราณอันแข็งแกร่งออกมาโจมตี
จิ้งจอกไฟทั้งเจ็ดเมื่อเห็นพวกจั่วเฉินก็ตั้งท่าพร้อมต่อสู้ทันทีพวกมันะเิกลิ่นอายพลังอันน่ากลัวออกมา ก่อนจะกระจายตัวเพื่อปิดล้อมทั้งสองคนไว้
จิ้งจอกไฟมีชื่อเสียงด้านความคล่องแคล่วและปราดเปรียวสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้รวดเร็ว เพียงพริบตาก็สามารถประชิดถึงตัวเพราะการต่อสู้ได้เริ่มขึ้น จั่วเฉินจึงอาศัยพละกำลังของร่างกายชกเข้าใส่จิ้งจอกไฟเต็มแรง
แม้พละกำลังของจั่วเฉินจะไม่เพียงพอที่จะโจมตีสัตว์อสูรมารทมิฬตรงๆได้ ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถใช้กับจิ้งจอกไฟเหล่านี้ได้
พลังอันแข็งแกร่งพวยพุ่งออกจากร่างเพราะมีหลิวหยวนคอยช่วยเหลือ การต่อสู้ครั้งนี้จึงดุเดือด
ทั้งสองควบคุมจังหวะการต่อสู้ได้อย่างดีเยี่ยมแม้จะร่วมมือกันได้ไม่ดีเท่าไรนัก ทว่าก็ยังสร้างความเสียหายให้จิ้งจอกไฟได้มากทีเดียว
เมื่อมีคนช่วยการต่อสู้ก็ง่ายขึ้นเท่าที่จั่วเฉินรู้สึกได้ ดูเหมือนหลิวหยวนจะมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นห้าแถมยังคล้ายจะแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมขั้นห้าทั่วไปไม่น้อยคาดว่าอีกไม่นานจะต้องพัฒนาเป็ขั้นหกแล้วแน่ ด้วยพลังเช่นนี้ เมื่อทั้งสองร่วมมือกันจึงสามารถสังหารจิ้งจอกไฟทั้งเจ็ดได้อย่างรวดเร็ว
“ฟู่…”
ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยรอยยิ้มจั่วเฉินเองก็ผ่อนลมหายใจออกมา แม้การต่อสู้ครั้งนี้จะง่ายขึ้นมากทว่าก็ยังสูญเสียพลังปราณไปไม่น้อย
จั่วเฉินคว้าเอาดาบโค้งยาวเก้าชุ่นออกมาก่อนจะลงมือชำแหละเอาหนังจิ้งจอก
“ข้าช่วย” หลิวหยวนว่าพร้อมก้าวเข้ามา
“ไม่ต้อง การชำแหละนั้นต้องใช้ความชำนาญ ข้าว่าเ้าไม่น่าจะทำได้” จั่วเฉินพูดพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“ภารกิจสำนักกำหนดไว้ว่าหนังของมันห้ามมีรอยขาดแม่แต่นิดเดียวหากมีรอยกรีดเกินมาก็จะเสียหายทั้งผืน”
“ก็ได้” หลิวหยวนแบมือ ก่อนจะว่าต่อพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เ้าพูดแบบนี้ ข้าก็ไม่กล้าช่วยแล้ว”
จั่วเฉินพยักหน้า ก่อนจะเริ่มกรีดหนังจิ้งจอกไฟอย่างตั้งใจทุกครั้งที่กวัดแกว่งดาบก็ทำได้อย่างช่ำชอง เมื่อลงดาบก็สามารถเลาะหนังั้แ่หัวจรดหางลงมาโดยไม่มีสะดุดและผิดเพี้ยนเลยสักนิด
หลังจากถลกหนังออกมาผืนหนึ่งแล้วตากไว้ที่ด้านข้างเสร็จจั่วเฉินก็ลากเอาซากจิ้งจอกไฟตัวถัดไปมาจัดการต่อ เมื่อจับตำแหน่งได้ก็ลงดาบทันที ทว่าชั่วขณะนั้นเองเขาจำต้องหันขวับกลับมา ความสุภาพเลือนหายไปหมด สิ่งที่ปรากฏกลับเป็ความเย็นเยียบเสียดกระดูก
ดาบในมือจั่วเฉินไม่ได้กรีดลงบนซากจิ้งจอกไฟแต่กลับหมุนตัวสะบั้นไปเบื้องหน้า
พรืด!
พริบตาถัดมาเืก็สาดกระจายไปทั่วพื้น
“เพราะอะไร” จั่วเฉินถามอย่างเ็าพลางถอยออกมาก้าวหนึ่งเว้นระยะห่างกับหลิวหยวนที่อยู่ตรงหน้า
หลิวหยวนกดหน้าอกตนเอง ทั้งเกรี้ยวกราดทั้งใพร้อมกับะเิไอสังหารออกมาจนไม่เหลือท่าทีเช่นเมื่อครู่อีก