ตอนที่ 1 “งานวิจัยสภาวะความประพฤติ จิตวิทยาและแิของผู้ที่ถูกเรียกว่า loser”
สวัสดี คุณทุกคนกำลังอ่านเื่ของฉันอยู่ในขณะนี้ฉันคือสาวน้อยเกือบจะร้อยๆ โล แว่นหนาตาตี่ อ้วน ดำ จน โง่นั่นรวมๆแล้วถ้าเป็ตัวผู้ผู้คนมักจะเรียกกันว่า loser
โชคดีของดิฉันนิดหน่อยที่เกิดเป็ผู้หญิงถึงแม้จะรวมเื่ข้อเสียทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นแล้วอย่างมากก็แค่ถูกเรียกว่าลูกเป็ดขี้เหร่เพียงเท่านั้น อย่างน้อยๆนั่นก็เป็สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่ห่างไกลจากร้อยกิโลอยู่มากโข
แรกเริ่มเดิมทีตอนที่ฉันอยู่บ้านนอกฉันก็ไม่ได้มองว่าตัวเองดูแย่อะไรขนาดนั้นฉันยังเหลือความมั่นใจในตัวเองอยู่มากโข แม้จะเป็คนที่ อ้วน ดำ จนแต่ฉันคิดว่าฉันไม่โง่นั่นทำให้รู้สึกว่าฉันยังสามารถที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนบนโลกนี้ได้ในอนาคตได้
แต่แล้วความมั่นใจอันน้อยนิดอย่างเดียวก็มลายหายไปเมื่อฉันได้เจอกับชีวิตในมหาลัยเื่ความมั่นใจที่เหลืออยู่ของฉันมันยังมีอยู่จนถึงตอนที่ฉันอยู่ปีหนึ่งเทอมแรกเท่านั้นเพราะใน่ปีหนึ่งเทอมแรกของการเรียนมหาลัยมันก็คือการเรียนซ้ำสมัย ม.ปลายดีๆนี่เองต่างกันก็แค่ย่อจากสามปีเหลืออยู่สามเดือนเพียงเท่านั้น
นั่นไม่ได้เกินความสามารถของฉันเนื่องจากตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่บ้านนอกสมัยมัธยมฉันมั่นใจว่าฉันเรียนดีกว่าเพื่อนๆของฉันอยู่มากโขและตอนที่เรียนเทอมหนึ่งเกรดของฉันสูงจนเกือบจะได้4.00 มีเพียงวิชาเดียวที่ฉันไม่ได้ Aและในชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าว่าจะได้เลยก็คือวิชาภาษาอังกฤษ
แล้วทำไมมันถึงสิ้นสุดเพียงแค่เทอมแรกล่ะ?ก็เพราะเมื่อคุณย่างก้าวเข้าสู่เทอมสองวิชาที่เรียนก็จะเป็วิชาที่เฉพาะทางมากขึ้นในขณะที่หลายวิชามักจะมีหนังสือหรือแบบเรียนเป็ภาษาอังกฤษหลายคนอาจจะบอกว่ามันก็ไม่น่าจะมีปัญหาหากคุณเข้าเรียนเพราะยังไงทางอาจารย์ก็น่าจะสอนเป็ภาษาไทย
หากคุณพูดแบบนั้นมีอยู่สองกรณีที่เป็ไปได้กรณีแรกคือพวกคุณยังไมเข้าใจว่าเด็กบ้านนอกคนหนึ่งจะอ่อนภาษาได้ถึงขนาดไหนกรณีที่สองคือ คุณไม่เคยเรียนกะอาจารย์ที่จบมาจากนอก
วิชาเฉพาะทางแบบเรียนภาษาอังกฤษและ อาจารย์จบจากนอก นี่แหละจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ทำให้คนเช่นฉันยอมสละข้อดีเพียงข้อเดียวที่ตนมีแล้วยอมรับแต่โดยดีว่าฉันโง่แน่ๆ
อาจารย์จากนอกทำให้มีปัญหาขนาดนั้นเลยหรือ?จริงๆมันเข้าใจได้สำหรับฉันหากต้องทับศัพท์ในคำบางคำซึ่งเป็ศัพท์เฉพาะซึ่งไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็ภาษาไทยหรือเมื่อใช้คำในในภาษาไทยแล้วมันฟังดูแปลกๆแต่กลับกลายเป็ว่ามีหลายคำที่ง่ายต่อการเข้าใจกว่าในภาษาไทยแต่กลับใช้คำทับศัพท์ในการสื่อสารยกตัวอย่างเช่น......จริงๆฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าออกเสียงหรือเขียนว่าอย่างไรแต่ความหมายของมันคือ ตั้งใจ ,มีสมาธิ,ภาวะเริ่มต้น, สมดุล คำเหล่านี้ฉันเข้าใจได้ง่ายกว่าในภาษาไทยแต่ท่านอาจารย์กลับสื่อสารออกมาเป็ภาษาอังกฤษ
โดยตัวอย่างที่กล่าวไปในข้างต้นทำให้ฉันแทบจะไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์โดยสมบูรณ์แน่นอนว่าฉันเองก็เป็คนขวนขวายหาความรู้ ขยันหมั่นเพียรอยู่ไม่น้อยเมื่อไม่เข้าใจที่อาจารย์ท่านสอนฉันก็รีบถามอาจารย์ซึ่งอาจารย์ผู้มีเมตตาจิตไม่ยอมให้เด็กบ้านนอกอย่างฉันเรียนตามเพื่อนไม่ทันแน่นอนท่านพยายามอธิบายให้เด็กอ้วนตาตี่อย่างสุดความสามารถซึ่งแกก็อธิบายเป็ภาษาที่ดิฉันไม่เข้าใจเช่นเคย
นั่นแหละที่ทำให้ฉันไม่เข้าใจที่อาจารย์สอนโดยสมบูรณ์สิ่งที่ฉันอัดอั้นตันใจและอยากจะบอกเหลือเกินก็คือ ”มันเป็เพียง logic ง่ายๆ ที่ทาง Uniเวอสะตี้ค้าน อันเดอสแต๋น ในการเลือกหรือ สรรหา บุคลากร to be โปเป็ดเซ่อ พวกเขาเลือคนที่ so genius แทนที่จะเป็คนที่สอนคนอื่นได้”
แน่ละเมื่อฉันพูดแบบนี้ออกไปคำตอบที่ได้ก็คงจะประมาณ“ภาษาอังกฤษคือภาษาสำคัญที่คุณจำเป็ต้องรู้อยู่แล้วและถ้าหากมีปัญหาที่ผู้สอนนักศึกษาคนอื่นๆก็ควรจะมีปัญหาเช่นเดียวกับคุณ” สรุปคร่าวๆ ‘แกโง่เองยัยอ้วน’
หึหึ..ก็อย่างที่ท่านๆเขาว่าไป ฉันเลิกปฏิเสธในความโง่ของตัวเองราวกับโดนร่างมืดเข้าครอบงำ การมองโลกของฉันเริ่มเบนเข็มไปในทิศทางที่แย่สุดๆฉันเริ่มเกลียดผู้คนรอบข้างที่มักจะตัดสินฉัน ทั้งๆที่ตัวเขาเองไม่เคยแม้จะเจอปัญหาเช่นฉันฉันเริ่มเกลียดผู้ชายที่มักจะวิจารณ์รูปลักษณ์ของฉันเริ่มเกลียดผู้หญิงคนอื่นที่มองเราด้วยสายตาที่ดูถูกดูแคลนและสมเพช เกลียดผู้ใหญ่ที่มักจะมองเราว่าโง่สุดๆจากลักษณะภายนอก เกลียดแมวอ้วนสีฟ้าไร้หูที่ไม่เคยโผล่มาที่ลิ้นชักของฉันแม้ฉันจะรอคอยมานานแสนนาน เกลียดทีวีที่มีแต่ข่าวการเมืองน่าเบื่อเกลียดผ้าม่านในห้อง และสุดท้ายมันลงเอยด้วยการเกลียดตัวเองในกระจก
มันเริ่มไร้สาระและหนักข้อขึ้นใช่มั้ยไอ้การมองโลกในแง่ลบของฉันเชื่อเถอะว่าฉันก็รู้สึกแบบเดียวกันจนฉันเริ่มที่จะปรับทัศนคติของตัวเองถึงนาทีนี้ฉันเริ่มรู้สึกชื่นชมกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าพวกขี้แพ้ขึ้นมาบ้างเล็กน้อยพวกเขาทนอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ได้ยังไงกัน? ไอ้ความรู้สึกที่เกลียดกระทั่งแมวอ้วนสีฟ้าที่ไม่โผล่มาที่ลิ้นชักฉันหมายถึงพวกขี้แพ้ทุกคนคงหวังให้มันโผล่มาเหมือนฉันใช่มะ
บ้าเอ้ยมันยากจริงๆที่ฉันนึกถึง่เวลานั้นแต่ยังไงก็ตามฉันได้ผ่านด้านลบของตนมาได้ด้วยความคิดบวกอย่างไม่น่าเชื่อของกลุ่มชนคนขี้แพ้ถัดจาการที่ฉันคิดลบสุดๆฉันเริ่มหลงตัวเองด้วยความเชื่อที่ฉันยอมรับได้ว่าถูกต้องโดยการที่ฉันหลงตัวเองแบบสุดกู่จริงๆจะบอกว่าหลงตัวเองก็ไม่ถูกซะทีเดียวฉันเริ่มมองว่าตัวฉันเองเป็คนที่เจอความจริงของโลก
ฉันรู้จักโลกของคนทั่วไปและรู้จักโลกอันแสนมืดมนที่ฉันอยู่ในตอนนี้ฉันอยู่กับโลกทั้งคู่ด้วยความเชื่อแบบนี้เรื่อยมาและเหลือเชื่อ!!! ฉันมีความสุขดีฉันเริ่มคิดว่าฉันเป็เหมือนคนทั่วๆไปจากการที่ฉันเริ่มจะดูถูกคนที่ดูถูกฉัน
“ดูถูกฉันอยู่งั้นเหรอ..หึหึแกยังไม่เจอโลกที่โหดร้ายด้วยซ้ำ แกยังมองเห็นยูนิคอนหรือแมวอ้วนสีฟ้าอยู่สินะเด็กน้อยจริง” นั่นคือที่ฉันคิดปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ดูถูกคนมันทำให้ฉันมีความสุขจากความรู้สึกที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
เอาเถอะพูดแต่เื่การสู้รบกับความคิดด้านบวกด้านลบกับตัวเองมาก็มากแล้วกลับไปที่วิถีชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของฉันอีกครั้งสิ่งที่ฉันอยากจะพูดก็คือ “เรียนมหาลัยมาสี่ปี ถุยชีวิต”
ตอนนี้ฉันอยู่ปีที่ห้าหรือก็คือเรียนยังไม่จบตลอดสี่ปีที่ฉันเรียนอยู่ในรั้วมหาลัย คนอย่างฉันเองก็มีเพื่อนกับเขาเหมือนกันนะเธอเข้ามามีบทบาทและสนใจที่จะเป็เป็เพื่อนของฉันหลังจากที่การสู้รบอันยากลำบากภายในจิตใจของฉันสิ้นสุดลงหรือก็คือหลังจากที่ฉันเริ่มดูถูกคนอื่นซึ่งมันเป็่ที่ฉันเรียนอยู่ปีสองตอน่ปลายของเทอมแรก
เธอเป็สาวตุ้ยนุ้ยชื่อ อัน..พวกคุณเริ่มมีความคิดว่าพวกขี้แพ้มาจับกลุ่มกันอยู่รึป่าวพับความคิดนั้นลงอ่างไปได้เลยเพราะเธอเป็สาวตุ้ยนุ้ยผิวขาวเชื้อจีนครอบครัวมีฐานะระดับที่เรียกว่า*รวย*ได้
แน่นอนด้วยฐานะแบบที่ฉันว่านั้นเธอไม่ขาดเพื่อนแต่อย่างใด เธอมีเพื่อนมากมาย จริงๆฉันควรจะบอกมีคนที่อยากเป็เพื่อนกับเธอมากมายเหลือเกินแต่เธอก็ยังคงเข้าหาฉันและพยายามเป็เพื่อนกับฉันฉันคงไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่าเธอช่างมีสายตาแหลมคมนัก
นั่นคือในความคิดของฉันฝ่ายเดียวฉันเคยถามความคิดของเธอเช่นกันแบบตรงๆ แบบ..เพื่อนเขาถามกันน่ะ..
“อัน..ไหงสาวเชื้อจีนที่หัวการค้าแบบแกถึงได้พยายามเป็เพื่อนกับฉันล่ะ”
“เพราะฉันเป็พวกหัวการค้าไงฉันไม่ได้ชอบทุกคนที่ฉันผูกมิตรด้วยหรอกนะ แต่ในสายตาของฉันคนที่เป็เพื่อนกับฉันต้องมีแนวโน้มว่าจะพึ่งพาได้ในอนาคตหรือตอนนี้ หรือตอนไหนสักตอน” อันซึ่งเป็เพื่อนเพียงคนเดียวของฉันตอบฉันควรจะเสียใจหรือดีใจเพราะเพื่อนเพียงคนเดียวของฉันมองฉันเพราะผลประโยชน์ จริงๆแล้วฉันดีใจมากและรู้สึกรักยัยอันมากเพราะยัยนี่เห็นคุณค่าในตัวฉันรู้มั้ยว่าตอนนั้นฉันรู้สึกชอบ DNA ของคนจีนในตัวเพื่อนฉันเหลือเกิน
“แล้วก็..ตอนที่ฉันอยู่ด้วยกันกับแกมันทำให้ฉันดูดีขึ้นมานิดหน่อยถ้ากลุ่มเรามีแค่ฉันกับแก ฉันก็เป็คนที่สวยสุดในกลุ่มไง”
“..................................ลูกเตะสาวอ้วนพิฆาต!!”
“เพลงหมัด DNA คนจีนนนนนน”
ความสัมพันธ์ของยัยอันกับฉันก็ประมาณนี้แหละแม้จะเป็ประมาณนี้ยัยอันก็พึ่งพาได้และฉันก็พึ่งพาเธอเรื่อยมาจนเธอจบปีสี่เธอมักพูดเสมอว่าฉันเป็คนที่แข็งแกร่งคนที่สู้แล้วแพ้อาจจะเป็คนที่ด้อยความสามารถแต่คนที่สู้ทุกครั้งแม้จะแพ้คือคนที่น่านับถือคนแบบฉัน
ฉันควรจะซึ้งกับคำของยัยอันแต่เซลล์สมองของฉันมันไปติดกะไอ้วลีที่ว่า“สู้ทุกครั้งแล้วแพ้มากกว่า”นี่ฉันเป็คนแบบไหนกัน.....จะว่าไปตูก็แพ้ตลอดจริงๆด้วยสิ
ย้อนกลับมาเวลาปัจจุบัน ที่ยัยอันจบไปแล้วไม่มีเพื่อนที่คอยอยู่ข้างๆฉันอีกต่อไป แต่ก็อย่างที่เธอว่า ฉันไม่เคยหลบเลี่ยงการต่อสู้ แม้ผลสุดท้ายจะต้องแพ้เพราะเราคือ...สปาต******************
“พรึ่บๆๆ”หลังจากที่เพ้อมามากมายหน้าหนังสือของฉันยังคงพลิกไปมา ฉันนั่งอ่านมันอยู่ที่เดิมที่ประจำของสาวอ้วนตุ้ยนุ้ยผู้แข็งแกร่ง
บริเวณนี้คือหลังตึกแปดของคณะวิทฯซึ่งไม่ค่อยจะมีคนอยู่เท่าใดนักแม้จะมีม้าหินอ่อนมากมายกับบรรยากาศดีๆก็ตามคนสมัยนี้ก็มักจะนั่งในคาเฟ่หรือร้านกาแฟมากกว่า
วันนี้ฉันเป็คนเดียวที่นั่งอยู่ที่นี่ฉันต้องไปทำงานพาร์ทไทม์หลังจากที่เรียนเสร็จและหอพักของฉันมันอยู่ห่างจากที่ทำงานเกือบห้ากิโลในขณะที่บริเวณนี้ห่างเพียงสองกิโล
มันเป็การสิ้นเปลืองค่าเดินทางหากว่าฉันต้องกลับไปที่หอพักฉันจึงรออยู่ที่นี่และทบทวนบทเรียนที่ลงเรียนเป็ครั้งที่สามของฉัน
ในเอกสารของฉันมีรอยขีดเขียนมากมายซึ่งเป็อักขระที่ท่านอาจารย์ได้ขีดเขียนให้หลังฉันมีคำถามฉันมีความมุ่งมั่นเหลือเกินว่าฉันจะสามารถผ่านวิชานี้ไปได้หลังจากที่เรียนมาถึงสามครั้งแล้ว
”สวัสดี ผมนั่งด้วยได้มั้ยครับมีเื่ต้องคุยกับคุณนิดหน่อย”
“.............??!!!..............”
‘ไอ้หน้าหล่อนี่มันใครวะ ไสหัวไปไกลๆ ก่อนที่ฉันจะใช้ท่าไม้ตายลูกเตะสาวอ้วนพิฆาตนะเว้ย’นั่นคือสิ่งที่ฉันพูดในใจของฉัน
“เชิญค่ะ ไม่มีใครนั่ง”และนั่นคือสิ่งที่ฉันพูดออกไปในความเป็จริง เราจะไปแสดงออกว่าเกลียดทันทีทั้งๆที่เขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็คงไม่ได้ใช่มะ
“ผมบุญเติม ตอนนี้เรียน ป.เอก อยู่ในแผนกมานุษยวิทยา”
หน้าหล่อบุญเติมแนะนำตัวกับฉันแล้วนั่งนิ่งประมาณว่า‘ตาแกแล้วยัยอ้วน’
“ฉันชื่อเคี้ยว เรียนอยู่ปีห้า ป.ตรีคณะวิทฯ...กำลังคิดอยู่ว่าคนเ*ยไรชื่อเคี้ยวอยู่รึป่าว”
“เปล่า ผมรู้อยู่แล้ว”
“หรา ฉันกำลังคิดอยู่ว่าคนเ*ยไรชื่อเคี้ยว”
นี่คือสิ่งสำคัญที่คุณต้องรู้เมื่อคุณมีปมด้อย ‘ล้อตัวเองก่อนจะโดนคนอื่นล้อ’จะได้ไม่เจ็บมาก
“ผมเองก็ชื่อค่อนข้างที่จะไม่ทันสมัยดังนั้นเื่ชื่อนี่ก็เป็ปมของผมเหมือนกันเพราะฉะนั้นผมถึงเข้าใจคุณ”
“โอ้..เป็อย่างนั้นรึ”
“??...........โอเคผมว่าอ้อมไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรความจริงผมกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้คนซึ่งมีชื่องานวิจัยว่า*สภาวะความประพฤติจิตวิทยาและแิของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า loser*ซึ่งผมเชื่อว่าคุณเหมาะจะเป็ตัวอย่างงานวิจัยนี้และเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาบุคลิกภาพของคุณเองด้วย”
หน้าหล่อบุญเติมบอกกับฉัน “ก็คิดอยู่แล้วว่ามันต้องประมาณนี้...ลูกเตะสาวอ้วนพิฆาต!!!”
**********************************************************************************************************