หยางเฉินมองไปที่ประตูและพบกับคนกว่าสิบคนที่เดินเข้ามาคนเหล่านี้สวมชุดสีเขียวตัดด้วยผ้าอย่างดี พวกเขาดูเป็นคนชั้นสูง คนเหล่านี้คือคนของสำนักชีจี
สิ่งที่หยางเฉินแปลกใจคือสำนักซีหยางและวังวูหลินไม่ได้มาด้วยมีแค่สำนักชีจีที่มา แต่สิ่งที่ทำให้หยางเฉินแปลกใจไปมากกว่านั้นคือคนที่นำกลุ่มคนกลุ่มนี้เข้ามาคือสาวงาม
นางใส่ชุดสีเขียวคิ้วดูได้รูป จมูกเป็นสัน และดูเป็นคนชั้นสูง เสื้อผ้าที่นางสวมใส่แนบกับเรือนร่างเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจน
เมื่อเห็นผู้หญิงคนนี้หยางเฉินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “ ผู้หญิงในโลกนี้โตมาดีจริงๆ !”
“ พี่เฉินนางสวยรึ ?” ตอนที่หยางเฉินมองไปที่ผู้หญิงคนนั้น เว่ยหยานหลานก็มองมาที่เขาและถามขึ้นมา
หยางเฉินลูบจมูกแล้วพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม“ ไม่มีใครไปสวยกว่าหลานเอ๋อของตระกูลเราได้หรอก”
“ใครอยู่ตระกูลเจ้ากัน ?” เว่ยหยานหลานหน้าแดงขึ้นมา นางก้มหน้าด้วยความเขินอายและไม่กล้าจะมองมาที่หยางเฉินอีกนางไม่ได้หน้าด้าน อย่างน้อยก็ไม่ได้หน้าด้านเหมือนกับหยางเฉินในตอนนี้
ตอนที่หยางเฉินและเว่ยหยานหลานพูดคุยกันอยู่นั้นถูเชิน, วูเล่ย, โมซัน และ เหอเจีย ก็ได้เชิญคนของสำนักชีจีเข้าไปด้านในห้องโถง
เมื่อคนของสำนักชีจีนั่งประจำที่ถูเชินก็ยิ้มออกมาและพูดขึ้น “ ไม่คิดเลยว่า แม่นางมู่เหยาจะมาที่นี่ยินดีกับแม่นางมู่เหยาด้วยที่ได้ขึ้นเป็นอาจารย์”
“ ท่านถูก็ชมเกินไปแล้ว”มู่เหยายิ้มออกมา น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ปีนี้มีแค่สำนักชีจีที่มายังเมืองซูเซียน สำนักซีหยางและวังวูหลินไม่ได้มาด้วย”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นทุกคนต่างก็พากันอึ้งไป สำนักซีหยางและวังวูหลินไม่ได้มาด้วย ? มันเกิดอะไรขึ้นกัน? รึว่าคนในเมืองซูเซียนไปทำให้สำนักทั้งสองไม่พอใจ ?
“แม่นางมู่เหยา นี่...” โมซันและคนอื่นๆสีหน้าเปลี่ยนไป พวกเขาพากันมองไปที่มู่เหยาทันที
“อย่าเข้าใจผิด เหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาไม่ได้มา ก็เป็นเพราะพวกเขาได้ไปยังเมืองลั่วเซียและเมืองชีหยานสำนักชีจีของเรานั้นรับผิดชอบกับการคัดเลือกในเมืองซูเซียน” มู่เหยาอธิบายออกมาด้วยรอยยิ้ม“ กฎปีนี้เปลี่ยนไปจากเดิม เราจะไม่คัดเลือกแบบรวมกัน เราจะแยกกันคัดเลือก ต้องบอกว่าเมื่อคนในเมืองซูเซียนถูกเลือกพวกเจ้าก็จะได้เข้าร่วมสำนักชีจี”
เมื่อได้ยินที่มู่เหยาอธิบายออกมาทุกคนก็กระจ่างกันทันที
สีหน้าของหยางเฉินเปลี่ยนไปเขาแอบสบถในใจ ‘กฎบัดซบอะไรกัน? หากเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ได้พบกับเชินเจียนเซียวและหลิวหยูสิ หากพวกเขาเข้าร่วมสำนักซีหยางรึวังวูหลินข้าคงไม่มีโอกาสได้พบกับพวกเขา ! ’
“ หัวหน้า บอกกันว่าสามกองกำลังจะจัดการแข่งขันในทุกๆ2-3 ปี มันยังไม่สายที่เราจะได้จัดการกับพวกเขา” กั้วติงมองไปที่หยางเฉินแล้วพูดขึ้นมา
‘ เฮ้อเสี่ยวหยาง ดูเหมือนว่าข้อตกลงของเจ้ากับข้านั้นจะต้องเลื่อนไปก่อน ‘ ในใจของเขาสลดอย่างมาก ตอนนี้ถึงเขาไม่อยากเข้าร่วมสำนักชีจีแต่ก็ต้องคว้าที่ว่างไว้ก่อน เพราะเขาต้องทำตามที่ตกลงกับหยางเฉินคนเดิมให้ได้
ตอนที่หยางเฉินและกั้วติงกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น มู่เหยาก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “ ท่านโมซัน เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า”
โมซันและคนอืนๆพากันพยักหน้าถูเชินลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกมาก่อนจะตะโกนขึ้น “การทดสอบแรกหากใครไม่อาจทำลายหินเพชรได้ 9 ก้อนก็รีบยอมแพ้ไปซะ ! ” ในตอนที่พูดนั้นเขาก็ได้มองไปที่หยางเฉินและกั้วติง
คนอื่นๆเองก็มองไปยังทั้งสองคนเช่นกันสายตาของพวกเขาดูประหลาดใจ คนของสำนักชีจีก็มองตามพวกเขาไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงได้มองไปที่หยางเฉิน เด็กนี่มีพรสวรรค์รึไงกัน ?
หยางเฉินยิ้มออกมาเขาไม่ได้สนใจสายตาของคนโดยรอบแม้แต่น้อย
‘เด็กนี่ไม่ได้ยินที่ข้าพูดงั้นรึ? ทำไมเขาไม่ถอนตัว ? ’ ถูเชินคิ้วขมวดพร้อมสีหน้าที่แสดงถึงความไม่พอใจ
‘ขยะอย่างมันยังมีหน้าอยู่ที่นี่อีกได้อย่างไร ? ’ โมโกและเหอเฟิง เขาอดไม่ได้ที่จะฮึดฮัดในใจมีแค่ถูซานเท่านั้นที่ยังนิ่งอยู่ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา
เมื่อเห็นว่าหยางเฉินและกั้วติงไม่ถอนตัว ถูเชินก็ได้แต่ส่ายหน้าและพูดขึ้นมา “ เอาหินเข้ามาได้ ถูซาน เจ้าทดสอบเป็นคนแรก !”
“ ได้ !” ถูซานตอบกลับเสียงดัง แล้วเดินไปที่ใจกลางห้องโถงในเวลาเดียวกันก็มีหินเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว
“ เด็กนี่เป็นลูกของถูเชินบอกกันว่าเขามีพรสวรรค์อย่างมาก” ถูซานเดินไปที่กลางห้องโถง ชายที่อยู่ด้านหลังของมู่เหยาก็ยิ้มออกมาและพูดขึ้น “ ชายคนนี้ดูค่อนข้างหล่อเหลา แต่สายตานั้นดูดุดัน”
“ ฟางไห่เจ้าน่าจะได้ยินเรื่องที่ว่ามีคนในเมืองซูเซียนที่ทำลายหินได้ถึง 10 ก้อน เด็กนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นบอกกันว่ามีคนแบบนี้อยู่ถึง 4 คนเจ้าสำนักได้ใช้เงินจำนวนมากเพื่อจะได้สิทธิ์ในเมืองซูเซียนมา”มู่เหยามองไปรอบๆแล้วพูดขึ้นมา
“ ดูเหมือนว่าสำนักของเราจะได้คนมีพรสวรรค์เพิ่มไปอีกหลายคน”ในตอนที่พูดนั้น ฟางไห่ก็ได้มองไปที่ใจกลางห้องโถงและเผยสีหน้าแปลกใจออกมา “เขาถึงกับคิดจะทดสอบด้วยหินถึง 14 ก้อน พรสวรรค์เขาดีจริงๆ”
แม้แต่โมซันและคนอื่นๆก็เผยสีหน้าแปลกใจออกมาพวกเขาไม่คิดเลยว่าถูซานจะทดสอบด้วยหิน 14 ก้อน
“ แค่หิน 14ก้อนทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้”เถาเถาในพู่กันมองไปรอบๆด้วยท่าทีไม่พอใจก่อนจะส่งข้อความไปหาหยางเฉิน “ ความสามารถเช่นนี้ในตระกูลของนายท่านข้าแล้วเป็นได้แค่ศิษย์ภายนอกเท่านั้นไม่มีโอกาสได้เป็นศิษย์หลักแม้แต่น้อย”
“ เถาเถา...” หยางเฉินอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเขาอยากจะเห็นจริงๆว่าตระกูลของเจ้านายที่เถาเถาพูดถึงเป็นแบบไหนมันจะแกร่งจริงๆรึไม่
ตอนนั้นถูซานก็ได้ลงมือไปแล้วเสียงดังสนั่นเกิดขึ้น หมัดที่เหมือนกับค้อนได้อัดเข้าไปที่หินจนทำให้เกิดรอยแตกขึ้นมาหลังจากเสียงแตกดังขึ้นกว่า 14 ครั้ง หินเพชรทั้ง 14 ก้อนก็แตกออก
โมโกและเหอเฟิงสีหน้าเปลี่ยนไปพวกเขาแสดงสีหน้าแปลกใจและตกใจออกมา
“นี่คือลูกของถูเชินรึ ? แน่นอนว่าเขาปกปิดความแข็งแกร่งของตัวเองไว้เป็นอย่างดี”โมซันและคนอื่นๆเริ่มรู้สึกหวั่นใจ แม้ว่าพวกเขาจะคาดไว้อยู่แล้วว่าถูซานปกปิดความแข็งแกร่งเอาไว้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้พวกเขาแปลกใจได้อยู่ดี
“ เขาอายุแค่16 ปี ด้วยพรสวรรค์ของเด็กคนนี้แล้ว เขาคงบ่มเพาะไปถึงระดับสูงได้ในอนาคต” ฟางไห่ตาเป็นประกายขึ้นมาไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่
ถูเชินยังรักษาท่าทีสงบของตัวเองเอาไว้แต่ก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย เมื่อหยางเฉินเห็นรอยยิ้มนี้เขาถึงกับขยี้ตาตัวเองและคิดในใจ‘ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่รึไม่ ? เจ้านักเชือดนั่นยิ้มเป็นด้วยรึ ? ’
ในตอนที่หยางเฉินแปลกใจอยู่นั้นรอยยิ้มของถูเชินก็หายไป เขาหันกลับไปมองเหอเฟิงและพูดต่อ “ คนที่สอง เหอเฟิง !”
เหอเฟิงเดินไปที่ใจกลางห้องโถงแล้วพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม“ ข้าขอทดสอบด้วยหิน 14 ก้อน ” ในตอนที่พูดนั้นเขาก็มองไปที่ถูซาน สายตาของเขาเหมือนกำลังท้าทายอีกฝ่าย
ทันทีที่เขาพูดจบก็มีหินมากองไว้ที่กลางห้องโถง ทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่เหอเฟิง
เหอเฟิงกระโดดขึ้นและใช้หมัดต่อยเข้าใส่หิน หินแตกร้าวอย่างต่อเนื่อง เขาเองก็ทำลายหินได้14 ก้อนเช่นกัน
“พรสวรรค์ของคนเมืองนี้น่าทึ่งจริงๆ วิสัยทัศน์ของเจ้าสำนักนี่น่ายกย่อง” หลังจากที่มู่เหยาเห็นผลงานของเหอเฟิงนางก็เริ่มชื่นชมเจ้าสำนักที่วันๆไม่ทำอะไรเลย
เหอเฟิงทำลายหินเสร็จก็มองไปที่โมโกก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มุมปากออกมา
หลังจากที่โมโกเห็นรอยยิ้มยั่วยุนี้เขาก็ยิ้มออกมา เขาไม่ได้สนใจอะไรมากและรู้ว่าที่ผ่านมาประเมินเหอเฟิงและถูซานต่ำเกินไปแต่เขาไม่รู้เลยว่ามีคนที่มองดูพวกเขาราวกับมองดูเด็กเล่นกันอยู่คนคนนั้นก็คือหยางเฉิน
“ น่าสนใจเริ่มแข่งกันเองด้วย ” หยางเฉินยิ้มออกมาและหันไปมองกั้วติง “ กั้วติงเจ้าคิดว่าเจ้าเหนือกว่าพวกนั้นรึไม่ ?”
กั้วติงพยักหน้าสีหน้าของเขาดูมั่นใจอย่างมาก
“ เอาแค่ชนะพวกนั้นได้ก็พอไม่ต้องใช้พลังทั้งหมด” หยางเฉินเตือนกั้วติงและหญิงสาวทั้งสองขึ้นมาเขาไม่อยากให้กั้วติงและคนอื่นๆเผยความแข็งแกร่งทั้งหมดออกมา มันเท่ากับเป็นการเปิดเผยทุกสิ่งนี่คือหลักการของเขา
กั้วติงและคนอื่นๆพากันพยักหน้าตอบรับพวกเขาเชื่อคำพูดของหยางเฉิน แต่มันไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความคิดเป็นของตัวเองหาใครประเมินความฉลาดของพวกเขาต่ำเกินไป งั้นก็อาจจะต้องเจ็บตัวเสียเอง
“ คนที่สามโมโก !”
เมื่อได้ยินที่ถูเชินตะโกนออกมาโมโกก็ได้เดินเข้าไปที่ใจกลางห้องโถงและขอหิน 14 ก้อน ใช้เวลาไม่นานเขาก็กระโดดขึ้นแล้วต่อยใส่ที่หินหินทั้ง 14 ก้อนก็แตกออกเช่นกัน
“เหลืออีกสองคน ข้าไม่รู้ว่าพรสวรรค์ของสองคนนี้เทียบกับสามคนแรกแล้วจะเป็นอย่างไร?” มู่เหยาเผยสีหน้าคาดหวังออกมา
“ คนที่สี่ซงเทียนเอ๋อ !”
ซงเทียนเอ๋อมองไปที่หยางเฉินแล้วยิ้มออกมา“ ท่านพี่ ท่านจะให้ข้าทำลายหินกี่ก้อนกัน ?” นางไม่ได้พูดดังนักเสียงของนางจึงแหลมผิดปกติ
เมื่อทุกคนได้ยินที่นางถามมาพวกนั้นต่างก็พากันอึ้ง “ ให้ทดสอบกับหินกี่ก้อนงั้นรึ ? นางมั่นใจในตัวเองเกินไปหน่อยรึไม่?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องถามข้าก็ได้” หยางเฉินไม่รู้ว่าจะหัวเราะรึร้องไห้ดี แต่สุดท้ายเขาก็ตอบกลับไป“ 15 ก้อน ”
15 ก้อนรึ ?เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของหยางเฉิน พวกเขาต่างก็พากันอึ้ง
มู่เหยากลับอึ้งยิ่งกว่าสาวน้อยคนนี้จะทำลายหินได้ 15 ก้อนจริงๆรึ ? ไม่ใช่แค่นางคนอื่นๆจากสำนักชีจีเองก็ตกตะลึงเช่นกันสาวน้อยที่ดูอ่อนแอผู้นี้มีความแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลยรึ ?
“ข้าจะฟังเจ้าก็แล้วกัน ข้าจะทดสอบด้วยหิน 15 ก้อน” ในตอนที่พูดนั้นซงเทียนเอ๋อก็ได้เดินไปที่ใจกลางห้องโถง ถูเชินได้เตรียมหินไว้รออยู่แล้ว
ซงเทียนเอ๋อมองไปที่หินก่อนจะยกมืออันขาวเนียนของนางขึ้นมานางถอนหายใจออกมาก่อนจะฟาดฝ่ามือเขาใส่หินตรงหน้า
แกร๊ก...
เสียงแตกดังลั่นไปทั่วนอกจากหยางเฉินกับพวกของเขาแล้ว ทุกคนต่างก็พากันกลั้นหายใจ สาวน้อยผู้นี้กลับทำลายหินได้ถึง15 ก้อน !
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูจากท่าทางของนางแล้วดูเหมือนว่านางจะยังไม่เอาจริงด้วยซ้ำ หากนางเอาจริง นางจะทำลายหินได้กี่ก้อนกัน ?