หลังจากผ่านเข้ามาสู่ตำหนักวารีพิสุทธิ์ สายตาของหลิงเทียนก็กวาดมองไปทั่ว แม้จะเก็บสีหน้าได้อย่างดีเยี่ยม ทว่าเซียงเซียงกลับรู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ ราวกับว่าการที่หลิงเทียนทำแบบนี้ มันจะต้องมีอะไรที่นอกเหนือจากการสำรวจทั่วไปแน่นอน แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้
ไม่นานนักพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าหอสายหยก [โรงเตี้ยม] พวกเขารู้สึกถูกโฉลกกับชื่อสถานที่แห่งนี้ จึงได้ตัดสินใจเลือกเป็นที่พัก ในช่วงเวลาที่ต้องเข้าร่วมรับการประลองกับศิษย์หลัก 9 ตำหนัก
เมื่อพวกเขาก้าวเข้ามาภายในหอสายหยก กลับพบว่าบรรดาศิษย์หลักจากตำหนักต่างๆ จำนวนไม่น้อยที่กำลังถกเถียงกันอยู่เรื่องห้องพัก หลิงเทียนไม่ได้สนใจในสิ่งที่พวกเขากำลังถกเถียงกัน ก่อนจะเดินนำแหวกกลุ่มคนเหล่านั้นไป
"เถ้าแก่เนี้ย พอจะมีห้องพักว่าง 4 ห้องไหมครับ!!"
เสียงที่กำลังถกเถียงอยู่พลันเงียบกริบลง และจับจ้องมองไปทางหลิงเทียนและกลุ่มของเขา ด้วยสายตาที่ไม่พอใจ ก่อนจะมีเด็กหนุ่มใจกล้าจากตำหนักมังกรโลกา เข้ามาวางมือบนไหล่ของหลิงเทียนและพูดด้วยน้ำเสียงที่ยโส
"ไอ้หน้าอ่อน!! แกเป็นใครวะถึงได้บังอาจกล้ามาจองที่พักที่ตำหนักมังกรโลกาต้องการ"
"ปัง!!?" หลิงเทียนไม่พูดพร่ำเพียงสะบัดไหล่ออกจากมือของศิษย์หลักจากตำหนักมังกรโลกา และซัดฝ่ามือเบาะๆ ออกไปส่งร่างของเด็กใจกล้าออกไปนอกหอสายหยกทันที
"พรึ่บ!! ชิ้ง!!" เหล่าศิษย์หลักจากตำหนักมังกรโลกาถึงกับเรียกอาวุธขึ้นมาพร้อมเพรียง ทว่า....."
ไม่อยากตายถอยออกไปให้หมด!!?" สิ้นเสียงของหลิงเทียนจิตสังหารที่รุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นมา แค่เพียงจิตสังหารของหลิงเทียนก็ส่งผลให้เหล่าศิษย์ตำหนักมังกรโลกา และศิษย์หลักจากตำหนักอื่นๆ ถึงกับหน้าซีดเผือด เพราะมันเทียบเท่าได้กับ สามอันแรกของศิษย์หลักตำหนักต่างๆ
ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้ว สามอันดับแรกของแต่ละตำหนักจะมีที่พักพิเศษให้ จึงไม่จำเป็นต้องหาที่พักด้านนอกเหมือนกับศิษย์หลักที่อันดับต่ำกว่ากำลังทำกันอยู่
ในเวลานี้ศิษย์หลักจากตำหนักต่างๆ ที่มาแย่งกันจองที่พักภายในหอสายหยกพากันถอยกรู ออกไปกันจนหมดทันที ส่วนหลิงเทียนก็หันมาพูดคุยกับเถ้าแก่เนี้ยต่อ และในที่สุดเขาและกลุ่มก็ได้ห้องพักไปคนละหนึ่งห้อง ส่วนเหตุผลที่หลิงเทียนจงใจทำรุนแรงในครั้งนี้ ก็เพราะเขาเห็นสายตาของเถ้าแก่เนี้ยที่กำลังเป็นกังวล
และทั้งสองตำหนักก็ใกล้จะปะทะกันเต็มทีแล้ว เขาจึงจงใจสวมบทเป็นผู้ร้ายซะเองเพื่อไล่กลุ่มคนพวกนั้นไป และเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือเถ้าแก่เนี้ยที่นี่สวยมาก ถึงกับเห็นแล้วจิตใจยวบยาบแต่หลิงเทียนก็ยังปั้นหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม [เก๊กหล่อไว้ก่อน]
เมื่อทั้งสี่แยกย้ายกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็ลงมาทานอาหารด้านล่างโดยหอสายหยกนั้น ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมสุดยอดสาวงามก็ว่าได้ ทำให้บรรดาศิษย์ชายหื่นกามจากตำหนักอื่นๆ แวะเวียนมาก่อกวนอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งหลิงเทียนเองเมื่อเข้ามายังที่แห่งนี้ยังเผลอเคลิบเคลิ้มไปด้วยเลย ดั่งคำว่าที่ว่า "ดอกไม้งาม ไม่จำเป็นต้องเด็ดดม แค่ชื่นชม ก็สุขใจ"
ระหว่างที่หลิงเทียนกับไป๋หยุนเฟยพูดคุยและชื่นชมบรรยากาศโดยรอบ ในระหว่างที่รอสองสาวที่ไม่รู้จะอาบน้ำนานไปไหน หลิงเทียนก็ถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
"นี่!! หยุนเฟยเจ้าชอบหนิงเอ๋อร์ใช่หรือไม่!?"
"ปะ..เปล่านะ..ขะ..ข้าไม่เคยคิดอะไรกับนางเกินเลย" ไป๋หยุนเฟยถึงกับใจหล่นวูบ ได้แต่ตอบอย่างติดๆ ขัด ๆ
"พวกเราเป็นสหายกันไม่จำเป็นต้องปิดบังข้าหรอก แล้วที่ข้าพูดกับเจ้าก็แค่อยากจะเตือนสติ อย่าได้บอกรักนางในวันที่สายเกินไป เพราะมันจะไม่เหลืออะไรเลย จงนำคำของข้าไปตรึกตรองดูให้ดีล่ะ" หลิงเทียนได้แต่ถอนหายใจ เขารู้นิสัยไป๋หยุนเฟยดีหากไม่กระตุ้นชาตินี้คงไม่ยอมปริปากพูดแน่นอน
"หลิงเทียน ข้าไม่กล้าพูโจริงๆ ข้ากลัวว่าหนิงเอ๋อร์อาจจะตัดสัมพันธ์กับข้าไปเลย" ไป๋หยุนเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
"ถึงนางไม่รักเจ้าในวันนี้ก็ยังเป็นสหายที่ดีต่อกันได้ แต่ถ้าเจ้ายังไม่ยอมพูดความในใจอีกคนที่จะเสียใจไปตลอดชีวิตก็คือเจ้า" หลิงเทียนใช้ประสบการณ์ของเขาที่มากกกว่าเตือนอย่างมีสติ ถึงแม้ในชีวิตก่อนเขาจะบอกรักหญิงสาวมากมายแล้วถูกปฏิเสธ แต่มันก็สบายใจกว่าการเก็บไว้ในใจอย่างแน่นอน
"ข้าจะลองกลับไปคิดดู!!" ไป๋หยุนเฟยได้แต่รับคำ
เพียงไม่กี่อึดใจสองสาวก็ลงมาถึงก่อนจะสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ ชนิดที่หลิงเทียนกับไป๋หยุนเฟยได้แต่ตามตากันปริบๆ และแล้วมหกรรมการกิน [ยัด] อาหารของสองสาวก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ โชคดีที่หลิงเทียนไล่ตำหนักอื่นๆ ไปหมด ไม่เช่นนั้นหากใครมาเห็นสองสาวในเวลานี้แบบนี้บอกได้คำเดียว คงขายไม่ออกไปตลอดชีวิตแน่นอน ลำพังแค่อาหารมื้อเดียวก็เล่นฟาดเรียบไปกว่า 40 จานต่อคน
"เอาล่ะ!! ทักษะใหม่พวกเจ้าฝึกไปถึงไหนกันแล้วล่ะ" หลิงเทียนเปิดประเด็นถามขึ้นทันทีที่เห็นสองสาวเริ่มอิ่ม
"ทักษะกายาเทวะ ข้าฝึกได้เพียง 5 ขั้นตอนนี้ยังไม่อาจทะลวงด่านต่อไปได้" ไป๋หยุนเฟยกล่าวพลางรู้สึกผิด
"ข้าเองก็ฝึกทักษะท่าร่างวายุอัสนีติดอยู่ในขั้นที่ 5 เช่นกัน" หนิงเอ๋อร์พูดด้วยสีหน้าแดงเล็กน้อย
"แล้วเจ้าล่ะ เซียงเซียง!?" หลิงเทียนถามอย่างสนใจ
"อ่อ!! ขั้นสุดท้ายติดแค่หลอมรวมปราณหยินสองชนิดเข้าด้วยกัน" เซียงเซียงตอบหน้าตาย
ทว่าก็ทำให้ไป๋หยุนเฟย กับหนิงเอ๋อร์ตกตะลึง พวกเขาได้รับทักษะวิชามาพร้อมๆ กัน และจากที่รู้มาทักษะผนึกจันทราเหนือกว่าทักษะที่ทั้งสองฝึกอยู่ในเวลานี้ซะอีก แต่เซียงเซียงกลับฝึกได้รวดเร็วชนิดที่ทิ้งพวกเขาไม่เห็นฝุ่นเลย ทำให้หนิงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จนอดคิดไม่ได้ว่าไม่ว่านางจะฝึกหนักแค่ไหนก็ตาม แต่ก็มิอาจตามหลิงเทียนกับเซียงเซียงได้ทัน
"ข้าขอตัวไปฝึกต่อก่อนนะ!!" หนิงเอ๋อร์พูดขึ้นก่อนจะขึ้นห้องจากไป
ไป๋หยุนเฟยและเซียงเซียงได้แต่มองตามอย่างงงๆ เพราะที่ผ่านมาหนิงเอ๋อร์นั้นเรียกได้ว่าฝึกหนักกว่าทุกคนมาก ชีวิตของนางคลั่งไคล้การต่อสู้ขนาดนั้นเลยหรือ มีก็แต่หลิงเทียนที่มองตามอย่างเหนื่อยใจก่อนจะโน้มตัวกระซิบไปที่ข้างหูของเซียงเซียง จนถึงกับทำให้นางมีใบหน้าที่ร้อนผ่าว เพราะโดยทั่วไปแล้วหลิงเทียนมักจะใช้การส่งเสียงผ่านลมปราณเพื่อพูดคุยกันสองต่อสองไม่ให้คนอื่นได้ยิน
"หยุนเฟยชอบหนิงเอ๋อร์เจ้าพอจะช่วยเหลือทั้งสองคนได้หรือไม่!?"
"ได้" เซียงเซียงเพียงตอบรัยสั้นๆ ก็เดินกลับขึ้นห้องโดยไม่ร่ำลาใครเลย
ไป๋หยุนเฟยได้แต่มองตามอย่างงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่นานนักเขาก็กลับขึ้นห้องไปฝึกวิชาต่อ ทิ้งให้หลิงเทียนอยู่โต๊ะเพียงลำพัง หลิงเทียนได้แต่ยิ้มแหยๆ เมื่อมองไปที่จานอาหารที่กองเต็มโต๊ะ พร้อมกับบิลที่ทิ้งไว้ให้เขาจ่ายอีกเพียบ จึงทำได้เพียงแค่บ่นพึมพำในใจ
"เฮ้อออ!! แค่แกล้งนิดหน่อยเอง ถึงกับต้องถึงหนี้ไว้ให้บานเบอะเลยหรือนี่"
สุดท้ายหลิงเทียนก็ต้องเป็นคนไปจ่ายค่าอาหารทั้งหมด ก่อนจะเดินกลับขึ้นห้องในสภาพคอตกกันเลยทีเดียว เพราะค่าเงินของแต่ละตำหนัก จะใช้ทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังที่เรียกว่า ศิลาสวรรค์กับหยกสวรรค์แทน สำหรับศิษย์สายในจะได้รับศิลาสวรรค์เดือนละ 1,000 ก่อน ส่วนศิษย์หลักจะได้รับหยกสวรรค์เดือนละ 1,000 ก้อน หลังจากเขาจบการฝึกกับเหล่าบรรพบุรุษ นี่ก็ผ่านมาร่วม 5 เดือนแล้วทำให้เขามีหยกสวรรค์สูงถึง 5,000 ก้อน ทว่าแค่อาหารมื้อเดียวก็ถลุงหยกสวรรค์ของเขาไปถึง 2,500 ก้อนแล้ว โชคดีที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้หยกสวรรค์บ่มเพาะพลัง มิเช่นนั้นคงได้นอนร้องไห้แน่นอน
หลังจากหลิงเทียนกลับขึ้นห้องพัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาเอาแต่คิดค้นวิชาใหม่ต่างๆ นา ๆ แต่ล้มเหลวซะมากกว่า ทำให้วันนี้หลิงเทียนคิดที่จะตีอาวุธและชุดเกราะมาใส่แทน และจะได้ให้กลุ่มของเขาใส่ร่วมการประลองที่จะมีในอีกไม่กี่วันนี้ด้วย
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นเขาก็ไม่รอช้าทันที และนำอาวุธทั้งหมดที่มีในระบบทั้งหมด ทั้งเก่าใหม่มาประเมินแยกชิ้นส่วน หลอมละลายโลหะ เรียกได้ว่าอาวุธที่เคยได้จากการสุ่มมาทั้งหมด เอามายำให้กลายเป็นเศษแร่ และเริ่มตีอาวุธอย่าบ้าคลั่ง เพราะนอกจากจะให้กลุ่มของเขาไว้ใส่ต่อสู้แล้ว ยังถือโอกาสโปรโมทไปในตัวเพื่อขายอีกด้วย ก่อนจะเอ่ยราวกับปลอบใจตัวเอง
"เอาล่ะ!! ไอ้เจ้าพวกเศษเหล็กทั้งหลาย จากนี้ไปจงมาเป็นค่าข้าวให้กับคู่หมั้นจอมตะกละของข้าก็แล้วกัน!!"