OSVALDO ผู้ปกครองทั้งสี่มิติ (ภาคโรงเรียนเวทมนตร์)

    การประทับรอยหมัดอันตราตรึงใจ ( 1 )

            “ เฮ้อ ! ”  เสียงถอนหายใจของผู้ชายคนหนึ่งดังมาตรงใกล้เตียงเดี่ยวหลังดำ ด้านข้างประตูภายในห้องขนาดใหญ่

            “ นี่ จะถอนหายใจทำไม เจ้าไม่ได้เป็นคนเหนื่อยนิ่ ! ” เสียงเอ็ดเขาของผู้หญิงอีกคนดังต่อมา

            “ ถามจริง เจ้าไม่เมื่อยบ้างรึ เราค้างท่านี้ไว้นานแล้วนะ เปลี่ยนท่าบ้างเถอะ  ” เสียงฟังดูอ่อนแรงของผู้ชายถามนาง

            “ ไม่เอา เราต้องค้างท่านี้ไว้สิ ข้าไม่ยอมง่าย ๆ หรอก ถึงมันจะเมื่อยแล้วก็ตาม ” เสียงดูมุ่งมั่นช่วงแรกกับเบาลงช่วงหลังของผู้หญิงตอบกลับ

            “ งั้นเรามาลองสลับที่กันดูไหม แต่ยังอยู่ท่าเดิมน่ะ...” เสียงเสนอของผู้ชายดังขึ้นติดต่อกัน ก่อนทั้งสองคนจะเงียบลงอยู่สักครู่

            “ อืม ก็ได้ แต่... ” เสียงผู้หญิงตอบ หยุดทิ้งระยะ “ แต่ข้าขอทับเจ้าเหมือนเดิมนะ ”

            “ อีกแล้วเหรอ ! ” เสียงดูไม่ชอบใจของผู้ชายถามกลับ ก่อนจะอ่อนลง “ ก็ได้ งั้นก็ตามนั้น...แต่ไม่ยักรู้ว่าเจ้าจะชอบกินแท่งใหญ่ของข้าด้วย ”

            “ อะไรแท่งใหญ่ยะ ข้าจะบอกอะไรให้ของเจ้าน่ะมันของเล็ก ! ” เสียงผู้หญิงแหย่กลับไป ทุกอย่างเงียบลงในเมื่อ...

            “ อืม… ”  

            เสียงครางเครือแผ่วเบาพร้อมเปลือกตาเรียวงามเปิดออกขึ้นสู่เพดานสีขาวด้วยท่าทางมึนงงจากผู้ชายอีกคนกำลังนอนบนเตียงใหญ่ เกิดวิงเวียนศีรษะเหมือนมันระเบิดออก รู้สึกคลื่นไส้อยากจะอ้วกแต่ก็ไม่อ้วก เขาพยายามดันหัวตัวเองขึ้นมาแต่กับไม่เป็นผล ในเมื่อเด็กหนุ่มได้ยินเสียงทุกอย่างแต่ร่างกายมันไม่เอื้ออำนวย เรี่ยวแรงหายไปหมดสิ้นเหลือแต่เสียงที่ยังพอเปล่งออกมาได้บ้าง ทว่ายังไม่ได้เหลือบมองลง เปลือกตาหนักกลับปิดสนิท เด็กหนุ่มหมดสติไปอีกรอบเพราะฤทธิ์ของสิ่งมึนเมายังคงเล่นงานอยู่

            “ อ้าว... ! ฤทธิ์โคชามันแรงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย สงสารมันจริง ๆ ”

            เสียงลากยาวของผู้ชายคนแรกคือนัส กำลังถูกมือเล็กข้างหนึ่งทับอยู่คือแอรีส พวกเขาช่วยกดแผลฉกรรจ์เป็นทางยาว ผ้าผืนขาวชุบไปด้วยเลือดมากมายจากต้นขาแกร่งซ้ายของอานนท์ที่นอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทางหมดสภาพในหอพักชาย

             แต่ทว่าจะให้เล่าเหตุการณ์ในสิบชั่วโมงที่แล้วคงจะยาวเหยียดไป ขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ คือเรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อได้ออกมาจากร้าน พวกนัสลากเพื่อนชายขี้เมาเดินไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดยืนซื้อของกินข้างทาง เลยพยุงอานนท์ให้นั่งลงข้างกระถางต้นไม้ พอหันกลับมาไม่เห็นมันนั่งอยู่แล้วเลยพากันรีบตามหา แต่สักพักก็เจอตัว นอนกุมต้นขาดิ้นไปดิ้นมาอยู่ตรงฝาแผ่นสังกะสีเก่าข้างร้านขายของหวาน สีหน้าอานนท์ดูไม่รู้สึกอะไรแล้ว พวกเขาตกใจรีบเข้ามาหามมันกลับหอพัก ระหว่างนั้นมีเพื่อนสาวเผ่าพันธุ์เอลฟ์ช่วยบรรเทาความปวดให้คลายลงไปบ้าง แต่ยังไม่สามารถทำให้รอยแผลสมานกันให้หายได้ในเวลาอันสั้น

            “ นัส แอรีส พวกเจ้าไปพักกันได้เลย เราดีขึ้นแล้ว ” เสียงใสของเด็กสาวผมน้ำตาลประกายแดงเรียกเจ้าของชื่อทั้งสองคนให้หันมามอง พวกนัสเห็นเอมม่าเดินเปิดประตูเข้ามาพร้อมบนมือถือขวดน้ำสีเขียวด้วยท่าทางเหนื่อยล้ายังคงอยู่

            “ เหนื่อยหน่อยนะเอมม่า เจ้าคงเสียพลังไปเยอะเลยทีเดียว... ”

            แอรีสทักเพื่อนสาว เพราะพอเอาอานนท์มาถึงหอพักได้โดยไม่ให้ใครเห็น เล่นพาพวกนางเหนื่อยไปตาม ๆ กัน ยิ่งเฉพาะเอมม่าแล้วด้วยทั้งต้องใช้เวทรักษาเพื่อนชายและยังต้องสร้างม่านพลังพรางตัวพวกเขาไว้อีก เพราะเผ่าพันธุ์เอลฟ์มีความสามารถในเรื่องการพรางตัวเป็นเลิศ

            “ ไม่เป็นไรหรอก เรายังไหว ” เอมม่าเอ่ย ยิ้มเซียว ๆ  เดินเข้ามานั่งตรงเก้าอี้ข้างเตียงอานนท์ ในเมื่อพวกแอรีสได้ลุกขึ้นหลีกทางให้ เดินถือไอติมคนละแท่งออกไปจากห้องแล้ว

            หลังจากเอมม่านั่งกดแผลห้ามเลือดต่อจากพวกแอรีสได้สักพักใหญ่ ระหว่างนั้นเด็กสาวไม่อาจละสายตาไปจากดวงหน้าหล่อในยามหลับของอานนท์ได้เลย นางคิดลังเลว่าจะขอยืมพลังจากต้นตระกูลขั้นสูงของตัวเองมารักษาคนบนเตียงดีไหม โดยการต้องแลกพลังภายในตัวไปเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เพื่อคืนพลังกลับไปยังคลังเก็บบทคาถาขั้นสูงของตระกูลสมิธ

            เวลาผ่านไปกว่าสิบนาที เอมม่าตัดสินใจใช้มัน ในเมื่อเห็นสีหน้าอานนท์ดูไม่สู้ดีนัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปมอยู่ตลอดเวลาจนมาถึงหอพัก  แต่นางต้องชะงักยื่นมือออกไป หางตาเห็นแสงสีขาวลอดออกมาจากตู้เสื้อผ้าข้างเตียงเด็กหนุ่ม เอมม่าลุกขึ้น เดินเข้าไปเปิดดู พบกับกล่องสีดำที่นางเคยให้อานนท์เมื่อหลายวันก่อน มันคือหินอัญมณีอาทีมัสนั่นเอง กำลังส่องประกายแวววับเหมือนรู้งาน

            “ ดูท่าอานนท์ยังไม่ได้ใช้แน่เลย...” เอมม่างึมงำ เอื้อมไปหยิบกล่องลงมาได้สำเร็จ นางเปิดฝาออก หินอัญมณีลอยขึ้นไปอยู่ตรงตำแหน่งแผลฉกรรจ์ พลันเกิดแสงจ้าสีขาวบริสุทธิ์ มันค่อย ๆ รักษารอยแผลบนต้นขาขาวของอานนท์สมานเข้าหากัน เอมม่ายิ้ม ก้มหน้ามองแผลนั้นอย่างรู้สึกดีใจ  มือยื่นออกไปแตะลูบแก้มอานนท์เบา ๆ อย่างห้ามตัวเองไม่ได้  ทว่านางต้องเบิกตากว้างในเมื่อ...

            “ อุ้ยตาย ว้าย !! ” เสียงสะดุ้งตกใจของเอมม่า เด็กสาวถูกมือใหญ่ดึงเข้ามากอดแทนหมอนข้างเสียแล้ว ต้นคอนางสัมผัสได้ถึงลมหายใจเข้าออกดูสม่ำเสมอของอานนท์ อันแสดงว่าเขาคงไม่เจ็บปวดอีกต่อไป แถมยัง....

            “ สบายจัง ”

            เสียงกระซิบข้างหูเด็กสาวในอ้อมกอดอานนท์ เขารู้สึกเย็นไปทั่วร่างกาย แต่เปลือกตายังปิดสนิท เด็กหนุ่มหายอาการปวดหัว รับรู้ได้เพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ใกล้ปลายจมูกเชิดขึ้นโด่งเป็นสัน  เขาโน้มหัวเข้ามา  สูดกลิ่นนั้นให้ชื่นปอด คลายแขนออกจากหมอนข้างตัวที่มีชีวิต  

            เอมม่ายังคงนอนตะแคงพิงหลังเข้ากับแผ่นอกแกร่ง  หลับตาลงปล่อยเวลาให้มันผ่านไป เด็กสาวรู้สึกชอบที่ตัวเองอยู่ในอ้อมกอดอุ่น ๆ ของอานนท์แบบนี้ จนนางไม่สนใจว่ามันจะดูไม่ดีหรือไม่สมเป็นกุลสตรีอะไรทั้งสิ้น

            “ พวกเจ้าทำอะไรกัน ! ”

            จู่ ๆมีเสียงตวาดดังขึ้นมาจากเด็กสาวผมขาว นางยืนกำหมัดแน่นอยู่ด้านหน้าพวกเพื่อนอีกห้าคน  ยิ่งไปกว่านั้นฮารัสที่เดินถือของกินตามมา เด็กหนุ่มรีบแหวกทางจากนัสกับแม๊กกำลังยืนบังอยู่ให้ออกไป เห็นฉากเพื่อนชายสุดไว้ใจกับเพื่อนสาวที่เขาชอบกำลังนอนกอดกันอยู่อย่างคู่รัก ฮารัสปล่อยของกินที่ซื้อมาให้อานนท์ทิ้งลงพื้น  ถลาเข้าไปดึงเอมม่าให้ลุกออก  กลับมากระชากคอเสื้อของอานนท์พร้อมง้างจ้วงหมัดใส่มุมปากมันทันที

            ‘ อย่า โกทาล !! อย่าออกไป... ’ เสียงลูซห้ามภูตดาบขึ้นอย่างเร็วพร้อม...

            “ โอ๊ย !!... ไอ้ฮารัส ! ”

            เสียงร้องเจ็บปวดกับสีหน้าตกใจของอานนท์ด้วยท่าทางสะลืมสะลือ เด็กหนุ่มลงไปนั่งจ้ำเบ้าบนพื้นตามแรงของหมัดที่พุ่งมา  เขาพยายามดันตัวเองขึ้นแต่กลับไปนั่งท่าเดิมอย่างหมดแรง  เงยมองฮารัสกำลังหน้าแดงโกรธจัดสลับกับเอมม่าที่ยืนก้มลงเบี่ยงหลบอยู่

            “ เจ้ามาชกข้าทำไมเนี่ย ?! ” เสียงแหบในลำคอปรากฏขึ้นถาม  เขายกมือลูบลูกกระเดือกตัวเองอย่างรู้สึกเจ็บปวดระคายเคือง  ฮารัสไม่ตอบอะไร ดึงมือเอมม่าวิ่งออกไปจากห้องพร้อมนัสกับแม๊กวิ่งตามมา   


            +++++++++++++++++++++


            หลังจากฮารัสวิ่งหนีพวกเอมม่ามาหลบตรงโรงฝึกร้างของปลายทางบี ที่ว่าเขาอยากอยู่คนเดียว เพื่อได้คิดทบทวนในเรื่องนี้กับความรู้สึกที่มีให้เพื่อนสาวอย่างจริงจัง

            ฮารัสเดินเข้าไปในโรงฝึกเห็นกระสอบทรายลอยอยู่กับที่ไร้ฝุ่นเกาะติด เด็กหนุ่มเดินตรวจดูรอบ ๆ มันดูสะอาดกว่าเก่าที่เขาเคยเข้ามา ฮารัสนั่งลงกับเก้าอี้ไม้และใช้ช่วงเวลานี้คิดไปเรื่อยเปื่อย ช่างเงียบสงบแต่รู้สึกว้าเหว่เปล่าเปลี่ยวใจ

            “ เฮ้อ !! ” เขาถอนหายใจเสียงดัง เงยหน้ามองหลังคาสูงอย่างอึดอัด หลับตาลง จนเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งเปลือกตาฮารัสสัมผัสได้ความมืดปิดบังตรงหน้า  เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นพบเอมม่ามองลงมาอยู่

            “ เจ้า "  ฮารัสสะดุ้ง รีบลุกขึ้นเดินหนี แต่มือเล็กคว้ามือเขาไว้ก่อน เด็กหนุ่มหันกลับมา มองหน้าเอมม่าด้วยแววตาดูสับสนใจ

            “ มาหลบอยู่นี่เอง เราเดินหาเจ้าตั้งนาน ” เอมม่าเอ่ย นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเพื่อนชายตรงหน้าต้องเข้าไปต่อยอานนท์แบบนั้นด้วย  “ เจ้าเป็นอะไร ทำไมจะต้องไปต่อยอานนท์ด้วยล่ะ ” เด็กสาวตัดสินใจถาม 

            ฮารัสไม่ตอบ เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ ความไว้เนื้อเชื่อใจของเขาที่ให้อานนท์มันเริ่มสั่นคลอนลง

            “ เอมม่า ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อย “ เด็กหนุ่มถามเสียงเบา

            “ ได้สิ มีอะไรเหรอ ” เอมม่ายิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าฮารัสดูดีขึ้น  กวาดตามองโรงฝึกร้างไปด้วย

            “ เจ้าชอบข้าบ้างไหม ” ฮารัสทำหน้านิ่ง แววตาสีฟ้าเริ่มสั่นไหว แต่ภายในใจเขาช่างสับสนยิ่ง

            “ ข้าก็ต้องชอบเจ้าสิ เอมม่าเอ่ยและพูดต่อ “ ใครบ้างที่จะไม่ชอบเพื่อนตัวเองน่ะ  แค่ในสถานะเพื่อนนะ ”  เด็กสาวเริ่มรู้สึกอะไรแปลก ๆ ขึ้นมาจากแววตาคู่นั้นมองนาง

            “ งั้น แล้วเจ้าชอบใคร อานนท์ใช่หรือไม่ ! ”

            ฮารัสกำหมัดแน่นยิ่งขึ้น ถึงเขารู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน ความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่คั่นระหว่างความสับสนภายในใจ เด็กหนุ่มโกรธและโมโหที่เพื่อนชายตัวเองหักหลังเขาทั้งที่ก่อนหน้านั้นดูมันไม่ได้สนใจเอมม่าเลย แต่เมื่อกี้มันคืออะไร ทำไมจะต้องไปนอนกอดกันแบบนั้นด้วย !

            “ หรือว่า ” เอมม่าเบิกตากว้าง นางเริ่มรู้สึก “ เจ้าชอบข้าเหรอ ” ฮารัสหลุบตาลงต่ำ พยักหน้าตอบเงยขึ้นมอง ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่า

            “ ข้าชอบเจ้าเอมม่า แต่ชอบในฐานะเพื่อน” เด็กหนุ่มตอบ ยิ้มและงึมงำเบา ๆ “ แล้วตอนนี้ ” เพราะฮารัสพึ่งรู้ความรู้สึกตัวเองที่ว่าได้แค่ชอบก็เพียงพอ พอแล้วจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปครอบครองหัวใจนางให้มาเป็นของเขา

            “ เจ้าไม่เป็นอะไรแน่นะ ” เอมม่าเอ่ย เด็กสาวเริ่มเข้าใจว่าฮารัสรู้สึกยังไงกับนาง แต่ตัวเองไม่สามารถรับความรู้สึกดี ๆ แบบนั้นจากเพื่อนชายตรงหน้าได้  ถึงใจจะเริ่มสับสนแล้วก็ตาม

            “ งั้นเรากลับกันเถอะนะ "  เด็กสาวยิ้ม ยื่นมือออกไปจับมือฮารัส แต่ทว่า...


            +++++++++++++++++++++

            ขอย้อนกลับไปครึ่งชั่วโมงที่แล้ว

            เมื่ออานนท์ได้ยินพวกเพื่อนเล่าให้ฟังทั้งหมดตั้งแต่ตอนเมาจนพากลับมาถึงหอพัก เขาลุกขึ้น เก็บหินอัญมณีใส่กล่องยื่นให้เฟร็ดถือไว้ ต้นขาซ้ายตัวเองตอนนี้เริ่มสมานเข้าหากันจนปิดสนิท เด็กหนุ่มรู้สึกเจ็บระบมตรงมุมปากเกิดรอยช้ำอย่างเห็นชัด แต่เขาไม่ได้สนใจ อานนท์รีบวิ่งไปอาบน้ำแต่งกายด้วยชุดนักเรียน เดินออกไปตามหาฮารัสข้างนอกหอ ด้วยท่าทางมึนงงยังคงตกค้างอยู่

            ‘ อยู่โรงฝึกใช่ไหมลูซ ’ ระหว่างเดินผ่านหอพักทั้งหมดไปยังปลายทางบี อานนท์ถามภูตตัวเองพร้อมคิดเรียบเรียงคำพูดไว้เพื่ออธิบายให้มันฟัง  เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยจริง ๆ

             ‘ ใช่ ข้าได้กลิ่น ’ ลูซเอ่ย

            ‘ เดี๋ยวนะ เจ้าได้กลิ่นด้วยเหรอ ’ อานนท์ขมวดคิ้ว รีบเร่งฝีเท้า

            ‘ ใช่ ทั้งกลิ่น เสียงและการมองเห็นดวงจิตวิญญาณ ’  ลูซตอบ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความสามารถของนางแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

            ‘ อ๋อ เดี๋ยวพักเรื่องนี้ไว้ก่อนนะ...  ’  เด็กหนุ่มพยักหน้า เขามายืนอยู่ตรงโรงฝึกแล้ว อานนท์กราดมองเข้าไป เห็นเพื่อนชายผมฟ้ายืนคุยกับเอมม่าอยู่

            ‘ อานนท์ เจ้าจะทำอะไร ’ ลูซถาม เพราะเจ้ารู้สึกว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ ในช่วงแรก

            ‘ เดี๋ยวก็รู้ ’

            อานนท์ยิ้มมุมปาก เขารีบเดินเข้าไป จนคนในนั้นถึงกับสะดุ้งตกใจ ฮารัสจับมือเอมม่าให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลัง ในเมื่อเห็นอานนท์ตรงเข้ามาอย่างเร็วมากพร้อมยื่นมือจับคอเสื้อเขาขึ้น ง้างหมัดหวังต่อยคืน แต่ทว่ายังไม่ทันได้หลับตาลงยืนรอผลนั้น อานนท์ชะงักปล่อยมือจากคอเสื้อมันเปลี่ยนมาจัดให้เรียบแทน

            “ ทำไมไม่ต่อยล่ะ ต่อยสิ อยากเอาคืนไม่ใช่เหรอ ! ” ฮารัสมองลงหมัดข้างขวาของอานนท์อย่างรู้สึกกลัวนิดหนึ่งและเงยขึ้น เชิดหน้าพูดยุมัน

            “ ไม่ล่ะ เจ็บมือข้าเปล่า ๆ ! ” อานนท์เอ่ย แต่สายตาฉายแววขุ่นปรากฏ

            “ อืม ” ฮารัสตอบ คิดเดินดึงมือเอมม่าผ่านมันไป แต่ต้องชะงักเมื่ออานนท์เอ่ยดัก

            “ เจ้ากลัวข้าฮารัส ” ฮารัสปล่อยมือจากเพื่อนสาว ปรายหางตามองหน้ามันอย่างเคืองกลับ

            “ ข้าจะกลัวเจ้าทำไม ฮะ ! ” ฮารัสหันขวับมองเพื่อนชาย

            “  ถ้าไม่กลัวแล้วจะหนีทำไมล่ะ ” อานนท์เอ่ยถาม สีหน้าแสดงความยั่วยวนกวนประสาทใส่มัน

            “ ไอ้นนท์ !! ” ฮารัสตะโกนใส่หน้า เด็กหนุ่มรู้ว่ามันกำลังจงใจยั่วโมโหเขา

            “ ไอ้รัส !! ” อานนท์ตะโกนกลับ คิดอธิบายต่อเลย “ สิ่งที่เจ้าเห็นมันไม่ใช่แบบนั้นนะโว้ย ” ฮารัสเลิกคิ้วมองมันรู้สึกว่าเปลี่ยนอารมณ์เร็วไปไหม แต่ก็ยืนฟังอยู่นิ่ง ๆ  “ ข้าไม่ได้ตั้งใจกอดเอมม่านะ แต่ความเย็นมันเรียกร้องให้ดึงนางเข้ามา ” อานนท์พูด ปรายมองเพื่อนสาวนิดหนึ่ง “ เจ้าจะไม่เชื่อข้าก็ได้ แต่ขอให้เชื่อใจคนที่เจ้าชอบหน่อยสิวะ ” ฮารัสทำตาโต รีบเอานิ้วชี้จุตรงปาก เพื่อส่งสัญญาณให้มันหยุดพูด  เอมม่าหันมองฮารัสสลับกับอานนท์อยู่สักครู่ ยิ้มแห้ง หวังเดินออกไปให้พวกนั้นคุยกันต่อ

            “ ไม่ต้องเอมม่า ข้าเคลียร์กับมันเสร็จแหละ เราออกไปพร้อมกันเลย ” อานนท์เอ่ย ยิ้ม เขายอมรับว่าตัวเองชอบคิดเองเออเอง แต่ความรู้สึกนั้นเด็กหนุ่มไม่ได้สุ่มเดาเอาอย่างเดียวนะ มันต้องดูจากสีหน้า ท่าทางและสถานการณ์ของคน ณ ตอนนั้นด้วย

            “  ยัง ยังไม่จบโว้ย แม่งชอบคิดเองเออเอง ! ” ฮารัสยื่นหน้าตะโกนใส่หูเพื่อนชาย ระหว่างที่มันหันไปบอกเอมม่า

            “ แน่ใจ เจ้ายังไม่เคลียร์ใช่ไหม ! ” อานนหันขวับมองจิกฮารัส ส่วนเอมม่า นางกำลังก้าวเดินออกไปด้านนอก แต่ต้องชะงักในเมื่อ...!

            ผัวะ อานนท์พุ่งหมัด ใส่หน้าฮารัสอย่างเร็ว จนคนโดนถึงกับมึนงง ล้มลงไปนั่งจ้ำเบ้าท่าเดียวกับเขา เอมม่ารีบวิ่งเข้าไปดูอาการฮารัส นางตกใจไม่แพ้คนโดนที่นั่งงุนงง เงยหน้ามองอานนท์อย่างไม่เข้าใจ มือแตะมุมปากตัวเองไปด้วย ปรากฏมีเลือดซิบออกมานิดหนึ่ง

            “ ตกลงเคลียร์นะ ” อานนท์มองลง ยื่นมือออกไปช่วยฮารัสลุกขึ้น  เอมม่ามองทั้งสองสลับไปมาอย่างไม่เข้าใจพวกผู้ชายเลยจริง ๆ  ‘ ต่อยกันแล้วจบเลยเหรอ ’ นางคิด อ้าปากค้างนิดหนึ่ง

            “ เออ จบก็ได้ !! เจ็บชะมัด ! ” ฮารัสมองอานนท์นิดเดียว เบี่ยงหน้าไปทางอื่น ทำเป็นเมินใส่มันและลุกขึ้น โดยมีเอมม่าช่วยพยุงอยู่ข้าง ๆ


            +++++++++++++++++++++

    คล้ายกับเรื่องOSVALDO ผู้ปกครองทั้งสี่มิติ (ภาคโรงเรียนเวทมนตร์) ที่คุณอ่าน