บทที่ 88 : โซ่ตรวนสุดท้ายของราชัน
ซวนหยวนชิงเทียนแอบสงสัยในใจ
ทว่านางไม่ได้เอ่ยถามแค่รู้สึกมีความสุขลึก ๆ ในใจ
นี่คือชายที่หลอมรวมร่างกายจิตใจกับนาง หากไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น เขาจะกลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ยิ่งอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากเท่าไหร่นางก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
......
ใช้เวลาไปสองวันเต็มในที่สุดหลินเฟิงกับซวนหยวนชิงเทียนก็สิ้นสุดการหลอมรวม [พลังเทพเฉียนคุน]
และแล้วหลินเฟิงก็บรรลุขอบเขตสวรรค์กำเนิดขั้นสูงสุด
ระยะเวลาสองวันหากเป็นวันเวลาปกติก็จะถึงว่าไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ช่วงสภาวะที่ทั้งสองคนหลอมรวมร่างกายจิตใจเป็นหนึ่งเดียว ก็เหมือนกับแค่หลับตาแล้วลืมตาตื่นขึ้นเท่านั้น
เมื่อทั้งสองตื่นขึ้น ซวนหยวนชิงเทียนก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าการบำเพ็ญคู่ [พลังเทพเฉียนคุน] ทำให้พลังปราณทองคำควบแน่นเฉียบคมมากขึ้นเรื่อย ๆ บริสุทธิ์กว่าเดิมอย่างน้อยสามเท่า
ผลลัพธ์ที่ได้มาช่วยปลอบประโลมความเสียใจที่สูญเสียพรหมจรรย์ความบริสุทธิ์ให้หายไปราวกับล่องหน
เมื่อทั้งสองหันมามองหน้ากันทำให้เห็นสีหน้าการแสดงออกของอีกฝ่าย ใบหน้าของหลินเฟิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าของ ซวนหยวนชิงเทียนเต็มไปด้วยความเขินอาย
เมื่อจมอยู่ในห้วงแห่งการฝึกฝน ในยามนั้นนางไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเพราะจิตใจและสมาธิทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว
ทว่าปัจจุบันนางแทบรอไม่ไหวที่จะมุดหน้าหนี
ส่งผลให้เวลานี้ซวนหยวนชิงเทียนจึงรู้สึกเขินอายเป็นอย่างยิ่ง แม้จะเป็นสายสัมพันธ์แบบใจเชื่อมใจ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่อาจแยกไปไหนได้ในยามนี้ ทำให้นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
นางไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันนี้
นับตั้งแต่ถูกคู่หมั้นทรยศหักหลังเมื่อสามพันปีก่อน จิตใจและร่างกายของนางก็จะเสมือนถูกแช่แข็ง นางอยู่เพียงลำพังมาโดยตลอด โดดเดี่ยวไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ผู้ใดจะไปคาดคิดว่า [โอสถหงส์มังกร] จะทำให้นางมีความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกไปตลอดชีวิต กับชายที่นางแอบรักในก่อนหน้า
นางไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกซับซ้อนเหล่านี้อย่างไร ใจหนึ่งก็แอบรู้สึกว่าตนเองสิ้นท่าหมดประตู แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกมีความสุขยินดี
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้มุมมองฝังใจของนางเจือจางลง
นางรวบรวมความกล้ามองหลินเฟิง ด้วยสายตาแสนอ่อนโยน
“ชิงเทียน…”
หลินเฟิงรำพึงด้วยเสียงต่ำ สายตาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเร่าร้อนคลั่งไคล้ จ้องมองไปยังใบหน้าแดงก่ำของซวนหยวนชิงเทียน
ถึงแม้ปัจจุบันการฝึกฝนบำเพ็ญ [พลังเทพเฉียนคุน] จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม พลังร้อนเย็นสุดขั้วของทั้งสองที่มาจาก [โอสถหงส์มังกร] ได้รับการขัดเกลาเป็นที่เรียบร้อย
ทว่าหลินเฟิงยังคงรู้สึกถึงความเสน่หาอันแรงกล้าที่ไม่อาจต้านทานได้ ความปรารถนารุนแรงนี้ทำลายสติสัมปชัญญะเสมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากถาโถมเข้าใส่
สัมผัสอันแสนอบอุ่นชื้นราวกับคลื่นกลืนกิน
ซวนหยวนชิงเทียนพยายามฝืนบังคับความรู้สึกแปลก ๆ ที่ถูกกระตุ้นอย่างดุเดือดขึ้นภายในร่างกาย นางเอามือทั้งสองโอบแก้มของหลินเฟิงอย่างเบามือ
“ช้าก่อน!” นางเอ่ยขึ้นด้วยลมหายใจที่หอมหวนราวกับกล้วยไม้
เสียงกระเส่าของฝั่งสตรีแสดงให้รู้ว่านางกำลังพยายามดิ้นรนและสั่นสะท้านกับความปรารถนาที่ยากระงับในเวลาเดียวกัน การสัมผัสร่างกายทำให้สามารถรับรู้ได้ถึงความคิดความปรารถนาของหลินเฟิงได้อย่างง่ายดาย ความคิดของเขาและนางตรงกันทุกประการ
ฉะนั้นการหักห้ามใจปฏิเสธความปรารถนาอันแรงกล้าที่ปะทุขึ้นในเวลานี้ จึงต้องใช้ความมุ่งมั่นกำลังใจเป็นอย่างมาก
“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการฝึกฝนของเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าทะลวงผ่านระดับขั้นก่อน!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ซวนหยวนชิงเทียนก็ปลดปล่อยกระแสพลังปราณวิญญาณเหมันต์เยือกแข็ง พวยพุ่งเข้าใส่ร่างหลินเฟิงโดยตรง
ร่างกายของหลินเฟิงสั่นสะท้านในฉับพลัน หัวใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้นสลัดความคิดว่าว่อกแว่กกระตุ้น [พลังเทพเฉียนคุน] เปิดรับกระแสปราณวิญญาณเหมันต์เยือกแข็งอย่างรวดเร็ว
เขาจะไม่ได้ปฏิเสธ ถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลเสียต่อซวนหยวนชิงเทียน เพราะทำให้นางต้องสูญเสียปราณวิญญาณไปอย่างมากก็ตาม แต่เพราะเขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจของนาง จึงอดไม่ได้ที่จะน้อมรับมันไว้แต่โดยดี
ปัจจุบันปราณวิญญาณในเส้นลมปราณของหลินเฟิงอยู่ในสภาวะสมบูรณ์ ยิ่งถูกกระแสปราณวิญญาณเหมันต์เยือกแข็งของซวนหยวนชิงเทียนหลั่งไหลเข้ามา จนมันปูดบวมมากยิ่งขึ้น ความเจ็บปวดอันแสนคุ้นเคยบังเกิดขึ้นอีกครั้ง
ทว่าซวนหยวนชิงเทียนก็หาได้หยุดเพียงแต่เพียงเท่านั้น
เนื่องจากนางสัมผัสได้ว่าหลินเฟิงสามารถทนทานต่อขีดจำกัดของกระแสปราณวิญญาณเหมันต์เยือกแข็ง ซึ่งแน่นอนว่านางไม่มีทางสร้างอันตรายให้แก่เขาอย่างเด็ดขาด
ไม่นานนักพลังปราณอันแสนเฉียบคมก็ค่อย ๆ เปล่งออกมาทั้งยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
พายุรุนแรงก่อตัวเป็นรอบ ๆ คนทั้งสองคน บดขยี้ฉีกกระชากมิติจนพังทลายอย่างต่อเนื่อง
ชั่วอึดใจต่อมาซวนหยวนชิงเทียนก็สัมผัสได้ว่าหลินเฟิงได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว นางจึงไม่กล้าปล่อยปราณวิญญาณเหมันต์เยือกแข็งอีกต่อไป
“ต่อเลย!” หลินเฟิงยังคงหลับตาแน่นกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“แต่…” ซวนหยวนชิงเทียนลังเล
“ต่อเลย!” หลินเฟิงรบเร้า
ซวนหยวนชิงเทียนกัดฟันแน่กระตุ้นพลังเทพเฉียนคุนอีกครั้ง
การบําเพ็ญคู่ [พลังเทพเฉียนคุน] มีข้อได้เปรียบตรงที่ว่าจะไม่สูญเสียปราณวิญญาณที่สลับสับเปลี่ยนหมุนวนอยู่ภายในร่างกายไปแม้แต่เล็กน้อย เป็นข้อได้เปรียบของผู้ฝึกตนที่ไม่ได้มีกันทุกคน
เมื่อเวลาผ่านไปกระแสพลังปราณวิญญาณที่พวยพุ่งเข้าใส่ร่างของหลินเฟิงก็เริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นที่เส้นชีพจรทวีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
หลินเฟิงกัดฟันแน่น ร่างกายสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นยะเยือกไหลหยด แต่เขาก็ไม่เอื้อนเอ่ยอันใดออกมาสักคำ
เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตาของตนเองซวนหยวนชิงเทียนก็อดสั่นสะท้านไม่ได้ นางไม่กล้าปลดปล่อยปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟิงเพิ่มเติม เพราะกลัวว่าจะไปทำลายรากฐานของเขาจนเกิดความเสียหาย
แต่นางก็เข้าใจเจตจำนงของหลินเฟิงได้อย่างชัดเจน
นั่นคือเจตจำนงที่จะแข็งแกร่งขึ้น!
ซวนหยวนชิงเทียนปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน!
หากเป็นเมื่อก่อนหลินเฟิงอาจจะไม่รีบร้อนแข็งแกร่งขนาดนี้ ทว่าปัจจุบันทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งชนิดแนบเนื้อ แต่พลังความแข็งแกร่งยังคงห่างชั้นกันมากราวฟ้ากับเหว ในฐานะบุรุษเขาจะพอใจกับสภาวะดังกล่าวได้อย่างไร!?
นับตั้งแต่โลกถือกำเนิด บุรุษล้วนเป็นผู้ปกป้องสตรีมาโดยตลอด เขาจึงอยากมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะปกป้องซวนหยวนชิงเทียนได้ ที่ยอมเจ็บปวดทุกข์ทรมานก็เพราะอยากจะมีความแข็งแกร่งมากกว่านางเท่านั้น
นี่คือพลังอันแท้จริงของเขา เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสุสานซวนหยวนและแดนพยุหะทองคำ
ซวนหยวนชิงเทียนสัมผัสได้ถึงความคิดของหลินเฟิง ด้วยหัวใจของตนเอง
หลังจากดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง ซวนหยวนชิงเทียนยังคงปลดปล่อยปราณวิญญาณต่อไป
ปราณวิญญาณอันแสนผันผวนค่อย ๆ ครอบงำอย่างรุนแรง ราวกับราชันผู้แสนอหังการไม่ยอมสยบ ไม่ยอมถูกผูกมัดจากหลินเฟิงโดยง่าย พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะหลุดพ้นออกจากเลือดเนื้อและห้วงสมุทรปราณ เนื่องจากต้องการอยู่กับบุคคลที่เหมาะสมคู่ควรกว่า
บัดนี้กระแสปราณวิญญาณของซวนหยวนชิงเทียนที่ปลดปล่อยออกมาได้หยุดลง ด้วยเพราะนางรู้ว่าหลินเฟิงได้มาถึงจุดทะลวงผ่าน
ในฐานะคนที่เคยผ่านช่วงเวลาเช่นนี้มาก่อน สภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสัญญาณว่าหลินเฟิงจะทะลวงผ่านสู่ขอบเขตราชัน
บัดนี้
ความเจ็บปวดที่แสดงออกบนสีหน้าของหลินเฟิงได้มลายหายไป
ความเจ็บปวดในเส้นชีพจรก็หายไปด้วยเช่นกัน
กระแสปราณวิญญาณจำนวนมหาศาลยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเขาจะไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เส้นชีพจรของเขาก็ยังขยายกว้างขึ้น แข็งแกร่งขึ้น เพียงพอที่จะรับกระแสปราณวิญญาณดังกล่าว
บัดนี้โซ่ตรวนระหว่างสวรรค์ปฐพีอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทว่าพลังฟ้าดินกับขัดขวางไม่ให้หลินเฟิงทะลุทะลวงผ่านไปได้
เส้นทางแห่งการฝึกฝนบำเพ็ญตนขัดต่อลิขิตสวรรค์มากเพียงใด พลังก็จะยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ขอบเขตระหว่างสวรรค์ปฐพีก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
ตราบใดที่เขาสามารถฉีกกระชากโซ่ตรวนทำลายพันธนาการดังกล่าวให้ขาดวิ่งไปได้ หลินเฟิงก็จะสามารถการก้าวขึ้นสู่ขอบเขตราชัน!