บทที่53ภาคร่างทั้งหก
เสียงตึงดังอยู่ที่บันใดศิลาทางขึ้นอารามอวู่ยี่ที่มาของต้นเสียงมาจากร่างของบุรุษหนุ่มซึ่งก็คือหลงเหอที่นอนแผ่หลาด้วยความเหน็ดเหนื่อยนั่นเองวันนี้ก็เข้าสู่วันที่สองแล้วนับตั้งแต่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้วิ่งขึ้นบันใดศิลาแห่งนี้ชายหนุ่มพยายามนึกคิดถึงวิธีในครั้งแรกที่ทำให้มันสามารถขึ้นไปได้ แต่จนแล้วจนรอดก็มิอาจจดจำวิธีหรือเรื่องราวใดในหนหลังมันรู้เพียงว่าตนไม่มีสติ แต่พอรับรู้เรื่องราวอีกที ร่างก็นอนอยู่บนอารามไปแล้ว เช่นนั้นชายหนุ่มจึงได้แต่นอนครุ่นคิด
“ทำไมเราถึงจดจำเรื่องราวใดไม่ได้ความหวังอยู่เบื้องหน้าแท้ๆ แต่กลับไร้ความสามารถที่แม้แต่จะเอื้อมมือคว้า แล้วความหวังจะเป็นผู้ฝึกญาณเพื่อช่วยเหลือสหายมิใช่เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ หรอกหรือ….. ข้าช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก”
ท่ามกลางความสิ้นหวัง กลับมีประกายแห่งความหวังเบ่งบานขึ้น ประกายความหวังนี้ก็คือรากฐานแห่งจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆของมันนั่นเอง ฟุบ เสียงของชายหนุ่มดีดกายลุกขึ้น
“จะต้องขึ้นไปให้ได้ ข้าจะยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้”
ณ ด้านหน้าประตูทางเข้าที่เหลือเพียงเศษซากปรักหักพังของอารามอวู่ยี่
ชายชราขอทานยืนจ้องมองบันใดศิลาที่ทอดลงไปยังเบื้องล่างพลางถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง“เฮ้อ หรือข้าจะคิดมากไปเอง เรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญสินะผู้ที่ไร้พลังญาณจะสามารถทำลายค่ายกลนั่นได้อย่างไร” กล่าวจบคนก็ยกฝ่ามือขึ้นก่อนยื่นออกไปข้างหน้าเตรียมจะสลายค่ายกลที่ตนสร้างไว้ทว่าฝ่ามือของมันกลับต้องชะงักค้างเมื่อมีพลังญาณอันลึกล้ำและคุ้นเคยสายหนึ่งกำลังถูกส่งผ่านค่ายกลทอดเข้าสู่จิตสัมผัสของมันพลังอันเย็นเยียบสายนี้กลับดึงดูดชักนำพลังบางอย่างในร่างของชายชราขอทาน จนคนต้องขมวดคิ้วเป็นปมแน่นก่อนทะยานร่างไปยังจุดกำเนิดของพลังสายนั้นทันที
หลงเหอพุ่งร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวภูติพรายคลื่นพลังสีฟ้าครามไร้สิ้นสุดที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม ฉีกกระชากพลังญาณที่เป็นแก่นฐานของค่ายกลแห่งนี้จนบังเกิดเป็นช่องบรรยากาศที่บิดเบี้ยวขณะที่ร่างของมันจะทะลวงออกจากค่ายกลนี้ได้ เบื้องหน้าพลันมีพลังอันแกร่งก้าวสายหนึ่งผลักดันมันไว้ฝ่ามืออันหยาบกร้านคว้าจับลงยังบ่าของหลงเหอ ก่อนปรากฏพลังดึงดูดซึ่งกันและกันจนร่างกายของมันมิอาจแยกออกจากฝ่ามืออันหยาบกร้านนี้ได้
“นี่มัน”
ฟิ้ววว ฟุบบบบบ คลื่นพลังที่ดึงดูดกันเมื่อครู่ถูกสลายออกส่งให้เกิดคลื่นพลังไร้ลักษณ์กระแทกออกเป็นวงกว้าง ฉีกกระชากค่ายกลจนต้องสูญสลายหายไปสิ้นเจ้าของมืออันหยาบกร้านแท้จริงคือบุรุษชราขอทานอาจารย์ของหลงเหอ เมื่อค่ายกลพังลงคนก็คว้าเอาร่างของหลงเหอที่สลบเหมือดอยู่ขึ้นสู่อารามอวู่ยี่ไป
บุรุษชราขอทานวางร่างศิษย์ของตนลงก่อนจ้องมองมันอย่างลึกล้ำ คนคล้ายกำลังรู้สึกลิงโลดจนแทบปิดไว้ไม่มิด ก่อนที่จะแหงนหน้าขึ้นไปกล่าวกับท้องนภา“ข้าตามหามันเนิ่นนาน แทบพลิกแผ่นดินทุกซอกทุกมุม แต่บทจะพบกลับพบพานอย่างง่ายดายสวรรค์ท่านจะเล่นตลกร้ายอันใดกัน”
หลงเหอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าอาจารย์ของตนเฝ้ามองอยู่มันรีบดีดกายลุกขึ้นมากล่าวทันควัน “อาจารย์…..” คำกล่าวยังไม่ทันจะสิ้นสุด อาจารย์ของมันพลันกล่าวตัดบทขึ้นก่อน
“เจ้าครอบครองภาคร่างแห่งวารีธาตุได้อย่างไร”
หลงเหอมีท่าทีงุนงง“ภาคร่างวารีธาตุ? อาจารย์ท่านหมายถึงสิ่งใดหรือ”
บุรุษชราขอทานอธิบาย“ร่างโปร่งแสงสีฟ้าครามที่ลึกล้ำยิ่งกว่ามหานทีนับพันนับหมื่นสายบนโลกแห่งนี้”
หลงเหอร้องอ๋อขึ้นมาทันทีก่อนเล่าเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่มันพบเจอจนกระทั่งได้พบร่างโปร่งแสงสีฟ้าครามดังกล่าวให้อาจารย์ฟังจนหมดสิ้นไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว บุรุษชราขอทานอาจารย์ของมันเมื่อได้รับฟังจนจบสิ้นคนก็กล่าวขึ้น
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
“มีอะไรหรือขอรับอาจารย์”
“เจ้ารู้หรือไม่สิ่งที่เจ้าได้รับคือสิ่งที่ยอดคนผู้เผยแพร่ศาสตร์วิถีฟ้าในอดีตถ่ายทอดไว้”บุรุษชราขอทานหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ “อันวัตถุธาตุตามธรรมชาติที่ก่อเกิดทุกสรรพสิ่งล้วนมาจากการรวมตัวของธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันมนุษย์ก็ไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่มนุษย์จะเพิ่มธาตุสองสิ่งคือหยินหยางจึงก่อเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้” บุรุษชราขอทานเว้นวรรคคำกล่าวคนคล้ายรำลึกถึงสิ่งใดก่อนกล่าวต่อ
“ผู้ที่สามารถอยู่ในระดับที่เหนือยิ่งกว่าเหนือธรรมชาติอันแท้จริงหรือที่เรียกว่าเทพเซียน จะสามารถแยกสลายธาตุทั้งหกนี้ออกจากร่างกายและก่อเกิดภาคร่างทั้งหกคือดิน น้ำ ลม ไฟ หยิน และหยาง ซึ่งนั่นก็มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ที่ทำได้ เขาก็คือยอดคนในอดีตผู้นั้น….ก่อนท่านจะปลีกวิเวกท่านได้ทิ้งภาคร่างทั้งหกเอาไว้ ส่วนเหตุผลที่กระทำล้วนไม่มีผู้ใดทราบ”
หลงเหอสดับรับฟังวาจาของอาจารย์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาคร่างทั้งหกคนก็ได้ครุ่นคิดตามไปด้วยว่าเรื่องราวที่ได้รับฟัง เหมือนมันจะคับคล้ายคับคราว่าเคยประสบพบเจอที่ไหนเพียงแต่จะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกเสียที บุรุษชราขอทานยังกล่าวต่อ
“ภาคร่างทั้งหกนี้ยิ่งมาจากยอดคนที่มีด่านญาณสูงส่งยิ่งมีพลังแฝงที่น่ากลัว หากรวบรวมได้ทั้งหมดหรืออาจรวบรวมได้บางส่วนและสามารถรู้วิธีควบคุมใช้ออกได้ถูกต้องจะส่งเสริมให้มันผู้นั้นมีพลังที่น่าหวาดหวั่นยิ่ง…….ซึ่งเจ้าก็มีครอบครองแล้วหนึ่งเจ้านับว่ามีวาสนาไม่น้อย”
“อาจารย์ ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าถือครองภาคร่างวารีธาตุ”
บุรุษชราขอทานมีท่าทีที่เหม่อลอยก่อนกล่าวออกมา “ข้าย่อมรู้ดีเป็นที่สุด และยังรู้วิธีควบคุมพลังจากภาคร่างเหล่านี้ได้ดีอีกด้วย”
หลงเหอทะลึ่งตัวลุกขึ้นพรวดด้วยความตื่นเต้น“ท่านพูดจริงหรือ”
“ไม่มีเหตุผลใดที่อาจารย์ต้องโป้ปดเจ้า…..อาจารย์จะฝึกให้เจ้าเก่งกาจขึ้นในเร็ววัน”
หลงเหอรีบทิ้งกายลงไปคุกเข่าคำนับอาจารย์ยกใหญ่ด้วยความดีอกดีใจบัดนี้มันนับได้ว่าเห็นหนทางสว่างในการเป็นผู้ฝึกญาณแล้ว เป็นอาจารย์ของมันที่กล่าวต่อ“หลังจากที่เจ้าฝึกญาณกับอาจารย์แล้ว อาจารย์จะให้เจ้าค้นหาภาคร่างที่เหลือทั้งสามคือดิน ลม และไฟ”
หลงเหอกล่าวถาม“หยิน และหยางเล่า”
“ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะรับรู้….ให้เจ้าค้นพบภาคร่างพื้นฐานทั้งสี่ได้หมดเสียก่อน เพียงแค่ภาคร่างทั้งสี่ก็ทำให้เจ้าสามารถบรรลุไปถึงระดับที่มิคาดฝันได้แล้ว”
“แล้วข้าจะทราบได้เช่นไรว่าภาคร่างที่เหลืออยู่ที่ไหน”
“โชคชะตา และภาคร่างวารีธาตุในกายจะชักนำเจ้าไปทุกอย่างได้กำหนดไว้โดยลิขิตฟ้า อาจารย์เชื่อเช่นนั้น”
ตูมมมมมม ท่ามกลางเสียงดังสนั่นมีร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งขี่รังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสหลบหนีออกมาอย่างรวดเร็วด้วยคลื่นพลังอันปั่นป่วนส่งให้บรรยากาศโดยรอบกดดันคุกคามจิตใจคนเป็นอย่างยิ่ง ด้านหลังของบุรุษหนุ่มที่ขี่รังสีกระบี่หลบหนีมีบุรุษชราสามคนทะยานร่างติดตามมาติดๆ เสียงชุดคลุมของพวกมันทั้งสามตีลมดังพรึบ พรึบยิ่งมายิ่งขยับเข้าใกล้บุรุษหนุ่มเข้าไปทุกที บุรุษหนุ่มผู้นี้แน่นอนย่อมเป็นเฟยหลงหลังจากที่มันเดินทางออกจากวังหลวงแคว้นเหยียนด้วยวีรกรรมอันลือเลื่อง ชายหนุ่มก็ถูกไล่ล่าติดตามโดยคนจากนิกายสุริยันจันทราแทบทุกวันไม่มีเวลาให้หยุดพักหายใจหายคอแม้แต่น้อย สามารถคลี่คลายปัญหากับคนกลุ่มนี้ คนอีกกลุ่มก็ปรากฏขึ้นมาไล่ล่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่มันมิขาดสายและนับวันยิ่งต้องพบเจอแต่ยอดคนที่มีด่านญาณอันสูงส่งเพิ่มมากขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้”
“ข้าบอกให้หยุด”
เฟยหลงทิ้งร่างลงจากนภากาศคนเรียกกระบี่สีดำมะเมื่อมคืนกลับก่อนหันหน้าไปเผชิญกับบุรุษชราที่ไล่ติดตามตนทั้งสาม ปากก็กล่าวออกไปว่า “ข้ามิได้ต้องการที่จะหักหาญกับพวกท่าน เป็นพวกท่านที่บีบบังคับข้า”ชายหนุ่มหยุดกล่าวเล็กน้อยก่อนครุ่นคิดขึ้น “ชายชราทั้งสามมีด่านญาณไม่แพ้กู่เชวี่ยเทียนตี้ หากมัวแต่เสียดาย เช่นนั้นคงมิอาจรักษาชีวิตไว้ได้แล้ว”ได้คิดเช่นนั้นชายหนุ่มจึงสาดประกายตาอันเจิดจ้าจ้องมองไปยังบุรุษทั้งสามก่อนที่จะส่งเสียงออกมาอย่างแผ่วเบา “รายามร……”
ทว่าคำกล่าวยังไม่ทันจะจบสิ้น คลื่นพลังที่รุนแรงและกดดันมากกว่าพลังของชายชราทั้งสามเบื้องหน้าพลันปรากฏขึ้นทั้งยังคุกคามกดดันจนเฟยหลงต้องชะงักค้างไปชั่วขณะ ยังมิทันจะได้ใช้กายรายามรณะจุติพลังอันรุนแรงอุ่นระอุดังกล่าวก็โจมตีเข้ามาแล้ว
แต่เหนือความคาดหมายเมื่อพลังอันรุนแรงสายนี้กลับมิได้จู่โจมใส่เฟยหลง คลื่นพลังกลับมุ่งเป้าไปยังบุรุษชราทั้งสามนั่นเมื่อเหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้ ยากที่บุรุษชราทั้งสามจะตั้งตัวทัน เช่นนั้นพวกมันจึงถูกคลื่นพลังดังกล่าวกวาดม้วนจนคนล้มระเนระนาดสิ้นสติไปเฟยหลงหันหน้าไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว คนไม่พบเจอสิ่งใด แต่สัณชาตญาณได้บอกมันว่ามีบุคคลที่น่าหวาดหวั่นดำรงอยู่ทิศทางแห่งนั้นซึ่งคนผู้นั้นไม่รู้ว่ามันมีจุดประสงค์อะไรจึงช่วยตนไว้ แต่เมื่อไม่ได้มาในฐานะศัตรูก็นับว่าประเสริฐแล้วเช่นนั้นชายหนุ่มจึงประสานมือขึ้นเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนคนจะทะยานพุ่งร่างไปอีกทิศทาง
ทางทิศตะวันห่างออกไปไม่ไกลบริเวณตำแหน่งที่เฟยหลงสาดส่องสายตาไปเมื่อครู่มีบุรุษสองผู้ยืนอยู่ หนึ่งชราหนึ่งฉกรรจ์จ้องมองเงาร่างของเฟยหลงที่เหลือแต่เงาเลือนรางบุรุษชราพลางทอดถอนใจแล้วกล่าว
“นับว่าเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาเสียจริงมิน่าถึงได้กำจัดกู่เชวี่ยเทียนตี้ลงได้ ปล่อยมันไปเช่นนี้จะดีแน่หรือ”
บุรุษฉกรรจ์กล่าวตอบ“มันกลับข้านับว่ามิได้รู้จักกัน แต่มันก็สร้างประโยชน์แก่ข้ามิน้อยข้าให้ท่านช่วยมันในครั้งนี้ถือเป็นการตอบแทนเพื่อจะได้ไม่ติดค้างต่อกันอีก”
“ดูท่าเจ้าจะสนใจในบุรุษผู้นี้”
“การผูกมิตรกับยอดคนมิใช่แนวทางของวิญญูชนหรอกหรือ”
ณ อารามอวู่ยี่
“ร่างกายและภูมิปฏิภาณที่เจ้ามีไม่เหมาะที่จะฝึกญาณวิถีเต๋า”
“เช่นนั้นศิษย์จะได้ฝึกญาณในวิถีเชนหรือ”
“มิผิด เจ้าจงจำไว้อันแนวทางการฝึกญาณวิถีเชนทุกสรรพสิ่งล้วนมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่จิตโดยใช้จิตเป็นตัวสั่งการหรือถ่ายทอดมาสู่ร่างกาย เน้นฝึกกำลังจากภายใน จิตเข้มแข็งร่างกายก็แข็งแกร่งเมื่อกายจิตประสานส่งเสริมจะก่อเกิดหนทางที่จะทอดไปสู่มรรคแห่งการหลุดพ้นจากวัฏสังขารที่อาจารย์พูดเจ้าพอเข้าใจหรือไม่”
“แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ข้าก็จดจำได้ทุกถ้อยคำที่ท่านถ่ายทอดมา หากข้าได้มีเวลาคิดไตร่ตรองซักเล็กน้อยต้องเข้าใจในความนัยได้หมดสิ้น”
“พูดได้ประเสริฐเอาล่ะเมื่อเจ้าพอเข้าใจหลักแนวคิดของวิถีเชนแล้ว ต่อไปอาจารย์จะชี้แนะในด้านการฝึกปรือจงจดจำเอาไว้ให้ดี เพราะเจ้าต้องนำไปปฏิบัติ” บุรุษชราขอทานเดินมือไพร่หลังจ้องมองธรรมชาติเบื้องล่างหุบเขาก่อนกล่าวต่อ
“การฝึกญาณวิถีเชนจะแบ่งระดับพลังญาณออกเป็นสามระดับประกอบไปด้วย ระดับสัจญาณ (สัด-จะ-ยาน) ระดับกิจญาณ (กิด-จะ-ยาน)และระดับสูงสุดคือระดับกตญาณ (กะ-ตะ-ยาน) โดยในแต่ละระดับจะแบ่งย่อยออกเป็นสี่ขั้น”
หลงเหอพยักหน้ารับฟังอย่างใจจอใจจ่อส่วนอาจารย์ของมันก็กล่าวต่อไปเรื่อยๆ “ซึ่งในระดับพื้นฐานหรือระดับสัจญาณ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าด่านหยั่งรู้สี่ประการ เป็นระดับที่ผู้ฝึกญาณวิถีเชนทุกผู้ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้เพราะในระดับนี้เป็นการเตรียมร่างกายขั้นพื้นฐานสำหรับการรองรับสิ่งที่เรียกว่าพลังธรรมชาติหากมิอาจก้าวผ่านระดับนี้ไปได้ มันผู้นั้นก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะฝึกญาณปาฏิหาริย์ โดยการฝึกระดับสัจญาณจะกอปรไปด้วย“ความทุกข์” ก่อกำเนิดพลังกาย “เหตุแห่งทุกข์”ก่อกำเนิดพลังทางจิต “ความดับทุกข์” กาย จิตประสานส่งเสริม “ทางแห่งความดับทุกข์”พลังกาย จิตก่อเกิดเป็นศูนย์รวมแห่งพลังปาฏิหาริย์......”
บุรุษชราขอทานผินหน้าจากหุบเขาเบื้องล่างหันกลับมาจ้องมองหลงเหอแล้วกล่าว “แต่ว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องฝึกในระดับพื้นฐานนี้”
หลงเหอหรี่ตาจนเล็กหยีพร้อมทั้งมีใบหน้าที่งุนงงสงสัย ก่อนคนจะกล่าวถามออกมา
“ทำไมหรือ?”
บุรุษชราขอทานอาจารย์ของมันกล่าวตอบ
“เพราะว่าเจ้าถือครองภาคร่างวารีธาตุซึ่งมีพลังญาณอันมหาศาลเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยังไงเล่าฉะนั้นการฝึกญาณในระดับพื้นฐานหรือระดับสัจญาณจึงไม่จำเป็นสำหรับเจ้าอีกแล้วร่างกายของเจ้าในตอนนี้นับได้ว่าแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกญาณในระดับกิจญาณเสียอีก”
“เช่นนั้นข้าก็สามารถฝึกในระดับกิจญาณได้เลยใช่หรือไม่”
“จะว่าใช่ก็ใช่จะว่ามิใช่ก็ไม่เชิง”
หลงเหอ “............”
“เพราะถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่จำเป็นต้องฝึกญาณในระดับพื้นฐานหรือระดับสัจญาณแล้วก็ตามแต่มีสิ่งที่ยากยิ่งกว่ารอเจ้าอยู่ ซึ่งนั่นก็คือการควบคุมและหยิบยืมพลังญาณจากภาคร่างวารีธาตุในกายเจ้าให้ได้หากเจ้ายังทำไม่สำเร็จ ไม่สามารถควบคุมมันได้ก็อย่าริหวังที่จะก้าวข้ามสู่ระดับกิจญาณ”