บรรยากาศภายในการประลองยามนี้คล้ายดั่งไม่มีผุ้คนใดอยู่เนื่องด้วยมันเงียบเสียจนแมลงบินผ่านยังได้ยินเสียงผู้คนตะลึงลานกับการกระทำอันโหดเหี้ยมอย่างที่สุดของหยางชุนในเวลานี้อย่างเห็นได้ชัด
“นะ นะ นี่คืออันใดกันอาวุโสลำดับสองหยางหมิงเหตุใดบุตรชายบุญธรรมเจ้าชัดเจนว่าสามารถเอาชัยต่อบุตรชายของข้าได้แต่แรกแล้วกลับไม่ลงมือทำมันกลับเลือกที่จะลงมืออย่างโหดเหี้ยมคล้ายดั่งต้องการจะทรมานตัวตนของอีกฝ่ายก่อนอย่างเห็นได้ชัดทั้งยังไม่ปรานีต่อบุคคลในตระกูลเลยแม้แต่น้อยบุตรของเจ้ามันจะโหดเหี้ยมอำมหิตเกินเลยไปใหญ่แล้ว”
แม้ทุกผู้คนจะยังคล้ายตกอยู่ในความตะลึงกลับเหตุการณ์อันโหดเหี้ยมตรงหน้าแต่กลับเกิดวาจาหนึ่งดังขึ้นอย่างรุนแรงชัดเจนว่าเจือปนไปด้วยโทสะอีกทั้งยังเป็นโทสะที่เปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหารเนืองๆ มันผู้ที่กล่าวออกมาย่อมเป็นผู้ใดไปไม่ได้นอกจากหยางชูผู้อาวุโสลำดับสูงสุดทั้งยังเป็นบิดาของหยางหลิวนั่นเอง
“ท่านพี่ชูจะกล่าววาจาปรามาสบุตรชายข้าอย่างนี้ก็ไม่ถูกในการประลองนั้นดูท่าแล้วบุตรชายบุญธรรมของข้าหลังจากซัดฝ่ามือแล้วเห็นหยางหลิวยังไม่พ่ายแพ้จึงได้ใช้ออกด้วยดาบประกายวารีเพื่อหวังจะคว้าชัยชนะโดยการฟันเข้าไปที่หยางหลิวในขณะที่มีลมปราณป้องกันไว้อยู่เพียงแต่ด้วยความที่ฝีมือห่างชั้นจนเกินไปหยางชุนชัดเจนว่าไม่ทันคิดว่าจะห่างชั้นกันจนเกราะปราณคุ้มกายของหยางหลิวจะอ่อนแอถึงเพียงนั้นกระทั่งแค่ฟันลงไปอย่างไม่นำพากลับกระชากแขนของบุตรชายท่านออกไปด้วยได้ ชัดเจนว่าสรรพอาวุธใดใดนั้นไม่มีดวงตายิ่งไม่ต้องกล่าวถึงจิตสำนักในอาวุธไหนเลยมันจะสามารถหยุดตัวเองลงไม่ให้ผ่าแขนของบุตรชายท่านได้ หากจะกล่าวโทษสิ่งใดก็ได้แต่ต้องโทษความอ่อนแอของหยางหลิวแล้ว”
วาจาคำกล่าวที่พ่นออกมาจากปากของหยางหมิงนั้นเด่นชัดว่ามันไม่ได้รู้สึกผิดใดใดเลยแม้แต่น้อยกับการกระทำอันเหี้ยมโหดของบุตรชายมันกระทั่งยามกล่าวใบหน้าของมันยังปรากฏรอยยิ้มบางเบาออกมาทั้งยังกล่าวออกด้วยความปลอดโปร่งอย่างยิ่ง
“ความจริงข้าก็เห็นด้วยกับคำกล่าวของท่านหยางหมิงนะพี่ชูในการประลองนั้นย่อมเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้ทั้งนั้นหากแต่ถ้าเด็กน้อยหยางหลิวไม่ทำท่าอวดดีรีบเข้าสกัดกั้นการเกร็งลมปราณของหยางชุนได้ทันชัดเจนว่าเรื่องราวนี้คงไม่เกิด แต่ดูท่านยามนี้สิพี่ชู แทนที่จะกล่าววาจาปรามาสบุตรชายตนเองที่อ่อนแอและเผอเรอกับมากล่าวต่อว่าผู้อื่นที่แข็งแกร่งกว่าเสียอย่างนั้นท่านช่างกระทำคล้ายผู้คนที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้มาเลยอย่างไรอย่างนั้นช่างทำข้าผิดหวังแล้ว”
เพียงแต่หลังจบวาจาของหยางหมิงผู้อาวุโสลำดับสองแห่งตระกูลหยางนั้นหยางหลงผู้อาวุโสลำดับสามพลันกล่าววาจาเข้าข้างหยางหมิงขึ้นในทันที ทั้งมันยังไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้กล่าววาจาเสียดสีไปยังหยางชูอีกหนึ่งคำรบ
“พะ พะ พวกเจ้า” หยางชูที่ยามนี้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุดหากแต่ยามที่มันได้ฟังวาจาของสองผู้อาวุโสจบไป ตัวมันที่คล้ายต้องการจะเอ่ยวาจาโต้ตอบกลับไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกมาได้ เนื่องด้วยวาจาที่ทั้งสองอาวุโสกล่าวออกมานั้นในโลกแห่งยุทธ์ที่แสนโหดร้ายนี้เป็นดั่งที่ว่ามาจริงๆอีกทั้งชัดเจนว่าบุตรชายของมันยังได้ชะล่าใจจนเกินไปทำให้มันต้องพบเจอกับสภาพเช่นตอนนี้สิ่งเหล่านี้มันจะกล่าวโทษใครได้นอกจากตัวบุตรชายของมันเอง แต่อย่างไรหยางหลิวก็ยังคงเป็นบุตรชายมันอยู่วันยังค้ำพบเห็นบุตรชายของตนถูกตัดแขนเลาะกระดูกออกต่อหน้าอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ จะไม่ให้มันปะทุออกด้วยโทสะได้อย่างไร
หยางชูยามนี้นั้นชัดเจนว่าไม่ต้องการฟังคำใดใดอีกต่อไปมันพลันเร่งรั้งพลังออกอย่างถึงขีดสุดเพื่อจะใช้ออกด้วยท่าร่างวารีคล้อยเข้าไปพาหยางหลิวออกจากสนามประลองในทันทีเพียงแต่ตัวมันยังไม่ทันได้ขยับกายใช้ออกด้วยทักษะใดใดตัวมันพลันหยุดนิ่งจากภาพเหตุการณ์ในลานประลองยามนี้ไปเสียก่อน
“ ว๊ากกกกกกก อ๊ากกกกกกก อ๊าาาาาาาาาา”
ลานประลองในยามนี้นั้น อยู่ดีดีกลับบังเกิดเสียงโหยหวนอันน่าสังเวชสายหนึ่งดังกังวานขึ้นอย่างน่าหวาดผวาคล้ายดั่งเสียงของภูตผีกำลังกรีดร้องอย่างน่าเวทนาก็ไม่ปานปรากฏขึ้นหากแต่เสียงนี้กลับไม่ได้มาจากหยางหลิวแต่อย่างใด ผู้คนที่ส่งเสียงอันน่าขนลุกนี้แท้จริงกลับเป็นหยางชุนที่เพิ่งได้ตัดแขนของหยางหลิวไปเมื่อสิบลมหายใจก่อน
ผู้คนรอบด้านยามนี้บังเกิดสีหน้าสับสนขึ้นมาอย่างถ้วนทั่วเนื่องด้วยในตอนที่หยางชุนก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าเข้าหาหยางหลิวอีกครั้งเพื่อต้องการจะลงมือต่อหยางหลิวอยู่ดีดีตัวมันกลับยกสองมือขึ้นกุมขมับทั้งยังส่งเสียงร้องทุรนทุรายขึ้นมาเสียอย่างนั้นทำให้ผู้คนไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่านี่กำลังเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ทุกอย่างทั้งหมดนี้กลับเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจนสมองของผู้คนไม่อาจจะประมวลผลได้ทัน
หากแต่ทันใดนั้นกลับปรากฏเสียงหนึ่งดังขึ้นเพื่อคลายความสับสนปนสงสัยของผู้คนจนกระจ่างดังขึ้นมาอย่างชัดถนัดหู“ผลค้างเคียงของทักษะลับซ้อนเร้นปรากฏออกมาแล้วสินะ อืมม. . ..ดูท่าการเพิ่มพลังถึงหนึ่งระดับต้องจ่ายออกด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นอย่างมากอีกทั้งจากการกระทำของเด็กน้อยหยางชุนก่อนหน้านี้ย่อมชัดเจนว่าแม้แต่ตัวมันก็ยังไม่ทราบถึงขีดจำกัดตัวเองนี่เท่ากับว่ามันคงเพิ่งจะเคยใช้ทักษะนี้ออกเป็นครั้งแรกเสียกระมัง”
คำกล่าวของจิ้นเซินผู้อาวุโสหลักแห่งพรรควารีสมทรกล่าวออกด้วยเสียงเรียบเฉยคล้ายดั่งว่าสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหยางชุนยามนี้เป็นสิ่งที่มันคาดคิดว่าจะต้องเกิดอยู่แล้วเพียงขึ้นอยู่กลับเวลาเท่านั้น
“หากแต่ข้าดูไปทำไมถึงคล้ายว่าเด็กน้อยหยางหลิวนั่น เหมือนจะทราบเรื่องราวนี้จะเกิดขึ้นได้กันท่าทางของมันแม้จะน่าอดสูเพียงใดแต่กลับประกายตาที่มุ่งมั่นของมันตั้งแต่แรกจนถึงยามนี้ไม่คล้ายคนผู้ที่ประมาทเลินเล่อต่อศัตรูเลยแม้แต่น้อย”
คำกล่าวของฮุ่ยซือผู้อาวุโสคุมกฎแห่งพรรคเพลิงตะวันดังขึ้นทันทีหลังจากที่วาจาของจิ้นเซินจบไปอีกทั้งใบหน้าของมันยังประดับไปด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วนด้วยกัน
“ข้าก็คิดเช่นท่านเหมือนกันท่านฮุ่ยซือสังเกตจากยามที่เด็กน้อยหยางหลิวเห็นทักษะที่ยกระดับหยางชุนตั้งแต่แรกนั้นแม้มันจะประหลาดใจบ้างหากแต่จิตใจมันกลับดูนิ่งสงบเกินไป อีกทั้งยังคล้ายว่ามันสงบเกินกว่าผู้คนที่สิ้นไร้หนทางโต้กลับเห็นได้ชัดว่าตัวมันที่เข้าใจถึงนิสับอีกฝ่ายดี กำลังรอสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างเหตุการณ์ในตอนนี้ไม่ผิดแน่”
เฉินเยว์ยามนี้ได้กล่าววาจาตบท้ายออกมาอย่างเห็นด้วยกับฮุ่ยซือหากแต่พอมันกล่าวจบพลันเกิดระลอกคลื่นถาโถมเข้าสู่จิตใจของทุกตระกูลที่เป็นผู้รับชมยามนี้กระทั่งพรรคต่างๆจากหัวเมืองชั้นกลางก็ยังไม่เว้นเนื่องด้วยหากหยาหงลิวที่ถึงแม้จะชะล่าใจในยามแรกปล่อยให้หยางชุนได้ใช้ทักษะลับซ้อนเร้นนี้ออกมาแต่มันกลับสามารถคาดการณ์วิเคราะห์ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับคู่ต่อสู้มันได้แม่นยำอย่างยิ่งนี่ไม่ใช่ว่าหยางหลิวนั้นกลับมีจิตใจไม่หวั่นเกรงกระทั่งยังมีมันสมองที่ปราดเปรื่องอย่างที่สุดหรอกหรือ
“หยางชุน ข้ายินยอมให้เจ้าใช้ออกด้วยทักษะอันสูงสุดของตัวเจ้าทั้งยังให้เข้าได้ตัดแขนข้าออกไปข้างหนึ่งคงพอทำให้เจ้าหายเคืองแค้นข้าไปได้บ้างหากแต่เราทั้งสองก็นับว่าเป็นตระกูลเดียวกันข้าไม่อยากให้เจ้ากับข้าต้องมาบาดหมางใจเช่นนี้ต่อ นอกจากไม่เป็นผลดีกับผู้ใดแล้วยังจะเกิดผลเสียต่อตระกูลหยางอีกด้วย”
ในขณะที่ผู้คนกำลังขบคิดกันไปต่างๆนาๆถึงความเป็นไปได้ที่หยางหลิวกระทำนั้นกลับเกิดน้ำเสียงอันใสกระจ่างดังกังวานเล็ดรอดออกมาจากปากของหยางหลิวทั้งยังเป็นคำกล่าวที่ชี้ชัดว่าเรื่องทั้งหมดจนถึงยามนี้มันเป็นผู้ต้องการให้เกิดขึ้นด้วยตัวเองทั้งสิ้น
“หยะ. . . .หยางหลิวถูกข้าตัดแขนออกด้วยกำลังที่ต่างกันยังมีหน้ามาพูดว่าเจ้าเป็นผู้ยอมให้ข้ากระทำอย่างนั้นหรือ ช่างน่าไม่อายเสียจริงหะ หะ . . . .หากยามนี้ข้าไม่เกิดผลลัพธ์ข้างเคียงขึ้นก่อนชัดเจนว่าย่อมไม่ใช่เพียงแค่แขนข้างเดียวเท่านั้นที่เจ้าจะถูกตัดออกกระทั่งขาทั้งสองข้างข้าย่อมไม่หลงเหลือไว้ให้เจ้าทั้งสิ้น”
หยางชุนที่ยังคงร้องออกด้วยน้ำเสียงโหยหวนเขย่าขวัญผู้คนนั้นพลันพยายามกล่าวตอบคำของหยางหลิวอย่างอยากลำบากอีกทั้งน้ำเสียงมันยังแหบพร่าดั่งผู้คนชราใกล้มอดดับอย่างที่สุดใบหน้าของมันยามนี้นั้นบิดเบี้ยวคล้ายดั่งปีศาจอสูรเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาที่จ้องไปที่หยางหลิวด้วยความเคียดแค้นยามนี้นั้นดั่งต้องการจะกินเลือดเนื้อฝ่ายตรงข้ามเสียไม่ให้หลงเหลือแม้กระทั่งกระดูกก็ไม่ปาน
หยางหลิวที่ได้ฟังวาจาและเห็นสภาพของหยางชุนยามนี้นั้นพลันไม่ตอบกลับใดใดคนกลับทำเพียงส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างจนใจเท่านั้น
เพียงชั่วเวลาไม่ถึงลมหายใจดีหยางหลิวพลันเคลื่อนกายเข้าหาหยางชุนอย่างรวดเร็วดุจลูกเกาทัณฑ์ที่ถูกส่งออกอย่างสุดแรง ครั้นเมื่อถึงตัวของหยางชุนมันพลันส่องออกด้วยเพลงเตะเข้าที่ช่วงตัวของหยางชุนอย่างถนัดส่งผลให้คู่ประลองมันยามนี้กระเด็นลอยออกไปนอกสนามอย่างว่าง่ายอีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าเพลงเตะของหยางหลิวไม่ได้รั้งรวมลมปราณใดใดในการใช้ออกทั้งสิ้นเด่นชัดว่ามันออมแรงตนไว้และไม่อยากให้หยางชุนบาดเจ็บไปมากกว่านี้ในความคิดมันเพียงหวังว่าหยางชุนจะวางความแค้นจากมันลงไปได้บ้าง
หากแต่หยางหลิวจะอย่างไรก็นับว่าคิดง่ายและใจดีจนเกินไปเนื่องด้วยสิ่งที่มันทำนั้นนอกจากไม่ได้ลดความเกลียดชังของหยางชุนลงแล้วยังกลับเป็นการฝังรากลึกความแค้นลงไปในจิตใจอย่างไม่สามารถถอนออกได้อีกด้วยประกายสายของหยางชุนขณะที่มันลงไปกองกับพื้นและมองมายังหยางหลิวนั้นเต็มไปด้วยความต้องการฆ่าถึงขีดสุดขนาดที่ว่าจิตสังหารมันยามนี้ยิ่งมากลับยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแต่อย่างใดกระทั่งมันถูกนำตัวออกไปโดยหยางหมิงผู้เป็นบิดาแล้วนั้นสายตาของมันก็ยังคงจดจ้องไปยังตัวหยางหลิวด้วยความเกลียดชังตลอดเวลา
ในเวลาเดียวกันกับที่หยางหลิวมองตามไปยังร่างของหยางชุนที่ถูกพาออกไปนั้นผู้เฒ่าหลิงหูพลันกล่าวออกอย่างดุดันขึ้นอย่างกะทันหัน “หยางชุนหลุดออกนอกสนามประลองดังนั้นหยางหลิวเป็นผู้ชนะผ่านเข้ารอบ10คนสุดท้ายส่วนอาการบาดเจ็บกับแขนที่ขาดของเจ้านั้น . . . . . ถึงแม้จะเป็นข้าก็จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ถึงสองชั่วยามในการสมานมันเข้าหากแต่ยามนี้ข้าไม่มีเวลาไปทำเช่นนั้นให้เจ้าได้ หากเจ้าต้องการถอนตัวจากการแข่งขันจงประกาศออกมาแก่ข้าแล้วขึ้นไปนั่งรอบนแท่นรับชมตำแหน่งตระกูลหยางก่อนได้เลยหลังจบการประลองแล้วข้าจะเป็นผู้รักษาเจ้าด้วยตัวเอง”
ผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นกล่าวไปด้วยพร้อมกับเคลื่อนสายตาไปมองแขนที่ขาดของหยางหลิวภายในจิตใจของมันพลันปรากฏความทอดถอนใจสายหนึ่งออกมาอย่างอดไม่ได้หากแต่มันยามนี้ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถปลีกตัวไปรักษาผู้ใดได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นการประลองคงไม่จบภายในวันนี้พร้อมกับต้องเลื่อนออกไปอีกเป็นแน่
ในขณะที่หยางหลิวพลันขบคิดถึงเรื่องที่ว่าตนจำต้องประกาศสละสิทธิ์ดีหรือไม่เนื่องด้วยตัวมันยามนี้แน่ชัดแล้วว่าหากต้องการสู้ต่อคงได้แต่ต้องใช้เพียงแขนเดียวในการปะทะแล้วเพียงแต่การถือหอกเพลิงสมุทรด้วยแขนเดียวนั้นจะทำให้ร่างกายรับภาระเกินไปอีกทั้งการเคลื่อนไหวยังช้าลงอย่างมากด้วยเช่นกันหากตัวมันดื้อดึงฝืนรั้งตัวเองขึ้นไปสู้ในรอบถัดไปนี่ไม่เท่ากับขึ้นไปถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวจนทำให้ตระกูลหยางต้องอับอายหรอกหรือเมื่อมันคิดได้เช่นคนจึงพลันกำลังจะกล่าววาจออกหากแต่กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเพื่อขัดจังหวะมันอย่างทันท่วงที
“พี่หยางหลิวท่านไม่จำเป็นต้องประกาศถอนตัว ก่อนจะถึงการประลองรอบหน้าตัวข้าจะเป็นผู้สมานกระดูกต่อแขนซ้ายกลับคืนให้ท่านเอง”
เมื่อทุกผู้คนรวมถึงหยางหลิวได้ยินวาจาคนพลันเร่งเคลื่อนสายตาไปยังต้นตอของเสียงก่อนจะพบตัวตนของหยางเทียนกล่าววาจาออกอย่างปลอดโปร่งทั้งยังประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความมั่นใจอย่างมากทั้งยังยืนอยู่ในลักษณะที่องอาจสง่างามเป็นที่ยิ่งอยู่ในตำแหน่งข้างหมอโอสถแห่งตระกูลหยางในยามนี้
การกระทำนี้ส่งผลให้ทั้งผู้คนจากทุกสารทิศบนที่นั่งของคนดูที่ได้เห็นและได้ยินนั้นไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะให้ไม่ออกมาได้อีกต่อไปเนื่องจากพวกมันทั้งหมดคิดว่าเด็กน้อยหยางเทียนคงตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าจนเลอะเลือนไปเสียแล้วกระมังด้วยการสมานกระดูกต่อแขนนั้น ถูกจัดให้อยู่ในศาสตร์แห่งการแพทย์ชั้นสูงยิ่งกระทั่งมีเพียงแค่ตัวตนดั่งหมอโอสถขั้นผู้ชำนาญระดับพื้นฐานขึ้นไปเท่านั้นจึงจะกระทำได้อีกทั้งยังคงกระทำได้อย่างยากเย็นอย่างที่สุด
สิ่งเหล่านี้ทุกผู้คนล้วนทราบกันดีอยู่แล้ว หากแต่กับเด็กน้อยตรงหน้านี้ถึงแม้ว่าจะแสดงออกด้วยฝีมือยุทธ์อันผิดสามัญไปบ้างแต่จะอย่างไรพวกมันก็ไม่มีทางยินยอมเชื่อเป็นแน่ว่านอกจากทักษะยุทธ์อันดุดันแข็งกร้าวของเด็กน้อยวัย12นี้แล้วจะยังคงสามารถเป็นอัจฉริยะด้านศาสตร์การแพทย์ไปได้อีกด้วย
เพียงแต่เมื่อหยางหลิวได้มองไปยังใบหน้าและดวงตาของหยางเทียนในยามนี้แล้วนั้นคนกลับไม่สนใจคำกล่าววาจาของคนรอบข้างและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังออกมาในยามนี้แต่อย่างใดมันพลันยิ้มรับคำหนึ่งก่อนจะกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่เชื่อมั่นอยู่หลายส่วนกลับ
“เอาสิน้องหยางเทียน ครั้งนี้ต้องขอรบกวนเจ้าแล้ว”