บทที่ หนึ่งร้อยสิบสี่
ยามสายของเหมันต์กลีบดอกท้อโปรยปรายราวสายฝนสีชมพูอ่อน บางเบาดุจละอองหมอก คลี่คลุมทั่วแดนสวรรค์เสียงลมพัดเอื่อยผ่านใบไม้ให้เคลื่อนไหวประหนึ่งบทเพลงกล่อมวิญญาณ ‘เทพจักรพรรดิ’ผู้มีฐานะสูงส่งแห่งสวรรค์เหนือชั้นฟ้าในจวนหยกมังกรได้ลืมเนตรจากสมาธิพลันแววตาคู่นั้นที่ลุ่มลึกเยือกเย็นกลับวูบไหวด้วยแรงรู้สึกบางประการราวกับถูกสายลมเชื้อเชิญให้เคลื่อนไปเบื้องหน้า
“ลมพัดจากสวนท้อ..” เสียงทุ้มนุ่มของเขาเอื้อนเอ่ยเบาๆสะท้อนจิตสำนึกบางอย่างในดวงใจ
เขาไม่ได้มีนัดหมายไม่ได้มีเหตุอันใดที่ต้องไปที่นั่น หากแต่เท้าและใจกลับพาเหาะลัดเลาะผ่านหมู่เมฆสว่างใสไปยังสวนท้อของเจ้าแม่วังมู่ผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าแม่ผู้มีบารมีล้ำทั่วแดนสวรรค์เป็นเทพมารดาแห่งสวนต้นท้อวิเศษที่มีอายุนานกาลเกินนับและเป็นผู้ดูแลพิธีกรรมผลิผลของท้อสวรรค์ที่มีขึ้นทุกร้อยปี
เพียงเขาเหยียบย่างเข้าเขตสวนท้อกลิ่นหอมอ่อนละมุนของดอกไม้พันธุ์พิเศษก็โชยมาต้อนรับภายใต้พฤกษาไม้ใหญ่นับพันต้นที่ทอดยาวสุดสายตา ใบไม้สีอ่อนพลิ้วไหวแวววาวดอกท้อมีทั้งสีชมพูอมม่วง สีทองอ่อน และบางต้นมีดอกสีขาวสะอาดตา เกสรกลางดอกสั่นระริกเมื่อลมผ่านราวกับเต้นระบำยามรุ่งสาง
เจ้าแม่วังมู่ยืนอยู่ใต้ต้นท้อใหญ่ต้นหนึ่งทรงอาภรณ์สีเขียวหยกปักลายดอกพุดตานที่เบ่งบานเหนือระลอกเมฆผมยาวดำสนิทถักรวบไว้ด้วยปิ่นทองประดับเพชรดาราบนริมฝีปากแต้มสีแดงเพลิงอย่างสงบเยือกเย็นแววตาลึกล้ำมองเขาดุจรู้แจ้งว่ากำลังมีผู้มาเยือนจึงมารอคอย
“เทพจักรพรรดิทรงโปรดมาเยือนด้วยองค์เองมิใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ” เจ้าแม่เอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนแต่ทรงอำนาจ
ชายหนุ่มยกมือขึ้นคารวะอย่างนอบน้อมท่วงท่าช้าแต่มั่นคง “ข้าได้ยินว่าอีกไม่นานจะมีพิธีมอบลูกท้อแก่เหล่าเทพเซียนจึงใคร่ขอเข้าเฝ้าและเพื่อทำความเคารพเจ้าแม่ และหากไม่เป็นการรบกวนจะขอชื่นชมสวนท้อของเจ้าแม่เสียหน่อย”
“ช่างดีงามนักที่ระลึกถึงสวนท้อเล็กๆแห่งนี้”เจ้าแม่วังมู่ยิ้มจาง “แต่ลูกท้อทั้งหมดยังไม่พร้อมยังต้องรอฤกษ์สวรรค์ก่อน ฉะนั้นร่างของผลท้อยังเล็กนัก สีสันยังมัวหม่นไม่แจ่มใสไม่งดงามพอแก่การเก็บเกี่ยว”
“หากท่านไม่ว่า ข้าใคร่เดินชมด้วยตนเองสักหน่อยก็แล้วกัน” เทพจักรพรรดิเอ่ยด้วยสุ้มเสียงสุภาพแต่ในดวงตากลับมีแววลึกล้ำจิตใจนึกถึงสายลมที่เรียกเขาออกจากภวังค์กลิ่นที่กรุ่นติดปลายจมูก
เจ้าแม่วังมู่พยักหน้าเบาๆก่อนนำทางเทพจักรพรรดิเดินลัดเลาะเข้าสู่ป่าท้อ กลิ่นหอมของดอกพุดและดอกถงที่ปลูกแซมรายรอบแทรกมากับกลิ่นหวานจากดอกท้อทำให้เส้นทางราวกับอยู่ในโลกแห่งความฝัน ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบย่างราวกับเวลาเดินช้าลง ทุกเสียงกลายเป็นเพียงเสียงลมหายใจ
กระทั่งเขาหยุดยืนใต้ต้นท้อหนึ่งเพราะผีเสื้อสีม่วงครามบินผ่านหน้าไปแล้วบินขึ้นสูง ดวงเนตรของเทพจักรพรรดิมองขึ้นตามผีเสื้อแล้วไปจับจ้องยังลูกท้อที่อยู่บนกิ่งสูงมันกลับแตกต่างจากลูกอื่นอย่างชัดเจน มันกลมอวบสีชมพูสดแซมแสงทองบางเบาละอองแสงจางส่องรอบผิวของมันคล้ายมีอักขระฟ้าสลักอยู่ราวกับจะร่วงหล่นในวันรุ่งห่างไม่รีบเก็บเกี่ยว
“เจ้าแม่ ท้อลูกนั้น..” เขาเอ่ยพลางเงยขึ้นไป
เจ้าแม่วังมู่หันตามสายตาเขามองขึ้นไปอย่างแช่มช้า สีหน้ากลับมิได้ตกใจหรือฉงน มีเพียงรอยยิ้มบางบนเรียวปาก “ลูกท้อทั้งสวนล้วนออกผลพร้อมกันทุกร้อยปีท้อลูกนี้กลับสุกต่างจากพวก นั่นมิใช่ท้อธรรมดา ไม่สู้เก็บลงมาก่อนที่จะหลุดจากขั้วเสียเปล่าไป”
เมื่อคำพูดนั้นเอื้อนออกจากริมฝีปากของเจ้าแม่วังมู่ดั่งคำอนุญาตเทพจักรพรรดิจึงลอยตัวขึ้นด้วยท่วงท่างดงาม มือยื่นไปแตะกิ่งไม้เบื้องบนก่อนจะบรรจงเด็ดลูกท้อจากขั้ว
ทันทีที่ท้อลูกนั้นหลุดจากต้นเสียงแผ่วดังขึ้นในอากาศ ฉึบ..ผิวของลูกท้อแยกออกเป็นสองซีกราวกับเปลือกไข่ที่ถูกกะเทาะเบา แสงสว่างสีทองอร่ามสาดออกมาราวแสงจันทร์ยามหงายฟ้าแสงนั้นพุ่งขึ้นสูงแล้วหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นกลางอากาศ ก่อนจะค่อยๆหลอมรวมกันเป็นแสงละมุนเย็น แล้วร่วงหล่นลงพื้นอย่างนุ่มนวล
เมื่อละอองแสงจางลงกลับปรากฏร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนอนฟุบอยู่ใต้ต้นท้อนางสวมอาภรณ์สีขาวเงินลายคลื่นสีชมพูอ่อนไล้ต่ำลงตามชายแขนใบหน้าเรียวเนียนละเอียด ผิวขาวสะอาดราวหยกน้ำแข็ง เส้นผมดำสนิทยาวระย้าถึงเอวดวงตาคู่นั้นเมื่อค่อยๆ ลืมขึ้น ก็งามล้ำดั่งดวงดาราเมื่อแรกยล
ร่างสูงยืนมองเบิกตาอย่างนิ่งงันเขาชะงักประหนึ่งหยุดหายใจไปชั่วขณะ หญิงสาวเบือนไปสบตาเขาริมฝีปากบางขยับแผ่วเบาเอ่ยนามที่ไม่ควรผู้มีใดรู้มาก่อน “อันซื่อ..” เสียงนั้นคล้ายสายลมฤดูใบไม้ผลิที่กระซิบผ่านพงไผ่อ่อนหวานแต่แน่นหนักในใจ
เขายืนงันอยู่เพียงชั่วขณะก่อนจะยื่นมือออกไป “เตี้ยวเถียน..” เขาเอ่ยชื่อที่เพิ่งผุดขึ้นในใจอย่างไม่รู้ตัวเสียงของเทพจักรพรรดิอ่อนโยนเกินผู้มีอำนาจเหนือชั้นสวรรค์
หญิงสาวพยักหน้าแผ่วเบาสัมผัสปลายนิ้วเขาราวแสงจันทร์แตะพื้นสระ นางดึงกายลุกขึ้นช้าๆเขาประคองมือไว้มั่น แววตาเต็มไปด้วยความปีติระคนงุนงงคล้ายกับมวลความรู้สึกที่หล่นหายกลับคืนมาทีละเสี้ยว
เจ้าแม่วังมู่ที่ยืนมองภาพเบื้องหน้าถอนหายใจเบาๆ“ธิดาท้อ..กำเนิดอีกครั้งแล้ว” นางเดินเข้ามาประคองร่างหญิงสาวให้มายืนข้างกายตน แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ “เทพจักรพรรดิโปรดอย่าเอ่ยอันใดในยามนี้เลย”
“เดี๋ยว..เตี้ยวเถียน”
หากเจ้าแม่วังมู่ขัดขึ้นเบาๆก่อนที่เทพจักรพรรดิจะได้เอ่ยต่อ “ข้าจะดูแลนางให้เองเทพจักพรรดิไม่ต้องกังวล”
ธิดาท้อกำเนิดใหม่นามเตี้ยวเถียนเหลียวกลับมามองเขาอีกครั้งสายตาคู่นั้นมีทั้งพันธะและอาลัยต่อกันก่อนที่นางจะหันกลับและตามเจ้าแม่วังมู่จากไป เงาร่างของนางค่อยๆห่างไกลในหมู่ต้นท้อ แต่แววตานางยังตรึงแน่นในใจเขา มิอาจลบเลือนได้อีก
เขาเพียงยืนนิ่งกลางแสงแดดอ่อนของยามสายดอกท้อหล่นพร่างรอบร่างสูงสง่า เงียบงันไร้สุ้มเสียง แต่ชะตาฟ้าที่ถูกผนึกไว้กลับเริ่มเผยรอยปริราวก้อนหินกลิ้งตกจากปลายเขาแล้ว
ม่านรัตติกาลทอดคลี่คลุมทั่วแดนสวรรค์แสงจันทร์สะท้อนผิวเมฆาบางเบาเป็นประกายเงินอาภรณ์แพรฟ้าเคลื่อนไหวเอื่อยใต้แรงลมอ่อนราวมีชีวิต เงาร่างของเทพจักรพรรดิ “อันซื่อ” ยืนเหม่อมองทะเลเมฆอยู่บนระเบียงจวนหยกมังกรของตนเองแผ่นหลังตั้งตรงดั่งขุนเขา ดวงหน้าเรียบนิ่งยิ่งกว่าหินแกะสลักม่านตาสีหมึกลึกซึ้งดุจเหวลึกกลับแฝงแววราวคลื่นใต้ผิวน้ำ
แม้ตนจะกำเนิดมาเป็นเทพจักรพรรดิโดยแท้มิได้ผ่านการบำเพ็ญเพียรเช่นเทพเซียนทั้งหลายหากแต่จิตวิญญาณในกายนี้กลับคุ้นเคยกับความเงียบ ความว่างเปล่าความโดดเดี่ยวอันเนิ่นนานตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาบนสวรรค์ ไม่มีนาม ไม่มีสายสัมพันธ์ไม่มีสิ่งใดผูกพัน..จนกระทั่งวันนี้
อันซื่อยกมือขึ้นปลายนิ้วแตะกับริมฝีปากของตนเองเบาๆพลางนึกถึงเสียงของนางที่ได้เอ่ยนามเขาครั้งแรก ราวกับอยากย้ำว่านั่นคือเรื่องจริงหาใช่เพียงภาพฝันใต้บุปผาปลิดปลิว “เตี้ยวเถียน..” เขากระซิบกับสายลมแววตาแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเสียงของนางดั่งวงน้ำเหนือผิวบึงสะท้อนกลับในใจก้อง
เขากำเนิดมาก็มีแต่ผู้เรียกด้วยตำแหน่งเทพจักรพรรดิไม่มีผู้ใดตั้งนามให้ แต่ยามได้ยินนาม ‘อันซื่อ’ จากริมฝีปากนาง นามที่ไม่มีใครรู้นั้นเขาก็มั่นใจได้ทันทีว่าคือนามตนเองและเช่นกันเขาก็รู้นามของนางทันที ‘เตี้ยวเถียน’ ซึ่งนางก็คือธิดาท้อแห่งแดนสวรรค์ผู้ถือกำเนิดเป็นวิญญาณใหม่ดุจเดียวกับเขา
สายลมยามราตรีพัดผ่านพื้นหญ้าในจวนเสียงใบไม้ของต้นหวงลี่สั่นไหวแผ่วเบา ขับกล่อมความเงียบงันในจิตอันซื่อเดินกลับเข้าไปในตำหนักกลาง ภายในเรือนตกแต่งเรียบง่ายแต่มีพลังแฝงอยู่ในทุกเส้นสายลายอักษรปักด้วยด้ายทองแดงบนม่านสีเทาดำ ลายเมฆาคล้อยสลักเหนือเสาค้ำหลังคาทุกสิ่งดูสมบูรณ์แบบยิ่งนัก หากยามนี้แต่เขากลับรู้สึกว่าทุกมุมห้องช่างว่างเปล่าเหลือทน
เขาเกิดมาเพื่อภารกิจของสวรรค์แต่เมื่อภารกิจนั้นยังมาไม่ถึงเขาจึงอยู่รอจนวันคืนเคลื่อนผ่านเนิ่นนานเกินมิได้นับอีกต่อไปแล้วรออย่างมั่นคงดุจภูผา..ไม่ว่อกแว่กแต่บัดนี้ทุกอย่างกลับเริ่มสั่นไหว
ดวงจิตของเทพเซียนย่อมไร้พันธะไร้ราคะขาดจากความผูกพันทั้งปวงจึงก้าวข้ามเป็นเทพได้ ทว่าตัวเขา..มิใช่ผู้ตัดสายใยเหล่านั้นหากแต่ข้ามขั้นผ่านกำเนิดมาเป็นเทพจักรพรรดิโดยตรงจึงมิอาจเรียกว่าหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง
เขารู้ว่ามีเพียงผู้หนึ่งเท่านั้นจะบอกได้ว่าด้ายแดงสายใยในใจนั้นเป็นของแท้หรือเพียงภาพลวง‘เทพจันทรา’ เทพแห่งชะตาฟ้าและด้ายแดงสามภพผู้ครองบัญชีพรหมลิขิตพันธะทั้งปวง แต่เขาจะไปหาเทพจันทราโดยกล่าวว่า “ข้าต้องการรู้ว่า ข้ามีดวงผูกชะตากับผู้ใด” ได้อย่างไร..บนแดนสวรรค์ย่อมห้ามมีรักมิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ความคิดในใจเขา มีแต่ต้องลักลอบตรวจสอบเอง
ค่ำคืนต่อมาที่ตำหนักเทพจันทราซึ่งลอยล่องเหนือทะเลเมฆเคียงดวงจันทร์ริมบันไดหินหยกมีบุรุษชุดคลุมเงินลวดลายเถาวัลย์ยืนอยู่เงียบงันก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามาถึงหน้าตำหนักแล้วเอ่ยเรียกผู้เฒ่าเจ้าของตำหนัก “คืนนี้เหมาะจะดื่มสุรายิ่งนัก” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อนพลางชูกาเหล้าในมือขึ้น
เทพจันทราผู้มีผมยาวสีเงินลื่นดุจแสงจันทร์หันมามองผู้มาเยือน ดวงหน้าเปี่ยมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อได้ยินคำว่า ‘สุรา’ “หรือว่าเทพจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจจะเสด็จมารึ?”
“เพียงแวะมาคารวะ เทพผู้เฒ่าอยู่ตำหนักนี้คนเดียวคงเหงาไม่น้อย”
เทพจันทราหัวเราะเสียงเบา“ข้าจะเหงาได้เช่นไรความเหงาเป็นเรื่องของผู้ที่อยู่ในบัญชีของข้าเท่านั้นแต่เรื่องร่ำสุราต่างหากคือเรื่องของข้า” เพราะเป็นที่รู้กันทั่วว่าผู้เฒ่าจดบัญชีด้ายแดงนั้นชอบร่ำสุรากันทั้งสามโลก
แสงจันทร์สาดทาบบนโต๊ะหยกเสียงไหสุรายกขึ้นวางลงครั้งแล้วครั้งเล่า กลิ่นหอมของสุราดอกลั่นทมลอยขึ้นจางๆอันซื่อรับจอกมาดื่มด้วยท่วงท่าสงบเสียงพูดจาลื่นไหวท่ามกลางบรรยากาศของฤดูเหมันต์
พอสุราหายไปเกินครึ่งกาเทพจันทราที่เริ่มหน้าแดงระเรื่อก็หัวเราะเสียงใสก่อนเอนหลังพิงหมอนหยกพลางกล่าว “ชะตาฟ้านี่มัน..น่าขันจริงๆ ข้าผูกคนเป็นร้อยกลับไม่มีใครผูกให้ข้าเลยสักครั้ง ฮะฮ่า..” แล้วเสียงหัวเราะนั้นก็กลายเป็นเสียงกรนในไม่ช้า
อันซื่อวางจอกช้าๆประคองผู้เฒ่าก้าวเท้าลงสู่ชั้นในของตำหนักอย่างไร้สุ้มเสียง หลังวางร่างเทพจันทราที่ห้องด้านในแล้วก็ข้ามผ่านม่านโปร่งสีฟ้าบางเบาภายในเป็นห้องบัญชีด้ายแดงโต๊ะยาวกลางห้องเต็มไปด้วยม้วนผ้าร้อยด้ายและแผ่นหยกจารึกชื่อ
เขากวาดตาครู่หนึ่งตั้งจิตเพ่งไม่นานก็พบแผ่นหนึ่งเรืองแสงจางๆ ราวมีแรงเรียก
อันซื่อ- เตี้ยวเถียน
ม้วนด้ายแดงผูกแน่นดุจโซ่ตรวนจากสวรรค์ราวกับกำหนดไว้แต่ต้นกำเนิด เขาแตะมันเบาๆ แสงจากด้ายแดงวาบขึ้นก่อนดับวูบ “เป็นเรื่องจริง..” หัวใจในอกคล้ายแน่นทึบสิ่งที่เขารู้จากใจตน ถูกบัญชีชะตาฟ้ายืนยันแล้วอย่างมิอาจหลีกหนีเขากลับออกจากตำหนักเงียบงันดุจเดิม ราวไม่เคยเหยียบย่างมาที่นั่น
เมื่อกลับถึงจวนหยกมังกรเขาเหม่อมองแสงจันทร์ที่ค่อยๆ ลับไกล ฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้มดุจท้องทะเลวันพายุใหญ่แววตาเขากลับนิ่งสนิทยิ่งกว่าเดิม “ชะตาฟ้าไม่ย่อมให้เซียนมีรักผู้บำเพ็ญล้วนตัดใจ ตัดรัก หมดสิ้นบัญชีด้ายแดง ตัดชะตารัก..จึงเป็นเซียนอยู่แดนสวรรค์ได้ แต่ข้า..”
เขารู้ตนเองมาตลอดว่าตนไม่เหมือนผู้อื่นเทพเซียนทั้งหลายคือผู้เคยเป็นมนุษย์มาก่อน ผ่านร้อนผ่านหนาวจนใจสงบจึงบำเพ็ญบารมีแต่เขาไม่เคยมีอดีต ไม่เคยมีรัก ไม่เคยมีชะตา มีเพียงหน้าที่มีเพียงสถานะอันสูงส่ง ไม่มีแม้แต่นาม..จนกระทั่งนางเอ่ยมันออกมา
เทพจักรพรรดิผู้ไม่มีอดีตย่อมไม่เคยตัดรักจึงไม่รู้วิธี แต่ในเมื่อรู้แล้ว..เขาต้องผ่านด่านรักนี้เช่นไร? เขาเดินไปหยุดยังหน้าบันไดหินที่ทอดยาวสู่เมฆาลมเย็นพัดผ่านแผ่วเบา แม้รู้ว่าในอากาศไม่ได้กรุ่นกลิ่นดอกท้อแล้วแต่กลับยังรู้สึกติดที่ปลายจมูกไม่รู้ลืม เสียงที่ไม่มีผู้ใดกล่าวก้องอยู่ในโสตเช่นว่านางกำลังเรียกเขา
ช่วงปลายเหมันต์ล่วงเข้าสู่ต้นวสันต์แม้จะนับว่าเป็นการเปลี่ยนฤดูกาล แต่แดนสวรรค์ก็ยังคงงดงามดังเดิมฟ้ากว้างไกลไร้หมอกเมฆสายลมอ่อนหอมกลิ่นหญ้าฤดูใหม่ปะปนกลิ่นดอกมู่ตานขาวและชงโคที่ชูช่ออยู่เต็มลานหินหยกแม้จะเป็นแดนเบื้องบนที่ไร้กาลเวลา หากแต่ท่วงทำนองแห่งฤดูกาลก็ยังผลัดเปลี่ยนคล้ายมีจิตวิญญาณแห่งความหมุนเวียนคอยชักนำ
พิธีเก็บเกี่ยวลูกท้อพึ่งผ่านพ้นไปเมื่อสามวันก่อนลูกท้อสวรรค์ที่รอคอยนับร้อยปีออกผลพร้อมกันใต้การดูแลของเจ้าแม่วังมู่กลายเป็นเหตุให้บรรดาเทพเซียนและนางฟ้านางสวรรค์จากทุกมุมสวรรค์ต่างมารวมตัวกันเนืองแน่นณ ลานท้อหลวงซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเขตป่าท้อที่ในเวลานี้ประดับด้วยผ้าแพรสีอ่อนพาดตามซุ้มหิน และเสาสูงที่สลักลายเมฆาทุกพื้นที่ล้วนอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและความชื่นบาน เสียงขลุ่ยและพิณประสานดนตรีกล่อมลมฟ้าจนเกิดเป็นบรรยากาศที่แม้แต่ดวงดาราก็ยังอยากหยุดฟัง
เทพจักรพรรดิปรากฏกายใต้ม่านเมฆสีขาวอมทองร่างสูงในอาภรณ์ผ้าไหมลายอัสนีบนผืนสีขาวบริสุทธิ์คลี่ไหวในสายลมผ้าคาดเอวปักลายสีเงิน ลวดลายบนอาภรณ์สะท้อนแสงยามเขาก้าวเดินสง่าราศีประหนึ่งท้องฟ้าที่ไม่มีดวงอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใด
ทันทีที่เท้าของเขาเหยียบลงบนลานหินทุกสายตาก็จับจ้องมารอยยิ้มและคำทักทายจากเหล่าเทพเซียนดังขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสายเขาตอบกลับด้วยสีหน้าสงบ ยามพูดจาก็หนักแน่นสุขุมดวงตายังลุ่มลึกดั่งสระหยกที่ไร้คลื่นลม
จนกระทั่งเมื่อเจ้าแม่วังมู่ปรากฏตัวในอาภรณ์สีเขียวพร้อมด้วยขบวนธิดาท้อที่ติดตามข้างกายงานพิธีก็เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
บรรดาเทพเซียนและนางฟ้าทุกผู้หันไปยังผลท้อสุกที่จัดวางอยู่บนแท่นหยกกลางลานบางลูกอวบอิ่มสีชมพูอ่อน บางลูกมีสีทองอ่อนปนแดง แต่ล้วนส่งกลิ่นหอมกรุ่นที่ชวนให้ผู้พบเห็นหลงใหลในความละมุนของมัน
หากแต่ท่ามกลางความสนอกสนใจต่อผลท้อสวรรค์อันซื่อกลับจับจ้องเพียงเงาร่างบางผู้หนึ่ง..เตี้ยวเถียนนางอยู่ข้างกายเจ้าแม่วังมู่ ในอาภรณ์ขาวและชมพูอ่อนนวลตาผมดำขลับถักและรวบด้วยปิ่นหยกงาช้าง ใบหน้าขาวใสยามก้มหน้ารับคำสั่งกลับงดงามราวภาพวาดที่มีชีวิต
“ธิดาท้อทั้งหลายจงนำท้อที่เตรียมไว้แจกจ่ายให้เหล่าเทพเซียนร่วมงานเถิด” เสียงของเจ้าแม่วังมู่เอ่ยดังทรงพลัง
เตี้ยวเถียนหนึ่งในธิดาท้อประคองจานหยกที่บรรจุลูกท้อเดินช้าๆไปยังเบื้องหน้าเทพจักรพรรดิ กิริยาอ่อนช้อยจนสายลมยังมิอาจเร่งฝีเท้านางได้ผ้าคลุมบางด้านหลังของนางคลี่ไหวเบาๆยามมองแล้วให้รู้สึกสบายใจกว่ารุ้งหลังยามฝนสิ้น
“..ท้อเจ้าค่ะ” เสียงของนางแผ่วเบาเอ่ยดวงตากลมใสสบกับสายตาคมเข้มของเขาเพียงชั่วพริบตา นางแย้มยิ้มบางๆราวแสงจันทร์แรกเดือนขึ้น แล้วก้มหน้าผินกายเดินจากไปอย่างสุภาพ
เขาไม่อาจละสายตาจากนางได้เลยไม่ว่าจะหันไปทางใด เขาก็มองเห็นเงานางผ่านกลุ่มธิดาท้อที่เดินไปมาหัวใจในอกเต้นไม่เป็นจังหวะยามนางเดินผ่าน แม้เพียงปลายชายผ้าสะบัดยังทำให้เขารู้สึกถึงแรงบางอย่างสั่นสะเทือนทั่ววิญญาณ
ตลอดงานเลี้ยงเขามองนางนับครั้งไม่ถ้วนและหลายครั้งที่สายตานางก็หันกลับมาหาเขาความไหววูบที่ดวงตาทั้งสองสบกันคล้ายทุกสิ่งหยุดเคลื่อนไหว
จนกระทั่งพิธีสิ้นสุดลงผู้คนเริ่มทยอยกันจากไป อันซื่อกำลังจะเดินออกจากลานสวนก็ได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยเรียก “เทพจักรพรรดิ” เขาหันกลับมาพบเจ้าแม่วังมู่ยืนอยู่ใต้ต้นท้อเก่าแก่ต้นหนึ่งที่มีกิ่งแผ่เงาทอดยาวเป็นวงเงานั้นดูร่มเย็นอย่างประหลาด “เชิญมานั่งพูดคุยสักครู่เถิด”
อันซื่อจึงเดินไปทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามบนเก้าอี้ไม้แก่นจันทน์กลิ่นหอมจางๆ ลอยขึ้นมาจากพื้นดินรอบกาย ร่างบางของเตี้ยวเถียนยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลดวงหน้าของนางมองมายังเขาอย่างเงียบงันราวกับรู้ว่ากำลังจะมีบางสิ่ง
เจ้าแม่วังมู่เป็นผู้เปิดบทสนทนา“เทพจักรพรรดิท่านอยู่บนแดนสวรรค์นี้มานานเท่าใดแล้วหรือ?”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเรียบๆ “ข้าก็ลืมเสียแล้ว..แต่คล้ายจะเข้าร่วมพิธีเก็บเกี่ยวท้อมาแล้วสิบสามครั้ง”
เจ้าแม่พยักหน้าเบาๆสีหน้าไม่เปลี่ยน “อืม..สิบสามครั้งสำหรับท่านคือเวลายาวนานหรือไม่เล่า?”
หากแต่เทพจักรพรรดิไม่ได้เอ่ยวาจาตอบเจ้าแม่วังมู่จึงกล่าวต่อ “แต่หากข้านั้นทำพิธีเก็บท้อมานับพันครั้งสิ่งใดไม่เคยเห็นย่อมล้วนไม่มี”
ร่างสูงชะงักเล็กน้อยหลุบตาลงเจ้าแม่วังมู่คงรู้เรื่องความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นของเขาแล้ว เขาจึงค่อยๆเงยหน้ามองร่างบางที่ยืนอยู่ปลายสายตาก่อนที่จะหันกลับมามองเจ้าแม่วังมู่อย่างจริงจัง “ข้าควรทำอย่างไร?”
เจ้าแม่วังมู่เพียงทอดตามองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มโรยแสงเรื่อๆของสุริยาใหม่ แล้วจึงกล่าวเรียบๆ “ท่านไปโลกมนุษย์เถิดไปบำเพ็ญเพียร..ตัดความสัมพันธ์อย่างผู้เวียนว่ายในโลกอันพึงให้เกิดทุกข์เมื่อสำเร็จแล้วกลับคืนแดนสวรรค์เพื่อรอคอยหน้าที่ของท่านต่อไป”
คำพูดนั้นไม่ใช่เพียงคำแนะนำมันคือคำวินิจฉัยแห่งชะตา เทพจักรพรรดิเงียบไปชั่วขณะ..ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆดวงตาที่เคยลุ่มลึกบัดนี้คล้ายมีแรงไหวบางอย่างผุดขึ้นกลางใจ