สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 230 คุณสมบัติ

        เป็นผู้วิเศษที่สวรรค์เลือก?

 

       อันเจิงไม่คิดว่านี่เป็นตำแหน่งหรือหน้าที่ที่ดี

 

        ของมีค่าที่เก็บในห้องวิเศษนี้มีมากกว่าร้อยชิ้นและทุกชิ้นก็มีค่ามากด้วย ยังไม่พูดถึงของที่กองเต็มสวนด้านหลัง เพียงแค่ขายของที่อยู่ในห้องวิเศษนี้อย่างน้อยก็มากพอสำหรับดูแลทหารทางชายแดนกว่าแสนคน กับประชาชนนับหมื่นคนแล้วแต่ของพวกนี้ขายยากเมื่ออยู่ในแคว้นเยี่ยน

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงก็พูดขึ้น“วิธีที่ดีที่สุดก็คือขายให้คนจากจักรวรรดิต้าซี ราคาอาจถูกกดลงบ้าง แต่หากพวกเขายอมซื้อมันละก็อย่างนั้นก็ขายออกไปทั้งหมดพร้อมกันทีเดียวเลย ของดีเช่นนี้ หากขายพร้อมกันทีเดียวก็อาจเสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงแต่ทว่าพวกเราไม่มีเวลามาไตร่ตรองมากขนาดนั้นแล้ว แคว้นเยี่ยนขาดแคลนเงินมาก และหากจะขายออกไปทีเดียวอย่างนั้นคนที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีกำลังซื้อก็คือคนจากจักรวรรดิต้าซีแล้วล่ะ”

 

        อันเจิงมองไปรอบด้าน “ข้าจะตีราคา ส่วนท่านจางอวี้ฟูคอยตรวจสอบดูว่าเราทำอะไรพลาดไปบ้างหรือไม่”

 

        จางอวี้ฟูรีบโบกมือ “ข้าไม่กล้าแต่ข้าจะทำตามที่เจ้าบอกละกัน”

 

        อันเจิงเริ่มตีราคาของในห้องวิเศษนี้จำนวนของมีหลายร้อยชิ้น แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลามากขนาดนั้น หากคำนวณราคารวมทั้งหมดของพวกนี้สามารถแลกเงินได้จำนวนมาก มากพอที่จะให้ประชาชนในแผ่นดินเยี่ยนใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายเลยทีเดียว

 

        จางอวี้ฟูพูดเตือนจวงเฟยเฟย“ของพวกนี้มีค่ามากเกินไป โชคดีที่มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้หากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไปเมื่อไหร่ ด้วยจำนวนคนในโรงจวี้ฉ่างของเราตอนนี้เราไม่มีทางปกป้องมันไว้ได้แน่”

 

        อันเจิงพูดขึ้นหลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง“เอาแบบนี้ดีกว่า ข้าจะจัดเตรียมคนส่งพวกมันไปจักรวรรดิต้าซีแล้วหาโรงประมูลเก็บของพวกนี้ไว้ จากนั้นก็ค่อย ๆ กระจายมันไปตามจุดต่าง ๆ ของจักรวรรดิต้าซีเมื่อขายได้แล้วค่อยทยอยนำเงินกลับมา ส่วนหนึ่งส่งไปยังแถบชายแดน อีกส่วนก็นำไปซื้อทรัพยากรในจักรวรรดิต้าซี”

 

        จวงเฟยเฟยพยักหน้า“คืนนี้ข้าจะไปบอกใต้เท้าเฉิน”

 

        อันเจิงตรวจสอบของทุกอย่างในห้องแล้วกำลังจะจากไปจากนั้นก็เห็นกู่เชียนเยว่ที่เดินวนหนึ่งรอบแล้วยังไม่เจอของที่ตัวเองชอบสักที

 

        อันเจิงมองไปยังรอบด้านและไม่เจออะไรที่เหมาะกับกู่เชียนเยว่จริงๆ แต่ในขณะนี้เอง เสี่ยวช่านที่นอนอยู่กลางอกของตู้โซ่วโซ่วและเงียบมาตลอดก็ส่งเสียงร้องขึ้นตู้โซ่วโซ่วรีบหันตัวหนีและไม่กล้าให้จางอวี้ฟูเห็นดวงตาของเสี่ยวช่านจางอวี้ฟูและจวงเฟยเฟยไม่ได้ใส่ใจเพราะกำลังเร่งมืออยู่

 

        อันเจิงเดินเข้าไปตรงจุดที่เสี่ยวช่านร้องจึงเห็นว่านั่นเป็นโล่ที่ตัวเองเห็นเมื่อครู่ ก่อนหน้านี้เขาเคยหยิบมันขึ้นมาดูและเห็นว่านั่นเป็นของวิเศษมารอันเจิงไม่รู้สึกว่าของชิ้นนี้มีค่าฉะนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจ แต่หลังจากเสี่ยวช่านส่งเสียงร้องกงล้อเก้าภพในดวงตาเสี่ยวช่านก็เปล่งประกายแวววาว หลังจากอันเจิงดูอย่างละเอียดจึงเห็นว่าบนตัวโล่มีจุดประหลาดหนึ่งจุด เมื่ออันเจิงกดลงไปจึงเห็นว่าบนโล่มีกระดูกสีขาวปรากฏขึ้น

 

        กระดูกมีขนาดใหญ่หนึ่งฝ่ามือ ดูแล้วมันเหมือนกระดูกส่วนแขนอันเจิงหันกลับไปมองกู่เชียนเยว่ จึงเห็นว่านางไม่ได้สังเกตว่า เสื้อผ้าของตัวนางเองลอยขึ้น

 

        อันเจิงรีบกดกระดูกสีขาวเข้าไปในโล่ดังเดิมจากนั้นก็ยัดโล่ไว้ในมือของกู่เชียนเยว่“นี่ถือเป็นของขวัญที่พี่จวงมอบให้เจ้าก็แล้วกัน”

 

        สีหน้ากู่เชียนเยว่เหมือนไม่พอใจ“เป็นของขวัญที่เลือกพอเป็นพิธีจริง ๆ เลยนะ...”

 

        อันเจิงพูดพลางหัวเราะ“เจ้าเก็บไว้เล่นก็พอแล้ว”

 

        “ใช้ต้มข้าวกิน?”

 

        “ใช้ย่างเนื้อก็ได้”

 

        จวงเฟยเฟยเดินเข้ามากอดไหล่ของกู่เชียนเยว่“อย่าสนใจเขาเลย พี่จวงจะมอบของขวัญอีกชิ้นให้เจ้า”

 

        จวงเฟยเฟยหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามันเป็นกล่องที่งดงามมากเลยทีเดียว “ของชิ้นนี้ไม่อาจชี้ชัดว่าอยู่ในระดับอะไร เพราะมันไม่ใช่ของที่สร้างขึ้นในแคว้นของพวกเราและไม่ใช่ของที่สร้างจากจักรวรรดิต้าซี ยิ่งไม่ใช่ของจากเมืองพุทธแต่เป็นของที่มาจากแคว้นผีหัวแดง ได้ยินว่าที่นั่นไม่เรียกการบ่มเพาะพลังวัตรว่าเป็นการบ่มเพาะแต่เรียกว่าการฝึกเวท ของชิ้นนี้น่าเล่นไม่น้อย มันใช้ฆ่าศัตรูไม่ได้ใช้ป้องกันตัวไม่ได้ แต่สามารถใช้หลบหนีได้”

 

        กู่เชียนเยว่เปิดกล่องที่งดงามออกจึงเห็นว่าด้านในคือกระดาษที่ม้วนอยู่ “กระดาษ?”

 

        จวงเฟยเฟยพูดขึ้น “ใช่ มันคือกระดาษม้วน วิธีการตีตราเจ้าของเหมือนกับพวกเราไม่มีผิดเพียงแค่หยดเลือดลงไปก็ใช้ได้แล้วความพิเศษเพียงอย่างเดียวของมันก็คือกำหนดตำแหน่งที่ตั้ง อย่างเช่นบ้านเจ้า ทุกครั้งที่เจ้าเจออันตรายแล้วใช้จิตสั่งการของชิ้นนี้จะสามารถพาเจ้ากลับมาที่บ้านได้ในชั่วพริบตา”

 

        ตอนอันเจิงอยู่จักรวรรดิต้าซีก็เคยเห็นของชิ้นนี้เช่นกัน“กระดาษม้วนของแคว้นหัวแดงเป็นของวิเศษที่สุดยอดมาก ๆตอนนั้นผู้บ่มเพาะพลังวัตรของจักรวรรดิต้าซีเคยได้มันมาก่อนจากนั้นก็มีผู้สร้างของวิเศษอย่างน้อยสิบคนที่อยากสร้างของเช่นนี้ขึ้นอีกแต่น่าเสียดายที่คุยกันไม่รู้เรื่องบวกกับไม่เข้าใจวิธีการบ่มเพาะพลังวัตรของพวกเขา จนในที่สุดก็ไม่อาจสร้างมันได้พูดตามตรง ถึงแม้ของที่มอบให้กู่เชียนเยว่จะไม่อาจประเมินระดับได้แต่หากเรียงตามลำดับคุณค่า อย่างน้อยมันต้องอยู่ระดับสีทองแล้วล่ะ”

 

        จวงเฟยเฟยพูดขึ้น “นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้าของชิ้นนี้ข้ามอบให้น้องสาวข้า ทำไมกัน เจ้าอยากจ่ายเงินแล้วให้มันกลายเป็นของที่เจ้ามอบให้นางงั้นรึ?อย่าได้แม้แต่จะคิด”

 

        อันเจิงเพียงแค่รู้สึกเกรงใจเท่านั้นเองตัวเขามีเรื่องมากมายที่ไม่เคยบอกจวงเฟยเฟย ดังเช่นกระดูกสีขาวที่อยู่ในโล่แน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกับกระดูกนิ้วมือที่กู่เชียนเยว่มีแน่นอนกระดูกนี้เชื่อมโยงไปถึงความลับของกู่เชียนเยว่ อันเจิงจึงไม่กล้าพูดไปเรื่อย

 

        “พวกเราออกไปกันเถอะ”

 

        จวงเฟยเฟยดูออกว่าอันเจิงไปต่อไม่ถูกจึงลากกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซี“ให้ผู้ชายอย่างพวกเขาออกไปทำงานเถอะ ส่วนพวกเรานั่งดื่มชาอยู่ด้านใน น้องชวีช่วงนี้สุขภาพข้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เจ้าช่วยข้าดูหน่อยจะได้หรือไม่?”

 

        ชวีหลิวซียิ้มพลางพูด “ได้อยู่แล้ว”

 

       จากนั้นอันเจิงก็ได้ยินเสียงจวงเฟยเฟยพูดขึ้น“โดยเฉพาะช่วงที่วันนั้นของเดือนมา ท้องน้อยข้าเจ็บมาก อย่างน้อยต้องงอตัวอยู่บนเตียงช่วงหนึ่งถึงจะดีขึ้นอีกทั้งช่วงนี้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร วันที่มาก็มักจะไม่ตรงกัน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วใช้ไหล่สะกิดอันเจิง“พวกเขากำลังพูดความลับของผู้หญิงรึ?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “เรื่องของผู้หญิงข้าจะไปรู้ได้อย่างไรก็เหมือนเรื่องที่เราคุยกันลับ ๆ พวกนางก็อาจฟังไม่รู้เรื่อง”

 

        ตู้โซ่วโซ่วขานรับ “ข้าอยากถ่ายอุจจาระเจ้าจะไปด้วยหรือไม่”

 

        อันเจิงหัวเราะ “เจ้าและข้าเป็นเพื่อนรักกันเรื่องอุจจาระเป็นเรื่องใหญ่ ข้าต้องไปกับเจ้าอยู่แล้ว!”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเขม่นหน้าอันเจิง จากนั้นทั้งสองก็เดินตามกันไปห้องน้ำโชคดีที่ห้องน้ำของโรงจวี้ฉ่างใหญ่พอสมควร พวกเขาทั้งสองคนจึงนั่งยอง ๆ ลงพร้อมกัน“เจ้าคิดว่าครั้งนี้คนของตระกูลเกาจะซ่อนตัวและรอให้เรื่องนี้จางลงอยู่หรือไม่”

 

        อันเจิงพยักหน้า“ข้าคาดว่าคนของตระกูลเกาคงไม่คิดจะออกจากเมืองฟางกู้ตั้งแต่แรกแล้วที่นี่มีกิจการที่ตระกูลเกาสร้างขึ้นมาหลายร้อยปีและมีพื้นที่มากพอสำหรับเตรียมพร้อมเพื่อการนี้ พวกเขาอาจจะอยู่ในที่ที่ไม่ห่างจากบ้านตระกูลเกามากเท่าไหร่และอาจอยู่ไม่ห่างจากตำหนักวิหารสวรรค์ด้วย แต่ด้วยระยะเวลาสั้นขนาดนี้ พวกเขาไม่มีทางเผยตัวออกมาแน่นอนเพราะตอนนี้ทุกคนกำลังต่อต้านตระกูลเกาอยู่”

 

        ตู้โซ่วโซ่วขานรับ “อย่างนั้นก็ดี...ความจริงข้าอยากถามเจ้าเรื่องเสี่ยวชีเต้า”

 

        “เรื่องอะไร?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วลังเลครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น“หลายวันก่อนที่คุยกับแม่นางเยว่ ข้าถามนางว่าคิดจะทำอย่างไรต่อไปนางบอกว่าต้องดูการตัดสินใจของเสี่ยวชีเต้า ไม่ว่าเสี่ยวชีเต้าอยากทำอะไรนางก็สนับสนุนทั้งนั้น ข้ากำลังคิดว่า...เสี่ยวชีเต้าเป็นบุตรชายขององค์รัชทายาทหาก...หากมู่ฉางเยียนเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆเสี่ยวชีเต้าก็เป็นเพียงคนเดียวที่จะมารับตำแหน่งราชาต่อ”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ใช่...เพียงหนึ่งเดียว”

 

        “ข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรปิดบังเสี่ยวชีเต้าเราควรจะบอกเขาถึงตัวตนของเขาอย่างชัดเจน ถึงแม้เขาจะอายุเพียงแปดขวบก็ตาม แต่ก็มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว”

 

        อันเจิงยิ้ม“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะละเอียดอ่อนขนาดนี้”

 

        “ข้าไม่ละเอียดอ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่กันข้าก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว”

 

        อันเจิงกลอกตา

 

        ตู้โซ่วโซ่วยื่นมือออกไป“เจ้าพกกระดาษชำระมาด้วยหรือไม่?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วถ่ายอุจจาระเป็นเวลาหนึ่งนาทีอันเจิงเพิ่งจะยื่นกระดาษไปแต่ก็ชะงักไว้ จากนั้นก็พูดอย่างจริงจัง“เป่าลมจนแห้งแล้ว ทำไมต้องใช้กระดาษอีก”

 

        ทั้งสองคนเดินพลางกดเสียงต่ำแล้วพูดไปด้วยขณะนี้เอง ด้านนอกก็มีคนบอกว่าจะเข้าพบ เป็นคนที่เมื่อครู่เขาส่งไปติดต่อคนของจักรวรรดิต้าซีนั่นเองในใจอันเจิงคิดว่าเป็นไปได้อย่างไรที่จะรวดเร็วขนาดนี้

 

        เขาเดินออกไปยังด้านนอกจึงเห็นว่าคนที่เข้ามาเป็นชายอายุไม่มากที่สวมหมวกใบใหญ่ เขาก้มหน้าก้มตาฉะนั้นอันเจิงจึงมองไม่เห็นใบหน้าของเขา อันเจิงเดินเข้าไปถาม“เจ้าเป็นคนที่โรงชิงไจส่งมารึ? เร็วเหมือนกันนี่”

 

        คนคนนั้นหัวเราะเสียงเบา “พวกข้าจ้องของพวกนี้มาโดยตลอดเมื่อรู้ว่ามันตกมาถึงโรงจวี้ฉ่าง และพอเดาได้ว่าโรงจวี้ฉ่างน่าจะส่งไปที่โรงชิงไจของพวกข้าฉะนั้นพวกข้าจึงรีบติดต่อกลับมาทันทีที่คนของพวกเจ้าไปถึง”

 

        “ทำไมเจ้าถึงไม่เงยหน้าขึ้น” อันเจิงถาม

 

        คนคนนั้นยิ้ม “กลัวจะทำให้เจ้าตกใจ”

 

        เขาเงยหน้าขึ้นจากนั้นสีหน้าของอันเจิงก็เปลี่ยนไปทันที

 

        ถางไทเช้อนั่นเอง

 

        ถึงแม้จะเคยเจอกันเพียงแค่ครั้งเดียวแต่อันเจิงมีความรู้สึกกับคนคนนี้ลึกซึ้งมาก ถางไทเช้อเป็นผู้บัญชาการทหารม้าในกรมราชทัณฑ์ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกที่ประตูเมืองฟางกู้ตอนนั้นถางไทเช้อพาคนมาขวางขบวนส่งศพของอันเจิง หลังจากเขาตรวจสอบแล้วว่าไม่เจออะไรเขาจึงพาทหารทำความเคารพศพก่อนจากไป จนถึงวันนี้อันเจิงก็ยังไม่เคยลืม

 

        “ที่แท้...เจ้าเป็นคนของจักรวรรดิต้าซี”

 

        “เจ้าไม่เชิญข้าเข้าไปแล้วค่อยคุย?”

 

        อันเจิงยกมือขึ้นทำท่าเชิญจากนั้นถางไทเช้อก็เดินเข้ามาด้านใน จวงเฟยเฟยหาสถานที่ที่ลึกลับเพื่อคุยกันเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องไปถึงตัวตนของถางไทเช้อ ฉะนั้นตอนที่คุยจึงมีเพียงพวกเขาสามคน

 

        “ในเมื่อเข้ามาแล้ว อย่างนั้นก็คุยให้ชัดเจนกันไปเลยและข้าก็ไม่กลัวพวกเจ้ารู้อีกต่อไป”

 

        ถางไทเช้อถอดหมวกออกจากนั้นก็ยิ้มแล้วพูด “ข้าเป็นคนของจักรวรรดิต้าซี ใช่แล้ว ความจริงโรงชิงไจเป็นกิจการของข้าเอง”

 

        นี่เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคนไม่มีใครคาดคิดว่าผู้บัญชาการทหารม้าของกรมราชทัณฑ์ถางไทเช้อจะเป็นคนของจักรวรรดิต้าซีอีกทั้งยังเป็นเถ้าแก่โรงประมูลที่เปิดขึ้นจากคนของจักรวรรดิต้าซีแห่งเดียวในเมืองฟางกู้อีกด้วย

 

        จวงเฟยเฟยขมวดคิ้ว “ใต้เท้าถางไทเพราะอะไรถึงมาแคว้นเยี่ยนล่ะ?”

 

        “นี่เป็นความลับของข้าเองและไม่ใช่เรื่องที่พูดไม่ได้ความจริงอดีตที่ผ่านมาของข้าไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด ก็เป็นเพียงฉากที่ต้องเกิดขึ้นในตระกูลใหญ่ทุกวันเท่านั้นเองพวกเจ้าก็น่าจะรู้ดี ในจักรวรรดิต้าซีตระกูลถางไทมีชื่อเสียงพอสมควร อย่าว่าแต่สมาชิกในตระกูลที่แยกย้ายออกไปเลยเพียงแค่ตระกูลถางไทที่ยังอยู่พร้อมหน้าก็มีจำนวนหลายหมื่นคนแล้วแต่หากเทียบกับขนาดดินแดนและจำนวนประชากรของจักรวรรดิต้าซีแน่นอนว่าจำนวนหลายหมื่นคนนี้ก็ไม่มากอะไร”

 

        “ในตระกูลที่ใหญ่โตเช่นนี้แน่นอนว่าไม่ใช่เด็กหนุ่มทุกคนที่จะได้รับการยอมรับ”

 

        เขายักไหล่“ฉะนั้นออกมาสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองไม่ดีกว่าหรือ ทุกคนที่ออกจากตระกูลถางไทแล้วมาสร้างกิจการเป็นของตัวเองอย่างน้อยตระกูลจะมอบเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเป็นต้นทุนแต่บางคนก็ได้มากถึงหนึ่งล้านตำลึง ข้าถือเป็นลูกหลานในตระกูลที่ห่างออกไปแล้วฉะนั้นตอนออกมาจึงได้เงินมาเป็นต้นทุนเพียงหนึ่งหมื่นตำลึงเท่านั้น”

 

        “โรงชิงไจทุกแห่งล้วนเป็นกิจการของเจ้าทั้งหมด?” อันเจิงถามขึ้น

 

        ถางไทเช้อยิ้ม “เป็นของข้าตอนนี้ในแคว้นเยี่ยนเปิดโรงชิงไจทั้งหมดหกแห่ง และในเมืองฟางกู้มีเพียงหนึ่งแห่ง แต่ในจักรวรรดิต้าซียังมีอีกหลายร้อยแห่ง”

 

        สีหน้าของจวงเฟยเฟยเปลี่ยนไปทันที“ใต้เท้าถางไทใช้เวลานานเท่าไหร่?”

 

        “สิบสองปี”

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงก็ถามขึ้น “แล้วทำไมตอนนี้ใต้เท้าถางไทถึงเผยตัวตนออกมาล่ะ?”

 

        ถางไทเช้อมองไปยังอันเจิง“โรงจวี้ฉ่างยังไม่มีคุณสมบัติมากพอให้ข้าออกมาด้วยตัวเอง แต่เจ้ามี...”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน