เสียงเอะอะโวยวายระหว่างเปลี่ยนคาบดังจอแจไปทั่วตึกเรียน ภารกิจของนักเรียนที่จะอาศัยระยะเวลาอันน้อยนิดนี้ทำ นั่นก็คือการรีบลอกการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จเพื่อเตรียมส่งในคาบต่อไป ไม่ก็รีบเติมหน้าเติมตาให้สวยเข้าไว้ตลอดเวลา บางคนหยิบนิยายเกาหลีที่ไปเช่ามาจากร้านหน้าโรงเรียนขึ้นมาอ่านเท่าที่เวลาพึงมี บางคนจับกลุ่มเม้าท์เื่ดาราตบกันที่กำลังโด่งดัง
“มาแล้ว...มาแล้ว” นักเรียนหญิงที่นั่งใกล้ประตูรีบะโบอกเพื่อนๆ ในท้องทันทีที่เห็นว่าซิสเตอร์มากาเร็ตเดินมาแต่ไกล ทุกคนในห้องได้ยินแล้วพากันแตกฮือ รีบกลับเข้านั่งประจำที่แล้วปิดปากเงียบ เพราะรู้ว่าหากซิสเตอร์มากาเร็ตเข้ามาเห็นมารยาทอันไม่งดงามของพวกเธอจะโดนอะไรบ้าง ซึ่งคนที่เคยโดนมาแล้วหรือเพียงแค่เห็นคนที่เคยโดนลงโทษมาก่อน ก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดทำให้ซิสเตอร์มากาเร็ตไม่พอใจ...แม้แต่คนเดียว
เสียงรองเท้าส้นเตี้ยกระทบกับพื้นไม้ดังมาแต่ไกล จนมาหยุดที่หน้าตู้ห้องเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/2 ซิสเตอร์มากาเร็ตกวาดตามองลอดแว่นสีทองที่หล่อนสวมใส่อยู่ ก่อนจะเดินเข้ามาข้างในห้องเรียนที่นักเรียนทุกคนนั่งกันหน้าสลอนอย่างเป็ระเบียบ
“นักเรียน...เคารพ” นักเรียนในห้องลุกขึ้นแทบจะพร้อมกัน เมื่อได้ยินคำสั่งของ ‘แบม’ หัวหน้าห้องจอมแสบ นักเรียนทุกคนยกมือไหว้ซิสเตอร์มากาเร็ตที่ยืนเชิดอยู่ เธอพยักหน้าน้อยๆ รับรู้แล้วสั่งให้นั่งลง
“สวัสดีค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต”
“สวัสดีค่ะนักเรียน...นั่งลงได้”
“ขอบคุณค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต”
ทุกคนในห้องนั่งลงพร้อมกับความเงียบสงบ ซิสเตอร์มากาเร็ตหันไปมองเฟิร์นที่ยังยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้อง ก่อนจะตวาดขึ้นจนทำให้สมาชิกใหม่สะดุ้งโหยง
“แล้วจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม ต้องให้ซิสเตอร์กราบเรียนเธอใช่ไหมถึงจะเข้ามาในห้องได้”
ซิสเตอร์มากาเร็ตทำเสียงดุ เฟิร์นหน้าเสีย ค่อยๆ เดินก้มหน้าเข้ามายืนที่หน้าห้อง มันเป็ความรู้สึกที่ไม่ดีเอามากๆ กับการที่ตัวเองต้องกลายเป็เป้าสายตาของคนกว่ายี่สิบชีวิตในห้องเรียนที่ไม่คุ้นเคย ความรู้สึกของด็กใหม่เป็อย่างนี้นี่เอง...เธอเพิ่งเข้าใจ
“วันนี้ซิสเตอร์มีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้ทุกคนรู้จัก เขาจะมาเรียนกับเราใน่เทอมสุดท้ายของปีการศึกษา แม้จะเป็่เวลาสั้นๆ แต่หวังว่าทุกคนจะเข้ากันได้ดี มีอะไรที่พอจะช่วยเพื่อนใหม่ได้ก็ขอให้ช่วย” ซิสเตอร์มากาเร็ตบอก...ก่อนจะหันมาหาเฟิร์นที่ยังยืนก้มหน้านิ่ง “แนะนำตัวให้เพื่อนๆ รู้จักสิ”
“ค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต” เด็กสาวรับคำ เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความมั่นใจแล้วเงยหน้ามองเพื่อนใหม่ หากแต่จับโฟกัสหน้าของใครไม่ได้เลยสักคน เหมือนว่าภาพตรงหน้าทุกอย่างของเธอนั้นพร่าเบลอ หัวใจเต้นตึกตักจนแทบทะลุออกมาจากหน้าอก “สวัสดีค่ะเพื่อนทุกคน เราชื่อกีรติ ชื่อเล่นชื่อเฟิร์นค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนๆ ด้วยนะคะ”
เฟิร์นก้มตัวน้อยๆ ให้กับเพื่อนใหม่ทันทีที่พูดจบ ทุกคนในห้องพากันปรบมือให้ ซึ่งฟังจากเสียงที่ดังเปาะแปะเหมือนสายฝนหล่นลงบนหลังคาสังกะสีแล้ว เด็กสาวก็รับรู้ได้ทันทีว่าคงไม่ใช่เื่ง่ายๆกับการที่จะเข้ากับเพื่อนใหม่ที่นี่...ที่ดูจะไม่ยินดีต้อนรับเด็กใหม่มากนัก
ซิสเตอร์มากาเร็ตกวาดตามองไปจนทั่วห้องเพื่อหาที่ว่างสำหรับเด็กใหม่ จนเมื่อได้พบกับโต๊ะว่างทางขวามือแถวหลังสุด เธอจึงบอกให้เฟิร์นเข้าไปนั่งตรงนั้น
“เอาล่ะ ไปนั่งข้างหลังตรงข้างๆ ยายเอย”
“ค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต”
เฟิร์นรับคำพร้อมทั้งเดินผ่านเหล่าบรรดาเพื่อนใหม่ในห้องไปโดยไม่มองหน้าใครทั้งสิ้น จุดหมายปลายทางคือโต๊ะทางขวามือท้ายสุด...ที่ที่ซึ่งมีเด็กผู้หญิงผมยาวถักเปียเรียบร้อยนั่งยิ้มต้อนรับเพื่อนใหม่อยู่ เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ซิสเตอร์มากาเร็ตก็บ่นถึงเื่ความสะอาดของห้องเรียนอีกสักครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินออกไปเพื่อปล่อยให้อาจารย์ประจำคาบเข้ามาสอนตามปกติ
“สวัสดีเฟิร์น...ฉันชื่ออภิสรานะ เรียกว่าเอยก็ได้”
รอยยิ้มของเพื่อนใหม่ที่มอบให้มานั้นทำเอาเฟิร์นระแวงใจไม่น้อย เพราะถ้าเป็เธอ...เธอคงวางฟอร์มกับเด็กใหม่ไม่เป็มิตรมากขนาดนี้หรอก แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...การมีเพื่อนในวันแรกของโรงเรียนใหม่ก็คงไม่เลวร้ายเกินไปนัก
“สวัสดีจ้ะเอย...ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“คาบนี้เป็วิชาประวัติศาสตร์ตะวันตกน่ะ คนสอนชื่อซิสเตอร์คริสติน เธอคงยังไม่มีหนังสือสินะ ดูกับฉันไปก่อนแล้วกัน ไว้ฉันจะให้ยืมสมุดจดไปถ่ายเอกสารอ่านนะ” เอยยิ้มแย้มแล้วเลื่อนหนังสือประวัติศาสตร์ตะวันตกไปตรงหน้าของเพื่อน ก่อนจะหันไปมองหน้ากระดานเพื่อฟังซิสเตอร์คริสตินสอน
เฟิร์นถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเซ็งๆ วิชาแรกก็เจอประวัติศาสตร์เลยหรือนี่...เกลียดจริงๆเลย!
เฟิร์นไม่รู้หรอกว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง เธอแค่รู้สึกว่าสองคาบสุดท้ายของวันช่างเป็่เวลาที่ยาวนานเสียเหลือเกิน ท้องของเธอเฝ้าร้องโอดครวญเนื่องจากไม่ได้ทานอาหารเที่ยงเพราะมัวใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลิฟต์ที่โรงพยาบาลของน้าสาว
เมื่อหมดเวลาเรียนแล้ว หญิงสาวจึงขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดธรรมดาแล้วลงมานั่งเล่นที่สนามบาสฯหน้าตึกห้องสมุด มีนักเรียนหญิงหลายคนจับกลุ่มเล่นกีฬาส่งเสียงวี้ดว้ายดังไปทั่วบริเวณ บางคนก็จับกลุ่มนั่งคุยกันอยู่ทางใต้ต้นจามจุรีที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง เฟิร์นมองเหนือขึ้นไปจากรั้วโรงเรียน ท้องฟ้าข้างนอกดูสดใสอย่างที่เธอไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน อยากจะปีนกำแพงออกไปจากที่นี่เสียให้รู้แล้วรู้รอด อยากกลับไปที่โรงเรียนเก่า ไปหาเพื่อนเก่า อยากออกไปนอนมองดูฟ้าที่บ้าน ไม่อยากต้องถูกจับขังอยู่ในโรงเรียนประจำแห่งนี้
อยู่ๆ ลูกบาสเก็ตบอลก็พุ่งตรงเข้ามาตรงหน้าของเฟิร์นอย่างเร็วและแรง โชคดีที่เธอหลบทัน ไม่อย่างนั้นมันคงจะกระแทกจมูกของหญิงสาวจนเืตกยางออกเป็แน่ เฟิร์นจ้องเขม็งตรงไปยังกลุ่มนักเรียนหญิงที่กำลังเล่นบาสเก็ตบอล หวังที่จะได้ยินคำขอโทษสักคำ...แต่ก็ไม่
“ยืนบื้ออยู่ได้ เก็บลูกบาสส่งมาให้ฉันหน่อยสินังเด็กใหม่” เสียงของแบมออกคำสั่งขึ้น
เฟิร์นจำได้ดีว่าเด็กผู้หญิงคนนี้คือหัวหน้าห้องประจำชั้นเรียนของเธอ คนที่ดูสายตาไม่เป็มิตรเอาเสียเลยั้แ่วินาทีแรกที่เจอกัน
“เอ๊ะ...หูหนวกหรือยังไง!” แบมแผดเสียงขึ้นดังกว่าเก่าอย่างขัดใจ
“ฉันว่าไม่ได้หูหนวกหรอก มันอยากลองดีกับเธอมากกว่ายายแบม” หญิงสาวผมยาวประบ่าใส่ต่างหูห่วงสีเงินที่ชื่อ ‘จ๋า’หนึ่งในสมาชิกกลุ่มสุดแสบของโรงเรียนพูดเสริมขึ้น เธอปรายตามองเฟิร์นั้แ่หัวจรดเท้าแล้วเบะปากเหมือนตัวโกงในละครโทรทัศน์
“รับน้องกันหน่อยไหมพวกเรา” เพื่อนอีกคนรีบเสนอ ‘ลั้ง’ เธอเป็สาวหมวยผมยาวถักเปียหลวมๆ ดูอวบอัดจนเสื้อพละที่สวมใส่เห็นไขมันกระเพื่อมยามที่โยกย้ายตัวไปมา
ว่าแล้วทั้งสามก็เดินตรงเข้ามาหาเฟิร์นด้วยทีท่าเอาเื่ เฟิร์นเดินถอยหลัง รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต เธอไม่ได้อยากมีเื่กับใคร เธอไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนใหม่ แต่ทำไมสามคนนี้ถึงจ้องจะหาเื่เธอนักก็ไม่ทราบ
“นี่จ้ะลูกบาส” ใครคนหนึ่งขัดจังหวะด้วยการเก็บลูกบาสมายื่นให้แบม ทำให้สามสาวหยุดชะงัก แบมขัดใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าเ้าของเสียงคือเอย...เด็กสาวที่ค่อนข้างเงียบ ไม่มีพิษสงอะไรนัก ซึ่งนั่นเป็จุดอ่อนทำให้เอยมักถูกเพื่อนๆ รังแกและเอาเปรียบอยู่เป็นิจ
“สอดไม่เข้าเื่!” แบมตวาดใส่แล้วเอื้อมมือไปกระชากลูกบาสกลับมา
“แกทำเวรแทนพวกฉันเสร็จแล้วเหรอยายเอย” ลั้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนเ้านายกับคนใช้
เอยพยักหน้ารับ “เสร็จแล้วจ้ะ”
“ถุงเท้าฉันล่ะ ซักหรือยัง ถ้าพรุ่งนี้ฉันไม่มีใส่ ฉันจะเอาถุงเท้าเน่าๆ ยัดปากแก!” อีกนางมารร้ายยังแผลงฤทธิ์ไม่เลิก
“เรียบร้อยแล้วจ้ะจ๋าฉันตากให้เรียบร้อยแล้วนะ” เอยรีบบอกทันทีด้วยสีหน้าตื่นกลัว
“ดีมาก”
ยังไม่ทันจะได้สนทนากันต่อ เสียงออดก็ดังขึ้น นักเรียนหญิงที่จับกลุ่มต่างก็พากันแยกย้ายเดินตรงไปยังทางด้านหลังของโรงเรียน แบม จ๋า และลั้ง จ้องหน้าเฟิร์นอีกครั้งก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับประโยคที่ว่า
“ระวังตัวไว้ เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับพวกฉัน ระวังจะเจอดี!”
เมื่อทั้งสามเดินจากไปแล้ว เอยจึงหันมาหาเฟิร์นที่ยังอึ้งกับคำพูดและการกระทำของเพื่อนที่ไม่เคยจะคิดว่าจะมีในชีวิตจริง เธอเคยอ่านเจอแต่ในนิยาย หรือไม่ก็เคยดูในละครโทรทัศน์ คนเราร้ายได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? พ่อแม่ไม่สั่งสอนบ้างหรือยังไง...ให้ตายสิ!
“เฟิร์น...เธอโอเคไหม ?” เอยเอ่ยถามสมาชิกใหม่ด้วยความเป็ห่วง เข้าใจดีว่าเฟิร์นคงใไม่น้อยกับทีท่าของสามสาวแสบประจำโรงเรียน
“ไม่เป็อะไรหรอก ขอบใจมากนะ”
“จ้ะ ฉันว่าเธอไม่ควรไปยุ่งกับสามคนนั้นนะ เพราะสามคนนั้นน่ะร้ายมาก สิ่งที่เธอเห็นวันนี้น่ะ ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของความร้ายที่ฉันเคยเจอ ทางที่ดีอยู่ห่างๆ ไว้เถอะ อย่าไปต่อปากต่อคำ”
“ฉันก็ไม่อยากยุ่งหรอกนะ แต่ยายสามคนนั้นมายุ่งกับฉันเอง นี่เอย...ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมเธอถึงยอมพวกยายสามสาวนั่นขนาดนั้น” เฟิร์นเอ่ยถามด้วยความสงสัย อีกฝ่ายถอนหายใจยาวๆ แล้วตอบคำถาม
“ฉันทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ เพื่อทำให้ตัวเองอยู่รอดในโรงเรียนนี้ อะไรที่ทำให้ตัวเองปลอดภัย ฉันเลือกที่จะทำและอยู่อย่างสงบๆ ฉันไม่อยากอยู่อย่างร้อนรนจะตายไปแบบ เอ่อ...แบบ...” อยู่ๆ เอยก็ตะกุกตะกักจนเฟิร์นสงสัย
“แบบใครเหรอ ?”
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ เรารีบไปกันเถอะ ออดอาหารเย็นดังแล้ว เดี๋ยวเข้าโรงอาหารช้า ซิสเตอร์มากาเร็ตจะดุเอา ตามฉันมาสิเฟิร์น” ไม่ต้องรอเฟิร์นตอบรับ เอยคว้ามือของเพื่อนใหม่วิ่งลัดเลาะไปทางด้านหลังโรงเรียน โดยที่สมาชิกใหม่ยังเกิดคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ
แบบที่ว่าคือแบบใครกัน?
สักวันเธอต้องรู้ให้ได้...
โรงอาหารของโรงเรียนรูธเธอร์ฟอร์ด เมมเมอเรียลสกูล นั้นเป็อาคารชั้นเดียว รอบด้านเป็ลูกกรงมีตาข่ายขึงอีกชั้น ซึ่งเอยบอกว่ามีไว้กันพวกเหล่าแมลงวันมาก่อนกวน แต่กับเฟิร์นเองแล้วเธอมองว่ามันเหมือนเล้าหมูดีๆนี่เอง เมื่อเข้าไปภายในจะพบโต๊ะรับประทานอาหารตัวยาวตั้งอย่างเป็ระเบียบอยู่สามแถว มีนักเรียนมานั่งอยู่บ้างประปรายแล้ว ทางด้านในสุดเป็เคาน์เตอร์วางถาดหลุมสำหรับใส่อาหาร ตะกร้าช้อนส้อมและแก้วน้ำ ใกล้ๆ กันนั้นมีนักเรียนเวรคอยตักอาหารใส่ถาดหลุมให้กับนักเรียนที่มาต่อแถวรอ
“เดี๋ยวเธอไปนั่งรอก่อนก็ได้นะเฟิร์น ฉันจะไปเอาอาหารมาให้” เพื่อนใหม่อาสา แต่เฟิร์นปฏิเสธ
“ไม่ต้องหรอกเอย ฉันเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก เธอนั่งให้สบายๆ นะ ถือว่าฉันต้อนรับเพื่อนใหม่แล้วกัน เธอนั่งรอตรงนี้แหละ” เอยไม่พูดเปล่าเธอจับไหล่ของเฟิร์นให้นั่งลงที่ริมด้านหนึ่งของโรงอาหาร ก่อนที่ตัวเองจะเดินไปหน้าเคาน์เตอร์เพื่อรับถาดอาหารมาให้สมาชิกใหม่ของโรงเรียน
เฟิร์นจำเป็ต้องนั่งลงตามคำสั่งของเพื่อน หญิงสาวมองนั่นมองนี่ไปตามประสา มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนมีถาดอาหารมาวางตรงหน้าของตัวเองแล้ว หญิงสาวกล่าวขอบคุณก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง
ไม่ใช่เอย...แต่เป็แบม จ๋า และลั้ง ยืนกอดอกมองเพื่อนใหม่อย่างไม่เป็มิตร!
“กินซะสิ ฉันอุตส่าห์เอามาให้เพื่อต้อนรับเด็กใหม่” แบมกอดอกบอก
เฟิร์นไม่โต้ตอบอะไร เธอเลือกที่จะนั่งนิ่งเพราะไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่าสามสาว้าจะหาเื่แกล้งอะไรเธอเป็แน่ การอยู่เฉยๆ จึงเป็วิธีการดีที่สุดแบบที่เอยบอก
“แน่ะ...ดูมันสิ มันนั่งนิ่ง มันรังเกียจอาหารที่เธอเอามาให้นะแบม” ลั้งได้ทีรีบใส่ไฟ จ๋าพยักหน้ารับเห็นด้วยพลางปรายตาไปมองเฟิร์นด้วยทีท่ารังเกียจ
“นี่เธอจะไม่กินอาหารที่พวกฉันอุตส่าห์มีน้ำใจเอามาให้ใช่ไหม ?”
เฟิร์นยังคงเงียบ ไม่โต้ตอบ ในใจเธอเร่งให้เอยที่กำลังต่อแถวรับอาหารกลับมาให้ทัน ก่อนที่ความอดทนของเธอจะหมดแล้วก่อเื่ไม่ดีไม่งามขึ้นในวันที่เข้าเรียนวันแรก
“ไม่ได้ยินหรือไง ? ยายแบมถามว่าเธอจะไม่กินใช่ไหม ?”
ความเงียบ...แทนคำตอบ
“ได้...กล้ามาปฏิเสธสิ่งที่ฉันมอบให้เหรอ แล้วเธอจะรู้ว่าฉันน่ะร้ายกว่าที่เธอคิด!” พูดไม่ทันขาดคำ มือของแบมก็ปัดถาดอาหารบนโต๊ะล้มลงคว่ำกับพื้นโรงอาหารจนส่งเสียงดังโครมใหญ่ ทุกสายตาภายในโรงอาหารหันมามองยังที่เกิดเหตุเป็ตาเดียว สามสาวหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ
“เกิดอะไรขึ้น ?” เสียงของซิสเตอร์มากาเร็ตดังมาจากทางด้านหลังของสามสาวตัวแสบ เสียงหัวเราะหายไปแทบจะทันทีราวกับสั่งได้ แบมรีบหันไปหาซิสเตอร์มากาเร็ตแล้วจีบปากจีบคอเล่าเื่...ที่ไม่ใช่ความจริง
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต หนูผิดเองที่มีน้ำใจกับเด็กใหม่” ...ราวกับตัวโกงในละครภาคค่ำ แบมตีหน้าเศร้าได้อย่างแเีจนน่าหมั่นไส้
“หมายความว่ายังไงยายแบม ?”
“ก็ยายแบมน่ะสิคะ นึกหวังดีกลัวว่าเด็กใหม่จะไม่รู้ว่าทานอาหารกันยังไงเลยไปเอาอาหารมาให้ แต่อยู่ๆ เฟิร์นก็ปัดถาดอาหารทิ้ง แถมยังด่ายายแบมว่า ‘เสือก’ อีกค่ะ” ลั้งรีบใส่ไข่ต่อ แบมทำเป็เอ็ดเพื่อนราวกับว่าไม่อยากให้เพื่อนฟ้องซิสเตอร์มาร์กาเร็ต
“ไม่เอาน่าลั้ง”
“ก็มันเป็ความจริงนี่นาแบม” ลั้งรับบทต่อ
สองสาวแอบสบตาแล้วยิ้มให้กัน...เลิศมากย่ะ!
“จริงๆ นะคะซิสเตอร์มากาเร็ต หนูก็ได้ยินเต็มสองรูหูเลย” จ๋าเอาบ้าง ไม่อยากให้ลั้งได้หน้าจากแบมคนเดียว
“ไม่จริงนะคะซิสเตอร์มากาเร็ต หนูไม่เคยพูดหรือทำแบบนั้น หนูมีการศึกษาพอที่จะไม่แสดงกริยาต่ำๆ หรือปั้นเื่หลอกคนอื่นหรอกค่ะ ไม่เชื่อถามคนอื่นก็ได้ว่าหนูนั่งของหนูเฉยๆแล้วสามคนนี้มาหาเื่หนูก่อน จริงไหมพวกเธอ?” เฟิร์นหันไปหาพยานรอบข้าง หากน่าแปลกที่ทุกคนต่างหลบตา ไม่มีใครมองหน้าเด็กใหม่เลยสักคน ต่างคนต่างนิ่งเงียบ ทำราวกับไม่มีหูมีตาไม่อยากรับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้น
แหงล่ะ...ใครมันจะอยากหาเหาใส่หัว!
“จริงหรือเปล่าแตงกวา ?” ซิสเตอร์มากาเร็ตเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด แตงกวาอึกอัก ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี จะตอบความจริงแต่ตัวเองลำบาก...หรือจะตอบความเท็จแต่ตัวเองรอด
ไม่แปลก...ที่คนเราจะรักตัวเองมากกว่าคนอื่น
“หนูเห็นเด็กใหม่ปัดถาดอาหารจริงๆ ค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต” แตงกวาตอบพียงแค่นั้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตาไม่สบตาใครทั้งสิ้น
แบมยักไหล่อย่างผู้ชนะ ก่อนจะแกล้งแสดงละครต่อไป
“ช่างเถอะค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต ซิสเตอร์มากาเร็ตอย่าทำโทษเฟิร์นเลยนะคะ เฟิร์นคงยังไม่คุ้นชินกับอะไรที่นี่ อารมณ์เลยปรวนแปร หนูไม่อยากให้เด็กใหม่รู้สึกไม่ดีกับโรงเรียนรูธเธอร์ฟอร์ดเมมเมอเรียลสกูล ของเราั้แ่วันแรกน่ะค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต” แบมจีบปากจีบคอบอก ขณะที่ซิสเตอร์มากาเร็ตจ้องเขม็งตรงมาที่เฟิร์นอย่างไม่พอใจ
เฟิร์นรู้สึกหน้าร้อนผ่าวๆ แอบกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าที่มือของตัวเองจนเกิดรอยแดง ดวงตาที่กลมโตนั้นฉายแววโกรธเกรี้ยว แต่ก็คงทำได้เพียงแค่นั้น เฟิร์นเหมือนคนตัวคนเดียว การจะทำเป็กล้าดีเข้าไปต่อสู้กับคนหมู่มากนั้นเท่ากับเป็การฆ่าตัวตายชัดๆ
“เอาล่ะ ซิสเตอร์จะถือว่าไม่ได้เกิดเื่อะไรขึ้นก็แล้วกัน แต่อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ซิสเตอร์ไม่้าให้นักเรียนของที่นี่เป็เด็กก้าวร้าว จะเก่งกาจเส้นสายใหญ่มากจากไหนซิสเตอร์ไม่สน มาอยู่ที่นี่ทุกคนเท่าเทียมกันหมด” ซิสเตอร์มากาเร็ตทำเสียงเหี้ยม แล้วปรายตาใส่เฟิร์นเพื่อให้รู้ว่าคนที่เธอกำลังกล่าวถึงนั้นคือใคร
“แยกย้ายกันไปกินข้าวได้แล้ว จะได้รีบไปทำการบ้าน รีบไปท่องหนังสือ ส่วนเธอยายเฟิร์น...เก็บถาดอาหารให้เรียบร้อย อย่าให้ซิสเตอร์รู้ว่าทำตัวแบบนี้อีก ให้เวลาที่เหลืออีกหนึ่งเทอมของเธอที่นี่ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีโรงเรียนไหนจะรับเธอเข้ากลางคันอีกหรอกนะ” ซิสเตอร์มากาเร็ตบอก เฟิร์นพยักหน้ารับ แอบสังเกตเห็นสามสาวตัวแสบหัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจ แต่พอซิสเตอร์มากาเร็ตหันหน้าไปมอง แบมก็แสดงละครตีหน้าเศร้าได้อย่างทันท่วงที...สตรอเบอร์รี่ตัวแม่จริงๆ!
เฟิร์นก้มตัวลง ใช้ช้อนกวาดเศษอาหารใส่ถาดหลุมท่ามกลางสายตาของคนในโรงอาหาร มือไม้สั่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ อยากจะร้องกรี๊ดเพื่อระบายอารมณ์แต่ก็ทำไม่ได้ เสียงหัวเราะของสามสาวดังขึ้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจของเฟิร์น แต่เพียงแค่นั้นดูมันยังไม่สะใจพอ รองเท้าแตะสีชมพูของแบมจึงเหยียบเข้าที่เศษอาหารที่เฟิร์นกำลังเก็บอยู่ เฟิร์นเงยหน้าขึ้นมองเห็นแบมยืนกอดอกแสยะยิ้มก่อนจะพูดว่า...
“นี่เป็แค่การเริ่มต้นเท่านั้น ถ้าเธอยังกล้าดีมาลองดีกับฉัน เธอจะเจ็บตัวและเจ็บใจมากไปกว่านี้ จำใส่หัวสมองน้อยๆ ของเธอไว้ยายเฟิร์น!” พูดจบเสียงหัวเราะของสามสาวก็ดังลั่นโรงอาหารก่อนจะเดินไปอีกทาง ทิ้งให้เฟิร์นก้มหน้านิ่ง พยายามเก็บกดอารมณ์โกรธไว้ในอกอยู่แต่เพียงผู้เดียว
เอยรีบวิ่งเข้ามานั่งข้างๆ เพื่อนใหม่โดยไม่พูดอะไร เธอช่วยเฟิร์นเก็บอาหารใส่ถาด ไม่อาจมีคำปลอบใจดีๆ ให้ในเวลาที่ไฟกำลังเร้อนแบบนี้ เอาไว้รอเฟิร์นใจเย็นก่อนค่อยอธิบายให้ฟังว่าทำไมคนในโรงเรียนถึงได้กลัวยายสามคนนี้นัก กลัวจนถึงขนาดมีคนเม้าท์กันว่าทำให้นักเรียนร่วมชั้นฆ่าตัวตายมาแล้ว!
“เฟิร์น...เตรียมสวดก่อนทานข้าวเถอะ”
เอยเอ่ยชวนเพื่อนให้เตรียมตัวสวดขอบคุณพระเ้า สมาชิกใหม่ขมวดคิ้วงง แต่ก็ยอมทำตามด้วยการนำมือทั้งสองข้างมากุมกันไว้แล้วก้มศีรษะเล็กน้อย แอบเหลือบมองคนรอบข้างที่ต่างก็ทำท่าเดียวกันหมด พร้อมกับสวดบทสวดที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต
“พระเ้าข้า โปรดอวยพรแก่ข้าพเ้า และอาหารที่จะรับประทานนี้
เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตรและพระจิต อาแมน”
สิ้นเสียงบทสวดขอบคุณพระเ้า เสียงช้อนกระทบกับถาดหลุมก็ดังขึ้นแทบจะต่อเนื่องกันทันที ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทานอาหารตรงหน้า เฟิร์นมองอาหารในถาดด้วยความเบื่อหน่าย วันนี้มีข้าวสวย ผัดฟักทองเละๆ ซึ่งแทบจะหาเนื้อสัตว์ในนั้นไม่ได้ แกงหมูเทโพที่เต็มไปด้วยผักบุ้ง ซึ่งเฟิร์นคิดว่าจะหนีได้ั้แ่ตอนเรียนที่โรงเรียนประถมแถวบ้านแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอที่นี่อีก ปิดท้ายด้วยโดนัทน้ำตาล ซึ่งดูจากรูปร่างแล้วมันเป็โดนัทถุงจากตลาดสดที่ขายแบบยกแพ็ค
หญิงสาวถอนหายใจแล้วตักอาหารเข้าปาก...
อาหารสมกับบรรยากาศโรงอาหารจริงๆ
โรงเลี้ยงหมูชัดๆ!