“ข้าล้อเล่นต่างหาก” ทว่าคนที่กำลังล้อเลียนคนอื่นอยู่นั้นคล้ายว่าจะรู้สึกได้ถึงดัชนีพิฆาตที่กำลังเยื้องย่างเข้ามา จึงหันไปหาเ้าของฝ่ามือ
ทางด้านเป่ยจินเองก็เช่นเดียวกัน เมื่อรึสึกได้ว่าจวินเทียนหลงคงรำคาญเสียงพวกตนเอง จึงเอ่ยตามน้ำออกไป
“อืม ข้าเองก็เช่นกัน”
ส่วนเ้าของฝ่ามือนั้น กลับรู้สึกผิดที่ทำให้เป่ยจินรู้สึกเช่นนั้น จึงเอ่ยปฏิเสธออกมาทันที
“พี่เปล่าว่าเ้าหนา จินเออร์ พี่จะกล้ารำคาญเ้าได้เช่นไร พี่หมายถึงเ้าเด็กนั้นต่างหากเล่า โปรดอย่าเข้าใจพี่ผิดไป”
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
“จินเออร์ข้านำอาหารมาให้” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมา
จะเอ่ยว่าอาหารมือเที่ยงได้เช่นไร เมื่อมีเื่ราวมากมายเข้ามา ทำให้ในตอนนี้นั้นก็เกือบจะเป็เวลายามเว้ย (เวลา 13.00-14.59 น.) เสียแล้ว ทั้งหมดจึงได้มานั่งรวมกันในห้องนี้
อาหารที่ไป๋ฮวานำเข้ามานั้นประกอบไปด้วยสิ่งที่เป่ยจินชื่นชอบ อีกทั้งยังมีรายการอาหารที่ต้าเฟยเฉิงสั่งไว้ ไม่ว่าจะเป็ ชาดอกท้อ์ เค้กแอปเปิ้ล และแพนเค้กผลไม้
“เข้ามาได้เลยไป่ฮวา” เป่ยจินเอ่ยออกมา
“ได้ๆ”
เมื่อเห็นรายการอาหารแล้ว สายตาไม่รักดีของเป่ยจินก็เอาแต่จ้องรายการอาหารอย่างไม่ยอมผละไปไหน ไม่ว่าจะเป็หมูป่าผัดเห็ดหลากสี ต้มจืดไก่สรรค์ขมิ้น ผัดเก้าเซียนตก์
เป่ยจินตั้งชื่อเช่นนี้เพราะ้าประชดเหล่าเซียนบนสรรค์ที่กลั้นแกล้งนาง และรายการอาหารอื่นๆ อีกสามถึงสี่อย่าง
“แล้วเหตุใดต้องมาเองกันเล่า” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเป็คนยกเข้ามาเองจึงถามออกไป
“ข้าคิดว่าเ้าคง้าเวลาส่วนตัวนะ เลยถือมาให้เองดีกว่า” ไป๋ฮวาเอ่ยตอบกลับไป
นางคิดเช่นนั้นจริงๆ นั้นเพราะก่อนที่จะเข้ามาในห้องนี้ ทั้งคุณชายจินหลง สหายและคนในห้องนี้ ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับจะฆ่าฟันกัน ทั้งยังดูมีลับลมคมในอีกด้วย
“ดีเลย เช่นนั้นข้าจะแนะนำสหายให้รู้จัก”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมิมีท่าทีอยากรู้อยากเห็นอันใด ในใจของทุกคนในห้องนี้เว้นไว้เสียแต่จวินเทียนหลง ต่างเพิ่มคะแนนภายในใจให้แก่นางมาหนึ่งแต้ม
หากไป๋ฮวาได้รับรู้ความภายในใจของทุกคน ย่อมต้องยินดีเป็อย่างมาก ที่ความไว้ในในตัวนางเพิ่มขึ้น โดยมิทำอันใดให้มากความเช่นนี้
“เ้าเห็นคนชุดดำที่หน้าตาหล่อเหลาใช่หรือไม่ เขามีนามว่าจวินเทียนหลงคู่หมายข้าเอง” เมื่อได้โอกาสแนะนำ เป่ยจินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยออกมา ทั้งยังแนะนำด้วยความภาคภูมิใจเสียเต็มที่
กระทั่ง จินหลง หยางคง ต้าเฟยเฉิงถึงกับต้องเบือนหน้าหนีไปด้านอื่น เว้นเสียแต่บุรุษผู้หนึ่ง ที่ทำเพียงนั่งนิ่งๆ คล้ายกับไม่ใส่ใจอันใดในประโยคนั้น
แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบริเวณติ่งหูของคนที่โดนแนะนำตัวว่าคู่หมายของข้าเอง กำลังส่งสีออกมาจากชมพูจนแดงก่ำและลามไปเรื่อย ๆ จนถึงใบหน้าเสียแล้ว
“คารวะเ้าค่ะคุณชายจวินเทียนหลง” ไป๋ฮวาที่นั้นรับรู้ด้วยจิตใต้สำนึกของตนเองบ้างแล้ว ด้วยกิริยาของคุณ๙ยจวินเทียนหลงนั้นแสดงออกเพียงใดว่ารักและเทิดทูนสหายตนเช่นไร
‘นางเองก็อยากจะเจอบุรุษเช่นนี้บ้าง’
“อืม”
ขวับ
เทียนหลงทำเพียงตอบรับกลับไปคำหนึ่งสั้นๆ ทำเอาเป่ยจินถึงกับหันไปมองในการสงวนท่าทีของบุรุษข้างกายเสียมิได้ กลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากหรือไรนะ
“ส่วนชายชุดสีม่วง มีนามว่า เอ๊ะ…เ้าชื่ออันใดนะข้าลืม” เป่ยจินเอ่ยออกไป
นางมิใช่คนเคียดแค้นผู้ใด แต่หากมีโอกาสให้ลงมือ นางย่อมไม่เลือกวิธีการ หึหึ
“เฟยเฉิง ข้ามีนามว่า ต้าเฟยเฉิง หึหึ” ทางด้านต้าเฟยเฉิงที่เห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มต้นกลั้นแกล้งตนเองอีกครา ก็มิได้สนใจ ทำเพียงเอ่ยแนะนำตนเองออกไป
‘จะให้ข้าสนใจนางงั้นรึ ข้าสนใจดัชนีคู่ข้างกายนางมากกว่า หึยย สยองง’
“อ่อ ใช่ๆ ต้าเฟยเฉิง เป็สหายของคู่หมายข้าเอง” เห็นเช่นนั้นเป่ยจินจึงทำเพียงยักคิ้วให้อีกฝ่ายและเอ่ยสำทับไปอีกครั้ง
“คารวะคุณชายต้าเฟยเฉิงเ้าคะ”
“อืม”
“ส่วนทุกท่าน นางคือไป๋ฮวา สหายของข้าและหุ้นส่วนทางการค้าของร้านคาเฟยหลงเ้าค่ะ”
“แซ่ไป๋งั้นหรือ มิใช่ว่าเป็คนไร้แซ่แล้วหรอกหรือ” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา
“นายท่าน” ฉีกงกงนั้นแทบอยากจะหาอันใดอุดนายของตนเสียจริง นิสัยเช่นนี้ช่างแก้มิเคยหาย
กระทั่งจินหลงเอง ที่นั่งนิ่งๆ มิสนผู้ใดยังอดที่จะเอ่ยออกมามิได้ ส่วนหยางคงที่เอ็นดูไป๋ฮวาเช่นน้องสาวคนหนึ่งยังอดที่จะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของจินหลงขึ้นมาทีเดียว
“เ้า ปากเ้าช่างดีเสียเหลือเกิน” จินหลงเอ่ยออกมา
ไป๋ฮวาที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้นย่อมต้องเข้าใจ อีกฝ่ายคงรับรู้เื่ราวทั้งหมด และมีใจอยากช่วยตนเอง ด้วยเห็นว่าเป็สหายของคนกันเอง
หากคุณชายต้าเฟยเฉิงมิเอ่ยออกมา นางเองก็มิคิดจะเอ่ยออกไปเช่นกัน เื่บางเื่นางมิจำเป็ต้องบนำไปรบกวนสหายของตนเสียหมด
“ใจเย็นๆ ก่อนจินเออร์ สิ่งที่คุณชายพูดล้วนเป็ความจริง ข้านะเป็คนไร้แซ่ไปเสียแล้ว ทำอย่างไรดีละ” ไป๋ฮวายังคงเอ่ยออกมาราวกับเป็เื่ที่น่าขบขัน
ด้านเฟยเฉิงที่กำลังนั่งมองอยู่นั้น คล้ายว่าตนเองเจ็บแปลบที่หัวใจตนเองเหลือเกิน ‘หญิงสาวนางนี้ ช่างกระไรเสียจริง เ็ปปานนั้น แต่กลับแสดงออกมาเช่นนี้ หึ’
“เหตุการณ์เป็เช่นไรกันแน่ ใครพอจะเล่าให้ข้าฟังได้บ้าง” เป่ยจินที่สงบลงแล้ว จึงถามออกมาอย่างใจเย็น
“ข้าเองขอรับ” หยางคงที่เห็นแน่แล้วว่า จำเป็ต้องอธิบายให้คุณหนูของตนเองรับรู้เื่ราว แม้อีกฝ่ายจะไม่อยากเล่าเพียงใดก็ตาม
หลังจากนั้นทุกสิ่งที่เป่ยจินสงสัยจึงได้ถูกบรรยายออกมาหมด ไม่ว่าจะเป็เื่ราวที่บิดาเดินมา เพื่อยึดกิจการของบุตรสาว หรือจะเป็การประกาศตัดรายชื่ออกจากผังตระกูลไป๋
เป่ยจินที่ได้ฟังเช่นนั้น ถึงกับเดือดขึ้นมาทันที
‘เพียงแค่ตนไม่อยู่เพียงครู่เดียวแต่กลับมีคนกล้าเข้ามาหาเื่คนภายใต้การปกครองของตนเองถึงเพียงนี้’
“จะเป็การดูิ่กันเกินไปหรือไม่” ได้ฟังเช่นนั้นเป่ยจินถึงกับเอ่ยออกมา
“ว่าแต่เ้าไปรู้เื่ราวของผู้อื่นได้่เช่นไรกัน ต้าเฟยเฉิง” เป่ยจินที่พลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้หันไปถามเฟยเฉิงทันที
“ข้าเพียงนั่งรออาหารเถิด จึงทันได้เห็นละครโรงหนึ่งก็เท่านั้น” เมื่ออีกฝ่ายพูดจบก็ได้รับสายตาอาฆาตออกทันที
“จะโทษข้าได้เยี่ยงไร ข้ามิได้รู้จักกับนางจะเข้าไปยุ่งได้เช่นไรเล่า” เฟยเฉิงเอ่ยแก้ตัวออกมา
ด้านกงกงที่เห็นเหตุการณ์เสมอมา ส่ายหัวด้วยความระอาในตัวนายของตนเสียเหลือเกิน
“พี่เทียนหลงเ้าคะ เหตุใดสหายของท่านจึงเป็เช่นนี้ไปได้ มิคล้ายกับท่านสักนิด”
ด้านเฟยเฉิงที่เห็นอีกฝ่ายเอาแต่ฟ้องสหายของตน จึงทำสีหน้าล้อเลียนไปพลาง
“เฟยเฉิงพอได้แล้วกระมัง ใช่เื่ล้อเล่นได้ที่ใดกัน” เทียนหลงเอ็ดอีกฝ่ายทันที
“เช่นนั้น เ้าจะทำเช่นไรไป๋ฮวา” เสียงหนึ่งในวงสนทนาดังขึ้น