ตอนที่ 136
“คุณลุงคะป้อนอีก !!” แอนนาส่งเสียงบอกสตีฟหลังจากกินข้าวต้มคำสุดท้ายเข้าไป
“พอแล้วน่านี่ถ้วยที่เจ็ดแล้วนะ กินเยอะไม่ดีรู้มั้ยร่างกายของหนูจะปรับสภาพไม่ทันเอา” สตีฟพูด
“ไม่เอาป้อนอีกหนูยังไม่อิ่มเลย” แอนนาพูดพลางน้ำตาคลอเบ้า
โอยทำไมต้องทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ด้วยนะก็ได้ฟระ สตีฟเมื่อเห็นสีหน้าและน้ำตาที่กำลังจะร่วงของเธอก็อดใจอ่อนไม่ได้
“ก็ได้ๆอีกแค่ถ้วยเดียวนะ” สตีฟพูดก่อนจะลุกขึ้นไปตักข้าวต้มเพิ่มโดยไม่ทันสังเกตุเลยว่าพริบตาเดียวกันนั้นสีหน้าของแอนนากลับมาเป็นปกติน้ำตาที่เคยคลอก็ไม่มีอีกต่อไป
“คิกๆคุณลุงนี่เหมือนกับคุณพ่อเลยแค่บีบน้ำตานิดหน่อยก็ใจอ่อนตลอด” แอนนาฉีกยิ้มก่อนจะหัวเราะเบาๆก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเพราะสตีฟเดินกลับมาแล้ว
หลังจากสตีฟป้อนข้าวต้มให้แอนนาจนเธออิ่มแอนนาก็เริ่มอ้อนสตีฟอีกครั้ง
“คุณลุงเช็ดตัวให้หนูหน่อย” แอนนาพูด
“เช็ดตัว ??” สตีฟมองหน้าแอนนา
“ค่ะหนูรู้สึกไม่สบายตัวเลย” แอนนาพยักหน้า
ก็นะเธอไม่ได้อาบน้ำมาเกือบสองวันเราเองยังรู้สึกไม่สบายตัวเลยอากาศที่นี่ทำเอาเหงื่อออกตลอดวันเลย สตีฟคิดในใจ
“เอาล่ะๆถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเช็ดตัวให้” สตีฟพยักหน้าก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาก่อนจะเอาน้ำดื่มที่มีอยู่ในกระเป๋ามาราดผ้าให้เปียกและบิดให้หมาดๆก่อนจะค่อยๆเช็ดตัวแอนนา
เฮ้อ...ยังกับได้ลูกสาวมาคนนึกไม่ถึงเลยนะว่าดูแลเด็กจะทำเอาเหนื่อยขนาดนี้แต่ก็เอาเถอะถือว่าซ้อมไว้ละกันเพราะเรากับซาร่าก็อายุมากแล้วกลับไปคงต้องทำการบ้านบ่อยๆ เราเองก็อยากมีลูกสาวน่ารักๆแบบนี้สักคน สตีฟคิดในใจหลังจากเช็ดตัวเสร็จสตีฟก็หยิบเต๊นท์ออกมากางเตรียมตัวเข้านอน
“คุณลุงอ่านนิทานให้หนูฟังหน่อย” แอนนาพูดกับสตีฟอีกครั้ง
“อ่านนิทานด้วย !!” สตีฟแปลกใจเพราะอยู่กับแอนนาในป่ามาเป็นสัปดาห์ก็พึ่งจะเคยเจอเธอเรียกร้องให้อ่านนิทานให้ฟัง
“นะคะคุณลุงอ่านให้หนูฟังหน่อย” แอนนาพยายามอ้อนสตีฟ
เอาไงดีฟระตรูไม่เคยอ่านนิทานสักเรื่อง แถมสมัยเด็กๆพ่อกับแม่ก็ไม่เคยอ่านให้เราฟัง สตีฟคิดอย่างกลุ้มใจเขานั้นไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพวกนิทานเท่าไหร่เพราะไม่เคยอ่านและไม่เคยฟัง
“น๊า....คุณลุง” แอนนาพลางทำสายตาอ้อนวอนจนสตีฟต้องใจอ่อน
“เอ่อ...ก็ได้ละ ละ ลุงจะเล่าให้ฟังเอง” สตีฟพูดหลังจากเห็นสายตาออดอ้อนของแอนนา
“อ่ะแฮ่มเริ่มล่ะนะ....กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายคนหนึ่งเป็นเพื่อนสมัยเด็กกับหญิงสาวคนหนึ่งครอบครัวของเธอและเขาสนิทกันมากเพราะพ่อแม่ของทั้งคู่นั้นเป็นเพื่อนกันอีกทีหนึ่ง...ชายและหญิงสาวคนนั้นมักจะตัวติดกันเสมอทั้งคู่ชอบไปเที่ยวด้วยกัน...เล่นด้วยกัน...อาบน้ำด้วยกันเป็นบางครั้งเด็กชายนั้นชอบเด็กสาวเพื่อนสมัยเด็กของเขามากๆเพราะเด็กสาวคนนั้นมีในสิ่งที่เด็กชายไม่มีนั่นคือความเป็นผู้นำและความเข้มแข็ง” สตีฟเริ่มเล่าเรื่องไปเรื่อยๆโดยแอนนาคอยฟังอย่างตั้งใจ
เหอะๆตรูไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรมาเล่าเอาเรื่องชีวิตวัยเด็กตรูนี่แหละน่าจะได้ สตีฟคิดในใจเรื่องที่เขาเล่าให้แอนนาฟังนั้นคือเรื่องสมัยเด็กของเขาและซาร่านั่นเอง
สิบนาทีต่อมา
“และแล้วในวันที่เด็กชายและเด็กสาวคนนั้นสูญเสียครอบครัวไปเด็กสาวเอาแต่ร้องไห้จมอยู่กับความเศร้าวันนั้นเองเด็กชายก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเด็กสาวที่ตนเองคิดว่าเข้มแข็งและมีความเป็นผู้นำแล้วจริงๆนั้นเธอเปราะบางเป็นอย่างมากในที่สุดเด็กชายก็ตัดสินใจพูดกับเด็กสาวว่า....นี่เธออย่าร้องไห้เลยจากนี้เราจะดูแลเธอเอง...แต่งงานกันนะ” สตีฟเริ่มหน้าแดงเพราะดันไปนึกถึงตอนที่ตัวเองพยายามปลอบซาร่าตอนที่รู้ข่าวเรื่องแคนนาดา ที่สูญเสียให้สัตว์กลายพันธ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นสถานที่ที่พ่อแม่ของเขาและซาร่าไปเที่ยวด้วยกันนั่นเอง
“แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นตอบตกลงหรือเปล่าคะ” แอนนาถาม
“เหอะๆแน่นอนว่าไม่เพราะเด็กสาวนึกว่าเด็กชายล้อเล่นน่ะสิ” สตีฟนึกถึงซาร่าที่ทำหน้าเหวอตอนได้ยินเขาขอแต่งงานแบบดื้อๆ
“อ่าว...แล้วแบบนี้ทำยังไงต่อล่ะคะ” แอนนาสงสัย
“เหอะๆทำยังไงได้ล่ะก็ตื้อน่ะสิ...ด้วยความพยายามและความหน้าด้านของเด็กชายเขาคนนั้นทั้งคอยทำอาหารให้ซักเสื้อผ้าให้ ทำความสะอาดบ้านด้วยในที่สุดเด็กหญิงก็ยอมใจอ่อนและตอบตกลงแต่งงานด้วยในที่สุด” สตีฟพูดพลางนึกถึงตอนนั้นเขารู้ดีว่าซาร่าทำงานบ้านและทำอาหารไม่ค่อยจะเป็นเขาจึงเลือกจู่โจมไปยังจุดอ่อนนั้นและด้วยความที่เขามีสกิลโคตรพ่อบ้านนั่น ไม่ว่าจะเสน่ห์ปลายจวักหรืองานบ้านงานเรือนเขามั่นใจเลยว่าทำได้ดีที่สุดในสามโลกนั่นจึงทำให้เขามัดใจซาร่าได้ในที่สุด
ฟรี้ !! เสียงกรนเบาๆดังออกมาจากปากของแอนนาทำให้สตีฟมองไปที่เธอ
“ในที่สุดก็หลับซักทีนี่ถ้าเรามีลูกขึ้นมาจริงๆเราต้องมานั่งเล่านิทานให้ฟังทุกคืนแบบนี้หรือเปล่าหว่า...ไม่ได้การแล้วกลับบ้านไปต้องไปหาหนังสือนิทานมาอ่านเสียบ้าง ไม่สิหนังสือเลี้ยงลูกด้วย...ต้องศึกษาอาหารเด็กอีกเพราะเรื่องพวกนี้ซาร่าคงทำไม่เป็น” สตีฟพูดก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆแอนนา
สองวันต่อมา
หลังจากสตีฟดูแลแอนนาอยู่สองวันในที่สุดแอนนาก็แข็งแรงพร้อมจะออกเดินทางออกจากป่านี้
แต่เราจะออกจากที่นี่ยังไงดีนะหรือจะเผาต้นไม้พวกนี้ให้เหี้ยนไปเลยดีเผื่อจะหาทางออกได้ ไม่สิถ้าเผามากไปไม่แน่ว่าเราอาจจะตายเองเพราะสำลักควันเอาได้หรือจะเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินจากตรงนี้เลย ไม่ๆถ้าเกิดขึ้นบินไปแล้วเกิดมีอะไรผิดพลาดเฮลิคอปเตอร์พังขึ้นมาจะกลับบ้านไม่ได้เอา สตีฟคิดในใจ
“เป็นอะไรเหรอคะคุณลุงทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น” แอนนาถามหลังจากเห็นสตีฟมีสีหน้าเครียดๆ
“อ๋อ...ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะแค่กำลังหาทางออกจากป่านี่อยู่” สตีฟพูด
“ออกจากป่างั้นเหรอคะทำไมคุณลุงไม่เดินออกไปล่ะคะไม่เห็นยาก” แอนนาพูด
“เหอะๆถ้าเดินออกไปได้ง่ายๆลุงไม่มานั่งเครียดแบบนี้หรอกป่านี้มันพิลึกจะตายไม่ว่าจะเดินไปเท่าไหร่สุดท้ายก็กลับมาที่เดิมอยู่ดี” สตีฟบอกเหตุผลที่เดินออกไปไม่ได้
“เดินกลับมาที่เดิม ??” แอนนาสงสัยสตีฟได้ยินดังนั้นจึงเล่าให้เธอฟัง
“อ๋อ...ที่แท้ก็ปรากฎการณ์มิราจนั่นเอง” แอนนาพยักหน้าเข้าใจหลังจากได้ฟังเรื่องทั้งหมด
“ปรากฎการณ์มิราจ ???” สตีฟเหมือนจะเคยได้ยินแต่เขาจำไม่ได้
“ปรากฎการณ์มิราจคือปรากฎการที่ทำให้เกิดภาพลวงตาต่างๆจากการหักเหของแสงค่ะ แต่ในกรณีนี้หนูคิดว่าน่าจะเกิดจากพืชกาฝากที่คุณลุงบอกหนูพวกนี้มากกว่า” แอนนาชี้ไปที่ดอกไม้กาฝากที่ขึ้นอยู่บนต้นไม้
“เหอะๆนี่หนูรู้เยอะกว่าลุงอีกนะเนี่ย” สตีฟสมเพชกับความรู้ของตนที่สู้เด็กเก้าขวบไม่ได้
“ก็หนูอ่านหนังสือเยอะนี่คะเพราะวันๆหนูอยู่แต่บ้านไม่มีอะไรทำจึงได้แต่อ่านหนังสือ” แอนนาพูดเธอนั้นชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติต่างๆ
ลืมไปเลยหนูแอนนาไม่ได้ไปโรงเรียนนี่นาแถมเธอก็ไม่มีเพื่อนเธอจึงได้แต่จมอยู่กับหนังสือ สตีฟนึกขึ้นได้
“อืม..แล้วจะเอาไงดีนะ” สตีฟเองก็ไม่รู้จะเอาไงดี
“เรื่องนี้ง่ายมากค่ะคุณลุง” แอนนาพูดพลางยิ้มแฉ่ง
“ง่าย ???” สตีฟสงสัยว่าแอนนามีวิธีอะไรถึงได้บอกว่าง่าย
“คุณลุงก้มลงมาหน่อยค่ะ” แอนนาบอกพลางทำท่าเหมือนจะกระซิบสตีฟทำหน้าสงสัยแต่ก็ยอมก้มลงมา
“ซุบซิบ.....” แอนนากระซิบข้างหูของเขาบอกถึงวิธีการออกไปจากที่นี่
“หือ...ง่ายงั้นเชียว” สตีฟอุทานออกมาหลังจากได้ยินสิ่งที่แอนนาบอก
“ค่ะ” แอนนาพยักหน้า
“เอาฟระลองดูก็ไม่เสียหายเอาล่ะขึ้นมานี่” สตีฟอุ้มแอนนาขึ้นมาก่อนจะวางเธอบนคอของเขา
“เริ่มเลยค่ะคุณลุง” แอนนาพูดหลังจากขึ้นมาขี่คอสตีฟ
“อือ” สตีฟพยักหน้าก่อนจะปิดตาลงส่วนแอนนาก็เอามือเล็กๆของเธอมาปิดหูสตีฟเอาไว้และเมื่อสตีฟทำตามที่แอนนาบอกแล้วเขาก็ออกเดินทันที
สวบ !! สวบ !! เสียงสตีฟเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเขาไม่รู้ว่าวิธีของแอนนาจะได้ผลมั้ยแต่ก็นะเขาก็ไม่รู้ทำไมเขาเลือกที่จะลองทำตามที่เธอว่า
หลายชั่วโมงต่อมา
สตีฟยังเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆมีบางครั้งที่เขาชนเข้ากับต้นไม้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บอะไรเขาแค่หลบมันและเดินต่อเท่านั้นตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงมานี้สตีฟไม่ได้ลืมตาเลยสักครั้งทันใดนั้นเองจู่ๆแอนนาก็เอามือออกจากหูของเขา
“คุณลุงคะลืมตาได้แล้วค่ะ” เสียงแอนนาพูด
“หือลุงลืมตาได้แล้วเหรอ” สตีฟถาม
“ค่ะ” แอนนายืนยันทำให้สตีฟค่อยๆลืมตาขึ้นมา
“เฮ้ย...นี่เราออกมาได้แล้วงั้นเหรอเนี่ย !!” สตีฟอุทานอย่างตกใจหลังจากเห็นภาพตรงหน้าต้นไม้รอบๆตัวไม่มีดอกไม้กาฝากแล้ว แถมขนาดก็ยังกลับมาเป็นปกติ
“นี่มันเป็นไปได้ไงแค่ให้เดินหลับตา ปิดหูแค่นี้ก็ออกมาได้แล้วง่ายงี้เชียว” สตีฟอุทานออกมา
“เป็นอย่างที่หนูคิดเลยถ้าเราปิดประสาทการได้ยินและการมองเห็น ปรากฎการณ์มิราจนั่นก็ทำอะไรเราไม่ได้” แอนนาพูด
“ฮึ่ม...หนูนี่เก่งจริงๆเลยขอบใจนะ” สตีฟพูดก่อนจะอุ้มแอนนาลงมาจากคอเขาก่อนจะหาที่โล่งๆและหยิบเฮลิคอปเตอร์ออกมา
“คุณลุงจะกลับแล้วเหรอคะ” แอนนาถามหลังจากเห็นสตีฟหยิบเฮลิคอปเตอร์ออกมา
“อือ...นี่ก็เกือบสองอาทิตย์แล้วของที่ลุงต้องการก็ได้มาแล้วลุงว่าเราควรกลับกันเถอะอีกอย่างหนูแอนนาออกมาแบบนี้ก็ไม่ได้บอกใครใช่มั้ยล่ะ ลุงว่ามันไม่ดีหรอกเดี๋ยวที่บ้านหนูจะเป็นห่วงเอา” สตีฟพูด
“อืม...แล้วหนูจะได้ออกมาเที่ยวกับคุณลุงอีกหรือเปล่าคะ” แอนนาพูดด้วยน้ำเสียงดูเหงาๆ
“ไม่ต้องทำน้ำเสียงแบบนั้นก็ได้ถ้าเหงาก็มาหาลุงและซาร่าที่บ้านได้บ้านลุงหนูรู้อยู่แล้วนี่นา” สตีฟพูดเขาไม่ได้รับปากแอนนาว่าจะได้ออกมาเที่ยวแบบนี้อีก
“อืมก็ได้ค่ะถ้าอย่างนั้นกลับกันเถอะ” แอนนาพยักหน้าก่อนจะเดินขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์
“เอาล่ะลาก่อนป่าอเมซอนไว้ว่างๆตรูจะมาเที่ยวอีก” สตีฟมองดูป่าที่มอบประสบการณ์ครั้งนี้ให้เขาก่อนเขาจะเดินขึ้นเครื่องไป
เมื่อสตีฟขึ้นเครื่องเขาก็เริ่มเปิดระบบการทำงานทันที
วี้ !! เสียงเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์เริ่มทำงานก่อนไฟในห้องเครื่องจะเริ่มติดขึ้นมา
“เอาล่ะมุ่งหน้ากลับอเมริกาได้ !!” สตีฟจิ้มไปที่แผนที่ที่แสดงขึ้นมาบนหน้าจอ
รับทราบ !! เสียงบางอย่างดังขึ้นมา
“หือเสียงนี่มันจาวิส !!!” สตีฟอุทานออกมาเขายังจำเสียงเอไอนี่ได้มันคือเสียงของจาวิสที่เขาเคยได้ยินตอนที่สวมเจ้าชุดบินได้ที่ยุโรปนั่น
คุณรู้จักชื่อกระผมด้วยอย่างนั้นเหรอครับ !! เสียงเอไอนั่นถามสตีฟ
“คุณลุงคะทำไมเฮลิคอปเตอร์พูดได้ด้วยล่ะคะ” แอนนาถามเธอมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่รู้ว่ามันพูดได้ยังไง
สวัสดีครับคุณหนูผมชื่อจาวิสเป็นเอไอส่วนตัวของคุณสตาร์ค !! จาวิสแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะหนูชื่อแอนนายินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณจาวิส” แอนนาแนะนำตัวบ้าง
ว่าแต่คุณยังไม่ได้บอกผมเลยนะครับว่าคุณรู้จักชื่อผมได้อย่างไร จาวิสถามสตีฟ
“เอ่อ...ตรูจะอธิบายยังไงดีฟระ” สตีฟไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ถ้าอย่างนั้นช่างเถอะครับเอาเป็นว่ารัดเข็มขัดด้วยครับเครื่องกำลังจะเทคออฟ จาวิสไม่สนใจสตีฟ
เหอะๆไอ้เอไอเวรชื่อเดียวกันกวนประสาทเหมือนกันอีกนี่คงเป็นจาวิสรุ่นต้นแบบล่ะมั้งตรูจำได้แล้วว่าคอร์นี่เคยเห็นที่ไหนที่แท้มันก็เป็นคอร์ที่เหมือนกับเจ้าชุดเกราะบินได้นั่นสงสัยคนสร้างจะเป็นคนเดียวกัน สตีฟนึกก่อนจะคาดเข็ดขัดให้เรียบร้อย
ฟิ้ว !! เสียงเฮลิคอปเตอร์ค่อยๆบินขึ้นสตีฟมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะเห็นผืนป่าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
“ไปก่อนนะอเมซอนว่างๆตรูจะมาใหม่” สตีฟพูดก่อนเฮลิคอปเตอร์จะค่อยๆไต่ละดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนผืนป่าค่อยๆเล็กลงๆและแล้วการเดินทางในป่าของสตีฟและหนูแอนนาครั้งนี้ก็ได้สิ้นสุดลง
จบ...