ฮุ่ยชินอ๋องมาส่งพวกนางจนถึงวังตะวันออกถึงค่อยเร้นกายจากไปซูเจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เรื่องต่างๆช่างวุ่นวายเสียจริงๆ
“จือเหลียงเจ้าส่งจดหมายไปหาเจี่ยเจียอีกสักรอบให้นางส่งคนจากร้านอาภรณ์สวรรค์ไปที่จวนสกุลไห่เรื่องสิ่งทอพวกเขาเชี่ยวชาญกว่าพวกเรา ไม่ต้องบอกว่าเป็นข้าที่ต้องการร่วมธุรกิจให้ใช้ชื่อของร้านไปเลย อีกไม่นานจะต้องเกิดการผันผวนของตลาดแน่พวกเราคงรับมือกันเองไม่ไหว ให้พวกตระกูลใหญ่เข้ามาช่วยจัดการดีกว่า”
ในตอนแรกนางวางแผนไว้ว่าจะไปที่จวนสกุลน่าหลันแล้วก็จะไปที่จวนสกุลไห่ต่อแต่เมื่อมีเรื่องในวังก็ต้องบอกว่านางหมดอารมณ์เสียแล้วจึงมีการเปลี่ยนแผนเล็กน้อย
“ได้ขอรับ”
“อืม เจ้าจะไปไหนก็ไปเถอะ”
หลังจากจือเหลียงไปแล้ว ซูเจินก็มองตามหลังอีกฝ่ายไปครู่หนึ่งก่อนจะนอนเอกเขนกที่ตั่งนอนตัวยาวคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
แกวก
‘ท่านแม่ เสี่ยวไป๋กลับมาแล้วขอรับ’
เหยี่ยวขาวบินร่อนลงมาเกาะที่ขอบหน้าต่างใกล้ๆ
“กลับมาแล้วหรือ?”
ซูเจินทักทายก่อนจะนำสมุนไพรต้นหนึ่งออกมาจากกำไลมิติ เดี๋ยวนี้เสี่ยวไป๋ชื่นชอบการกินสมุนไพรเป็นพิเศษนางจึงต้องเตรียมไว้ให้เป็นรางวัลเมื่อทำงานเสร็จ
“ทางหมู่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง?”
‘ยังครึกครื้นดีขอรับคนในหมู่บ้านเข้าออกป่าตลอดเลยด้วย’
“อย่างนั้นหรือ” คงวุ่นวายกันไม่ใช่น้อย“เสี่ยวไป๋เด็กดี ข้ารู้ว่าเจ้ามาเหนื่อยๆ แต่ข้าขอร้องเจ้าสักเรื่องได้หรือไม่?”
‘ได้อยู่แล้วขอรับ ท่านแม่พูดมาได้เลย’
เสี่ยวไป๋ยืดอกของมันขึ้น ใช้ปีกข้างหนึ่งตบอกหนึ่งครั้งอย่างยินดีซูเจินยิ้มเอ็นดู
“ติดต่อเทพอสูรเสวี่ยอู่ให้ข้าที”
‘ได้เลยขอรับ’
เสี่ยวไป๋ว่าง่าย มันหลับตาลงเชื่อมจิตติดต่อหาเทพอสูรทันทีไม่นานนักก็มีเสียงของเทพอสูรดังเข้ามาในหัว
‘ว่าอย่างไรเจ้าปลาทองน้อย?’
‘ท่านแม่ของเสี่ยวไป๋ต้องการพูดกับเจ้า’
“เสี่ยวไป๋อย่าพูดอย่างนั้นพี่เสวี่ยมีศักดิ์เป็นท่านลุงของเจ้า พูดกับเขาให้สุภาพหน่อย”
‘เสี่ยวไป๋เข้าใจแล้ว ท่านลุงท่านแม่ของเสี่ยวไป๋ต้องการพูดกับท่าน’
‘เสี่ยวไป๋? เปลี่ยนชื่อแล้วหรือ?’ เทพอสูรถามขึ้นอย่างสงสัย
“เจ้าค่ะตอนนี้เสี่ยวไป๋มีรูปร่างเป็นเหยี่ยวแล้ว จะให้เรียกปลาทองน้อยก็กระไรอยู่เลยเปลี่ยนเป็นเสี่ยวไป๋แทนเจ้าค่ะ” ซูเจินตอบพี่ชายบุญธรรม
‘อ่า...แล้วติดต่อหาข้ามีอะไรเล่า?’
“พี่เสวี่ยตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนหรือเจ้าคะ?ท่านมาพบข้าสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
‘ตอนนี้อยู่สักเมืองในแคว้นหนานเจียงทำไม? มีอันใดหรือ?’
“ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่านสักเล็กน้อยเจ้าค่ะและมีเรื่องจะปรึกษาท่านด้วย”
ซูเจินบอก เทพอสูรเสวี่ยอู่เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบกลับมา ‘ก็ได้นะ ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ไหนเล่า?’
“ขอบคุณเจ้าค่ะตอนนี้ข้าอยู่ที่วังตะวันออกของหนานเจียง อยู่ที่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”
‘หืม? วังตะวันออกหรือ? เหตุใดเจ้าไปอยู่ที่นั่นได้เล่าเอาเถอะอีกสักสองสามวันข้าจะไปหาก็แล้วกัน’
“เจ้าค่ะ”
คิดว่าคงต้องใช้เวลาเที่ยวเล่นอีกสักสองสามวันสินะซูเจินนึกปลงในใจ ขนาดนางบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษายังไม่สนใจไยดีเลย
“เสี่ยวไป๋เด็กดี ขอบใจมากมา...มากินขนมพวกนี้เถอะ”
ซูเจินโยนแก่นอสูรระดับหนึ่งระดับสองหลายดวงให้เหยี่ยวน้อยกินเล่นสัตว์อสูรมักเติบโตช้า ไม่รู้ว่าเพราะเสี่ยวไป๋เป็นบุตรของเทพทั้งสองตนหรืออย่างไรเขาถึงได้ดูจะเติบโตได้ไวนัก ยิ่งให้กินของที่มีพลังปราณหรือพลังเวทก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
ซูเจินจึงมักจัดหาแก่นอสูรระดับต่ำและสมุนไพรมาให้เหยี่ยวน้อยกินเสมอเข้าไปในสุสานบรรพกาลไปไม่รู้ว่าต้องเจอสิ่งใดบ้างหากเจอเรื่องอันตรายถึงชีวิตก็ได้แต่หวังว่าสัตว์เทพมายาตนนี้จะเป็นไพ่ตายเอาตัวรอดของนางได้
“นี่ เจ้าตายหรือยัง?”ซูเจินเอานิ้วจิ้มๆเหลียงจือที่ยังคงนอนหมดสภาพ
เขารู้สึกตัวแล้วแต่ทำเพียงนอนลืมตามองด้านบนไม่ไหวติง
“โอ๊ย!” เหลียงจืออ้าปากร้องเมื่อถูกจิ้ม รู้สึกสะเทือนไปทั้งร่างกาย
“...!” ซูเจินตกใจเสียงร้องลั่นของอีกฝ่ายชักมือกลับโดยทันทีเกือบจะหลุดเสียงอุทานไปแล้ว “อะไรของเจ้า?จะแหกปากร้องทำไมข้าตกใจหมด!”
“แล้วเจ้าจะมาจิ้มข้าทำไม?! ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้วอย่างกับโดนค้อนทุบแล้วทุบอีกเป็นร้อยๆรอบ!” ขนาดด่ายังขยับแค่ปากเลยซูเจินเห็นแล้วก็ยิ้มขำ ถูกอีกฝ่ายถลึงตาใส่อีกรอบ
“แค่รีดพิษออกมาเจ็บนิดเดียวทำเป็นร้องโอดโอยไปได้”
นิดเดียวบ้านเจ้าสิ!
“แล้วเจ้ามาทำไม?”
“ข้าก็มาดูเจ้าน่ะสิ เห็นนางกำนัลบอกว่าเจ้าไม่ได้ออกมากินอะไรเลยพวกเขาก็เป็นห่วง ว่าแต่เจ้าเถอะตะวันจะตกดินอยู่รอมร่อ ไม่หิวหรืออย่างไร?”
“ก็หิว แต่ข้าไม่อยากขยับตัวมันเจ็บจี๊ดๆ”เหลียงจือบอก
“ให้ข้าประคองเจ้าลุกขึ้นไหม?หรือจะให้เรียกคนมาช่วยป้อนดี?” ซูเจินเสนออย่างเห็นใจทำท่าจะเข้าไปประคองอีกฝ่ายตามที่พูด เหลียงจือตาเหลือกขึ้นรีบปฏิเสธ
“ไม่ต้อง! ไม่กินสักวันข้าไม่ตายหรอก เจ้าไม่ต้องมาแตะตัวข้า”
ซูเจินชักมือกลับ “ข้ารึก็หวังดี ช่างเถอะๆหากเจ้าหายดีแล้วก็เริ่มหลอมโอสถเพลิงพิโรธที่จะต้องนำไปให้คนผู้นั้นเสีย ข้าจะให้จือเหลียงเอาไปให้เขาก่อนที่ประตูสุสานบรรพกาลจะปรากฏส่วนสมุนไพรหลอมโอสถต่างๆจะทยอยมาในภายหลัง คิดว่าคงต้องใช้เวลาสักหน่อยระหว่างนี้เจ้าจะทำอะไรก็ทำไปนะ ข้าคงไม่ว่างไปอีกสักพัก”
“แล้วจะให้ข้าหลอมโอสถแบบไหนบ้าง?”
“ก็พวกโอสถรักษา โอสถถอนพิษ โอสถพลัง โอสถที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทางและต้องใช้ในการรักษาชีวิตข้าต้องการโอสถพวกนี้เป็นจำนวนมาก เดี๋ยวเจ้าเห็นสมุนไพรกับวัตถุดิบเจ้าก็รู้เองแหละยังมีโอสถระดับสองกับระดับสามบางอย่างที่ข้าต้องการให้เจ้าหลอมอยู่ด้วยแต่เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง วัตถุดิบต้องใช้เวลามากสักหน่อย”
“อืม”
“หากเจ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมเจ้าก็สามารถบอกกับคนที่นำของเหล่านั้นมาส่งได้เลยนะไม่ว่าเจ้าต้องการอะไรพวกเขาก็จะพยายามหามาให้เจ้าอย่างแน่นอน”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“อ่อ ข้าจะให้จือเหลียงอยู่ที่นี่มีอะไรก็บอกกับเขาก็ได้นะ”
“ได้”
“อย่างนั้นข้าไปล่ะ”
ซูเจินแวะมาดูและสั่งการกับเขาไว้เรียบร้อยเพราะนางจะเก็บตัวบ่มเพาะจนกว่าพี่เสวี่ยจะมา คงไม่ได้ออกมาเจอพวกเขาอีกสักพัก
“ข้าขอถามอะไรหน่อย”ซูเจินถามนางกำนัลที่กำลังเดินผ่านอยู่ทางสวนงาม
“เจ้าค่ะคุณหนู”นางกำนัลน้อยค้อมกายพูดอย่างนอบน้อม
“ท่านอ๋องกลับมาหรือยัง?”
“ได้ยินว่าท่านอ๋องมีราชกิจด้านนอกหลายวันคาดว่าคงยังไม่กลับมาเร็วๆนี้เจ้าค่ะ”
“แล้วรู้หรือไม่ว่าท่านอ๋องจะกลับมาวันไหน?”ซูเจินถามต่อ
“ข้าน้อยไม่รู้เจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรถ้าอย่างนั้นหากท่านอ๋องกลับมาแล้วถามหาข้าแล้วข้ายังไม่ออกจากเรือนฝากบอกพระองค์ด้วยว่าข้ากำลังบ่มเพาะพลังอยู่หากข้าออกจากการบ่มเพาะแล้วข้าจะไปหาพระองค์เองหรือหากมีเรื่องด่วนให้บอกจือเหลียงแทนก็ได้”
“ได้เจ้าค่ะ”
“ขอบใจมาก”
...............................................
ตำนานยอดหญิงซูเจิน เล่ม 1 มีวางจำหน่ายแล้วใน MEB นักอ่านทุกท่านสามารถเข้าไปดาวโหลดได้แล้วนะคะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTE3MTE5MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEyMzk2MSI7fQ