ความเงียบงันปานป่าช้าเข้าปกคลุมลานประลองศิลาหมายเลขสี่ในทันทีที่เสียงกัมปนาทจากการปะทะสิ้นสุดลง กลุ่มหมอกควันหนาทึบและเขม่าเพลิงสีมรกตค่อยๆ ถูกสายลมพัดพาให้เจือจาง เผยให้เห็นสภาพของลานประลองที่บัดนี้แหลกลาญจนมิเหลือเค้าเดิม
แผ่นศิลาที่เคยแข็งแกร่งนับพันแผ่นแตกละเอียดกระจัดกระจาย ใจกลางลานประลองปรากฏหลุมลึกขนาดมหึมาที่ถูกอานุภาพของดาบยักษ์ฟันทะลวงกลายเป็นรอยแยกรูปดาบขนาดยักษ์ฝังลึกลงในเนื้อหิน ประหนึ่งตราประทับแห่งมัจจุราชที่จารึกไว้บนผืนพสุธา
ที่ใจกลางรอยแยกรูปดาบนั้น ร่างของเฉินมู่อดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหอโอสถนอนจมกองโลหิตอยู่ในสภาพอเนจอนาถ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ขาดวิ่นรุ่งริ่งไร้ซึ่งความสง่างาม กระบี่สีเงินครามที่เป็นอาวุธคู่กายแตกออกเป็นเศษเหล็กปักอยู่รอบกายมัน ประดุจเครื่องสังเวยให้แก่ผู้ชนะ
ทว่าภาพที่ตราตรึงใจผู้คนนับหมื่นที่สุด คือร่างของเย่เฉินที่ยืนตระหง่านอยู่ริมขอบหลุมมรณะ
เย่เฉินยังคงกำสายโซ่เหล็กไหลไว้แน่น แม้ท่อนแขนซ้ายของเขาจะบิดเบี้ยวผิดรูปและมีโลหิตไหลโชกประดุจสายน้ำ หยาดเลือดสีแดงฉานไหลซึมจากปลายแขนเสื้อ หยดลงสู่ร่องศิลาข้างเท้าดัง ติ๋ง... ติ๋ง... เลือดของเขามิได้หยุดนิ่ง ทว่ามันค่อยๆ ไหลไปตามรอยแยกรูปดาบ พุ่งตรงลงไปเบื้องล่างจนผสมรวมเข้ากับเลือดของเฉินมู่ที่นองอยู่ใจกลางหลุม กลายเป็นแอ่งโลหิตสีแดงเข้มข้นที่มิอาจแยกแยะได้อีกต่อไปว่าหยาดเลือดสายใดเป็นของผู้ใด
เขายืนนิ่งสงบดุจรูปสลักศิลา แม้ร่างกายจะพังทลายจนถึงขีดสุด ทว่าแววตาที่จดจ้องลงไปยังผู้พ่ายแพ้กลับยังคงดุดันและทรงอำนาจอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ยังมิสร่างซา ผู้อาวุโสหลิวหยวนที่นั่งอยู่บนแท่นประธานพลันลุกพรวดขึ้น รัศมีพลังกดดันอันหนักอึ้งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน
"เงียบเดี๋ยวนี้! การประลองครานี้หาได้มีความยุติธรรมไม่!" หลิวหยวนชี้หน้าเย่เฉิน "เย่เฉิน! เจ้าบังอาจใช้วิชามารนอกรีตและค่ายกลโลหิตที่ชั่วช้าเพื่อเอาชนะศิษย์ร่วมสำนัก ข้าในฐานะผู้อาวุโสหอคุมกฎ ขอประกาศให้ผลการประลองครานี้เป็นโมฆะ!"
ทว่าก่อนที่เหล่ายอดฝีมือจากหอคุมกฎจะก้าวเข้าสู่เวที เสียงกระดิ่งเงินที่กรีดกังวานหวานหูก็พลันดังขึ้นจากศาลาชมยุทธ์ฝั่งตะวันออก ซูหลิงเอ๋อร์ก้าวออกมาจากร่มเงา ท่วงท่าของนางสง่างามดุจเทพธิดาเยื้องกรายข้ามขอบฟ้า
"ท่านผู้อาวุโสหลิวหยวนโปรดระงับโทสะ... กฎของสำนักเมฆาครามระบุไว้ชัดเจน ในการประลองยุทธ์เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง ตราบใดที่มิได้ใช้อาวุธลับอาบยาพิษหรือรับพละกำลังจากโอสถต้องห้าม ย่อมถือว่าความแข็งแกร่งนั้นคือสัจธรรมสูงสุด หากท่านผู้อาวุโสจะริบสิทธิ์ผู้ชนะเพียงเพราะเขาแข็งแกร่งเกินไป เช่นนั้นการประลองสายนอกที่สืบทอดมานับร้อยปีจะมิตลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปหรือ?"
คำกล่าวของนางประดุจกำปั้นเหล็กที่ชกเข้ากลางหน้าของหลิวหยวน บีบคั้นให้มันมิอาจตระบัดสัตย์ต่อหน้ามหาชนได้
เย่เฉินเริ่มขยับกายก้าวเดินออกจากรอยแยกรูปดาบใจกลางเวที ฝ่าเท้าที่ชุ่มไปด้วยโลหิตเหยียบลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ ทุกครั้งที่ก้าวเดิน เส้นประสาททั่วร่างพลันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวประดุจถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง เขาค่อยๆ ลากดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีให้ครูดไปตามพื้นหิน เสียงโลหะเสียดสีกับศิลาฟังดูประหนึ่งเสียงคร่ำครวญของอสูรกาย
ยิ่งเย่เฉินก้าวเข้าใกล้แท่นประธาน ผู้อาวุโสหลิวหยวนก็ยิ่งลอบแผ่ซ่านแรงกดดันปราณอันมหาศาลหมายจะบีบให้เขาต้องทรุดเข่าลง ทว่าเขากลับเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องเขม็งไปยังหลิวหยวนอย่างท้าทาย จนในที่สุดเขาก็มายืนอยู่เบื้องหน้าจอกหยกบรรจุวารีทิพย์พิสุทธิ์
เย่เฉินใช้มือซ้ายที่โชกเลือดรับจอกหยกนั้นมาแล้วดื่มวารีทิพย์ลงสู่ลำคอจนหมดสิ้นในคราวเดียว!
เพียงชั่วพริบตา ความรู้สึกแรกคือความเย็นสุดขั้วที่แผ่ซ่านเข้าสู่ท่อนแขนซ้ายที่แหลกละเอียด เย่เฉินสัมผัสได้ถึงเสียงกระดูกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เริ่มเคลื่อนไหวและเชื่อมต่อกันด้วยพลังทิพย์ เส้นเอ็นที่ขาดสะบั้นเริ่มถักทอตัวเองขึ้นมาใหม่
ทว่า... เมื่อความบริสุทธิ์ของวารีทิพย์แทรกซึมลึกเข้าสู่ไขกระดูก มันกลับไปปะทะกับ "เพลิงอสูรพิษ" ที่ซึมลึกอยู่ในร่างกาย!
"อึก... อาาา!"
เย่เฉินขบกรามแน่นจนเลือดซึม ไฟมารในกายกลับคลุ้มคลั่งและรุนแรงขึ้นกว่าเดิมประดุจสัตว์ร้ายที่ได้ลิ้มรสอาหารโอชะจนพิโรธหนัก พลังสองสายที่ขัดแย้งกัน สายหนึ่งคือความเย็นเยียบที่สมานกระดูก อีกสายคือความร้อนระอุที่แผดเผาจิตวิญญาณ กำลังเข้าห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อสีโลหิตผุดซึมออกมาตามรูขุมขน ทว่าเย่เฉินยังคงยืนหยัดนิ่งสงบดุจภูผา
เขาวางจอกหยกเปล่าลงบนแท่นพิธีอย่างแรง แล้วหมุนตัวลากดาบเดินลงจากแท่นประธานอย่างองอาจ ทิ้งเสียงข่มขู่สุดท้ายของหลิวหยวนไว้เบื้องหลัง
ทันทีที่เขาก้าวพ้นเขตลานประลองและเข้าสู่เงามืดที่ไร้ผู้คน เย่เฉินกระอักเลือดดำออกมาคำโต แขนขวาที่เคยพิการและตายด้านมานาน บัดนี้กลับส่งเสียงกระดูกเคลื่อนไหวดุจมีสิ่งมีชีวิตลึกลับกำลังชอนไชอยู่ภายใน พลังศักดิ์สิทธิ์จากวารีมิได้เพียงแค่รักษา... แต่มันกำลัง "ปลุก" บางสิ่งในแขนขวาที่หลับใหลมาเนิ่นนานให้ตื่นขึ้น!
เสียงกระดูกลั่นดังสะท้านไปถึงโสตประสาท เย่เฉินใช้มือซ้ายกระชากผ้าสีดำที่พันธนาการแขนขวาไว้ออกอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้ผ้านั้น ผิวหนังที่เคยแห้งเหี่ยวกลับพองนูนและกระตุกเต้นตามจังหวะชีพจรที่รุนแรง นัยน์ตาของเขาสว่างวาบด้วยประกายสีม่วงดำเข้มข้นที่อำมหิตยิ่งกว่าเดิม
เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่มุ่งตรงไปรวมกันที่ปลายนิ้วขวาที่เคยไร้ความรู้สึก ปฏิกิริยาระหว่างวารีทิพย์กับไขกระดูกอสูรได้หลอมรวมเป็นพลังสายใหม่ที่เหนือคำบรรยาย
"ในที่สุด... เจ้าก็ตื่นขึ้นมาแล้วอย่างนั้นหรือ?"
เย่เฉินเค่นเสียงพูดผ่านไรฟันที่อาบเลือด ขณะที่แขนขวาของเขาเริ่มเปล่งแสงสีม่วงดำจางๆ ออกมาท่ามกลางเงามืด นิมิตแห่งหายนะกำลังจะอุบัติขึ้น!
[จบตอนที่ 63]