“ท่านแม่”
เด็กหน้ากลมแป้นตัวน้อยยืนอยู่ตรงหน้านาง จับมือนางเอ่ย“ท่านแม่ มาเล่นกับลูก”
นางรีบลุกขึ้นยืน อยากอุ้มเด็กน้อยเข้ามาในอกศีรษะนางส่ายโอนไปมา นางรู้ว่าตนเองมีลูกคนหนึ่งแต่คิดไม่ถึงลูกคนนี้จะโตขนาดนี้แล้ว
นางโอบเด็กน้อยเข้ามาในอก ทว่าอยู่ๆก็ััได้ถึงความไม่ถูกต้อง เด็กในอกนางเหตุใดถึงเย็นเช่นนี้กัน นางก้มหัวลงพบว่าใบหน้าเด็กน้อยที่เดิมมีชีวิตชีวากลายเป็ดำคล้ำไปทั้งตัวแล้วโลหิตสีแดงสดไหลออกจากหางตาเขา...
กู้สุ่ยเย่ว์ลืมตาขึ้นทันใดที่เข้าปะทะใบหน้ามาเป็ความมืดมิดแสนดำมืด
เป็เพียงฝันฉากหนึ่ง นางลูบท้องตนเองโดยไม่รู้ตัวหน้าท้องแบนราบ ลูกนางจากไปแล้ว...ตัวกู้สุ่ยเย่ว์แผ่ไอสังหารรุนแรงหอบหนึ่งนางจมดิ่งเข้าสู่ห้วงแค้น แทบอยากจะสับคนที่เคยทำร้ายนางพวกนั้นเป็หมื่นๆ ชิ้นขนาดในห้องมีคนเพิ่มมายังไม่อาจค้นพบ
รอสงบสติอารมณ์แล้วนางถึงสัมผัสได้ว่าในห้องมีกลิ่นอายอยู่อีกหนึ่ง ในความมืดมิดเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องนางหน้าต่างพลันถูกผลักเปิด เงาร่างสายหนึ่งไหววูบออกไปกู้สุ่ยเย่ว์หยัดกายขึ้นทันใด ห่มเสื้อคลุมแล้วทะยานข้ามหน้าต่างไป
ตรงหน้ามีเงาดำอยู่ตลอดท่าร่างคนผู้นั้นดีกว่ากู้สุ่ยเย่ว์มาก แต่นางไม่ได้คลาดกับเขาเห็นชัดว่าคนผู้นั้น้าให้นางตามหลังเขาไป
ทั้งสองคนออกจากจวนตระกูลกู้เลี้ยวผ่านโค้งหลายโค้งของเมืองหลวงที่ตกอยู่ในความเงียบสงบอันมืดมิดเงาร่างคนตรงหน้าอยู่ๆ ก็หยุดลง ฝีเท้ากู้สุ่ยเย่ว์ยั้งไม่ทันกระแทกเข้าไปในอกคนผู้นั้นอย่างแรง
“เ้าตามข้ามานานขนาดนี้เพราะอยากถวายตัวมอบกอดให้ข้ารึ”
เสียงคุ้นเคย น้ำเสียงกวนๆ กู้สุ่ยเย่ว์เงยหน้าที่เข้าสู่สายตาก็เป็หน้ากากเงินและั์ตาสีเทาเงินคู่หนึ่ง
กู้สุ่ยเย่ว์ถอยหลังสองก้าว มองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“สตรีช่างเปลี่ยนสีหน้าเก่งนัก เมื่อครู่ยังร้อนแรงดุจไฟ ตอนนี้กลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง”บุรุษเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์
“...”
สีหน้าเช่นนั้นเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา ดูแล้วช่างน่าขันนัก
บุรุษจ้องมองสตรีตรงหน้าอยู่เช่นนั้นในแววตาสีเทาเงินเจือแววสืบเสาะในแววตานางยังหลงเหลือความพยาบาทส่วนหนึ่งที่ยังไม่จางหายทำให้เขาอดรู้สึกสงสัยไม่ได้ เป็เื่อะไรที่ทำให้นางมีความแค้นขนาดนี้ได้ในแววตานางเหมือนซ้อนอดีตฝังใจอะไรไว้ ทำให้คนอดรู้สึกอยากสืบหาเสียไม่ได้
ทว่ากู้สุ่ยเย่ว์ไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้น “ข้านับถึงสิบหากเ้ายังไม่พูดอะไรอีก ข้าจะไปแล้ว”
“หนึ่ง สอง...”
บุรุษรู้สึกจนวาจาจะกล่าว
คนตรงหน้านี้ช่างทำให้เขารู้สึกสนใจจริงๆ ชีวิตนี้ของเขาเห็นคนมามาก แต่กลับไม่เคยเห็นสตรีเช่นนี้ ทำให้เขาอับจนคำพูดหมดวาจา
เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ยื่นให้กู้สุ่ยเย่ว์ “เจ้าติดค้างข้าอีกครั้งแล้ว”บุรุษเอ่ยจบ เงาร่างก็พลันหายลับไป
เวลานี้ ทิศตะวันออกตะวันขึ้นแล้วท้องฟ้าค่อยๆ ส่องสว่าง
กู้สุ่ยเย่ว์เปิดจดหมายฉบับนั้นออกด้านในเป็กระดาษแผ่นหนึ่ง ตัวอักษร้าสวยเป็ระเบียบ
ในตอนที่กู้สุ่ยเย่ว์อ่านจดหมายฉบับนั้นจบ สีหน้าก็เปลี่ยนสีทันใด ในที่สุดก็เข้าใจว่าบุรุษสวมหน้ากากผู้นั้นให้ของขวัญอะไรกับนาง
บนจดหมายฉบับนี้บันทึกชาติกำเนิดของกู้จิ่งฝานไว้
นางนึกมาตลอดว่ากู้จิ่งฝานถูกเลี้ยงข้างกายหลินซื่อเพราะมารดาผู้ให้กำเนิดตายจากตอนนี้ดูแล้วเื่ราวก็ไม่ได้ธรรมดาง่ายดายเช่นนั้น
หลินซื่อจะเป็คนจิตใจดีเช่นนั้นได้เช่นไร
กู้สุ่ยเย่ว์เดินลัดเลาะตามตรอกเล็กๆ ไปจนสุดถนนฟ้ายังไม่สว่างดี ที่นั่นกลับมีคนอยู่ผู้หนึ่งหญิงชรานางนั้นใส่เสื้อนุ่นเก่าซอมซ่อ ใบหน้าชราเต็มไปด้วยริ้วรอยตอนนี้เป็ฤดูหนาว ยามเช้าตรู่จะยิ่งหนาวเหน็บ นางเพิ่งซักเสื้อของคนหลายคนเสร็จมือหนาวแข็งจนแดงไปทั้งผืนแล้ว
กู้สุ่ยเย่ว์ยืนอยู่พักหนึ่ง เหมือนนางพบการคงอยู่ของกู้สุ่ยเย่ว์แล้ว ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองนางสายตาหนึ่ง ดวงตานางฝ้าฟาง หรี่ตามองครู่หนึ่งถึงเห็นหน้าตากู้สุ่ยเย่ว์ชัด“ท่านป้า เหตุใดถึงได้ซักผ้าเช้าขนาดนี้กัน”กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย
“เสื้อผ้าบ้านเ้านายเยอะมาก ของพวกนี้ต้องซักค่อนวันหากว่าตื่นสายแล้ว คงตากแดดไม่ทัน” หญิงชราเอ่ย
กู้สุ่ยเย่ว์รู้จากจดหมายฉบับนั้นว่านางทำงานให้ครอบครัวหนึ่งงานที่ทำค่อนข้างหนัก ทว่าเงินที่ได้กลับน้อยนิด
“ท่านป้า ลูกของท่านเล่า” กู้สุ่ยเย่ว์ถามต่อ
หญิงชราได้ยินคำถามนาง มองไปทิศทางหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว ในแววตาข่มกลั้นความเจ็บปวดและความคิดถึง จากนั้นครู่หนึ่งนางก้มหน้าลงอีกครั้ง“ระหกระเหินลำพังมาค่อนชีวิต ไม่มีลูก” นางทำงานในมือต่อไม่สนใจกู้สุ่ยเย่ว์อีก
“ท่านป้า ท่านผิดแล้ว ท่านไม่ได้ไม่มีลูก แต่ลูกถูกคนขโมยไปหรือว่าท่านไม่อยากได้ลูกตนเองคืน”
กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยจบ มือหญิงชราหยุดชะงักแล้วนางก้มหน้ามองมือตนเอง ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาฝ้าฟางมองกู้สุ่ยเย่ว์คล้ายมีวาจามากมายอยากเอ่ย แต่ท้ายที่สุด นางทำเพียงขยับปาก ทว่าไม่ได้พูดอะไร
“ท่านป้า ข้าช่วยท่านทวงลูกกลับมาได้” กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ย
เสียงนางเรียบนิ่ง แต่สำหรับหญิงชราแล้วกลับเป็การล่อลวงที่รุนแรง
ค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่นางไม่อาจข่มตาหลับนางไม่รู้ว่าลูกของนางอยู่ในที่ที่นางมองไม่เห็นมีชีวิตที่ดีหรือไม่
หลายครั้งที่นางอยากแอบเข้าไปดูลูกใกล้ๆแต่สุดท้ายก็ยังข่มกลั้นไว้
นางแก่แล้ว ผมหงอกขาวไปทั้งหัว บางทีอาจอยู่ต่อได้ไม่นาน ชั่วชีวิตนี้ของนางอาจไม่มีโอกาสได้เห็นลูกอีก ลูกนาง...เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดถึงทลายกำแพงกล้าแข็งในใจนาง หากเป็นเมื่อก่อนนางคงยอมทนความเจ็บปวดและการเคี่ยวกรำนี้เงียบๆ แต่ตอนนี้ ความปรารถนาแรงกล้าสะกดข่มความอดทนนางนางมองเด็กสาวแปลกหน้าตรงหน้า พยักหน้าอย่างไม่รู้ตัวขอเพียงให้นางได้เห็นลูกนางสักครั้ง ต่อให้ร่างกายต้องเหลวแหลกนางเองก็เต็มใจกู้สุ่ยเย่ว์พาหญิงชราเข้าประตูใหญ่จวนตระกูลกู้ทางประตูหลัก
กู้สุ่ยเย่ว์อยู่ในจวนตระกูลกู้เป็ที่เกรงกลัวน่ายำเกรงแล้วข้างกายนางมีหูตาแทรกซึมมากมาย หนึ่งในนั้นรวมถึงหลินซื่อเท้าหน้านางเพิ่งก้าวเข้าจวนตระกูลกู้พอก้าวเท้าหลังเื่ก็ถูกส่งไปถึงหูหลินซื่อแล้ว
“พาหญิงชรามานางหนึ่ง...กู้สุ่ยเย่ว์นางจะสร้างเื่อะไรอีก”หลินซื่อขมวดคิ้วเอ่ย
หลินซื่อฉลาดมาค่อนชีวิตแต่กลับคิดไม่ถึงว่าตนเองจะมาพลาดพลั้งกับเด็กสาวอายุสิบแปดสิบเก้ากู้สุ่ยเย่ว์เป็เสี้ยนตำตา ตำเนื้อนาง ขอเพียงกู้สุ่ยเย่ว์ยังมีชีวิตอยู่หนึ่งวันหลินซื่อก็จะรู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัย
“ฮูหยิน หญิงชรานางนั้นอายุหกสิบกลางๆ ผ่ายผอมอย่างยิ่งหลังค่อมโก่ง ผมขาวหงอก บนมือมีตุ่มหนังตาย เป็พวกทำงานหนัก”มามาชราเล่าสิ่งที่ตนเองเห็นอย่างละเอียด“บ่าวได้ยินพวกสาวใช้บอกว่ากู้สุ่ยเย่ว์อยากให้นางเข้าจวนมาปรนนิบัติตนเอง”
“ที่นี่คือจวนตระกูลกู้ข้ายังเป็นายหญิงใหญ่จวนตระกูลกู้อยู่ จวนตระกูลกู้คือจวนอัครมหาเสนาบดีไม่ใช่สถานที่ที่หมาแมวที่ใดจะเข้ามาส่งเดชได้”เดิมทีหลินซื่อจัดหาสาวใช้หลายนางไปปรนนิบัติกู้สุ่ยเย่ว์ แต่เพราะว่าเป็คนของนางทั้งหมดจึงล้วนถูกกู้สุ่ยเย่ว์ไล่ออกมาด้วยเหตุผลต่างๆ นานาด้วยเหตุนี้หลินซื่อจึงยังเจ็บแค้นอยู่ในใจ
กอปรกับท่าทีที่แปรเปลี่ยนที่กู้จิ่งฝานมีต่อตน หลินซื่อยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย นางโทษเรื่องทั้งหมดนี้ไปที่ตัวกู้สุ่ยเย่ว์แค้นจนอยากจะฉีกทึ้งนางในเรือนใหญ่โต เดิมทีมีเพียงกู้สุ่ยเย่ว์ที่พักคนเดียว
หญิงชราคุ้นเคยกับจวนตระกูลกู้ยิ่งแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่โดยตลอด เห็นชัดว่าสำรวมเจียมตน
นางคิดไม่ถึงว่าจะมีวันหนึ่งที่ตนสามารถกลับมายังสถานที่ห่างไกลไม่อาจเอื้อมแห่งนี้ได้
หญิงชรามีนามว่าชิวเหนียง กู้สุ่ยเย่ว์เรียกนางว่าชิวมามานางอยู่ข้างนอกทำงานหนักมาโดยตลอด มือเท้าคล่องแคล่วไม่นานก็ปัดกวาดเรือนกู้สุ่ยเย่ว์จนสะอาด
“มารดาคุณหนูคือฮูหยินหลี่หรือเ้าคะ”ชิวเหนียงแอบมองกู้สุ่ยเย่ว์สองหน หลังจากนั้นเอ่ยถาม
ตอนชิวเหนียงเข้าจวนมา ฮูหยินในจวนยังเป็หลี่ซื่อหลังหลี่ซื่อเข้าจวนไม่นาน อัครมหาเสนาบดีกู้ก็แต่งหม่าซื่อเข้าจวนมาหม่าซื่อได้รับความโปรดปรานจากท่านอัครมหาเสนาบดียิ่ง ทั้งยังอวดดีความเป็อยู่ของหลี่ซื่อฮูหยินท่านนี้ไม่ได้ดีนัก ในความทรงจำชิวเหนียง หลี่ซื่อเป็นายหญิงที่งามดุจนางเซียนนางพอเห็นเค้าหน้าฮูหยินท่านนั้นจากใบหน้าคุณหนูตรงหน้า
กู้สุ่ยเย่ว์พยักหน้า
“ฮูหยินหลี่เป็คนดี” ชิวเหนียงเอ่ย“เพียงแต่น่าเสียดาย...”
อากาศฤดูหนาวหนาวเหน็บ หิมะเพิ่งตกไปรอบหนึ่ง บนต้นไม้แขวนเต็มไปด้วยน้ำแข็งหยดย้อยงดงามบนพื้นส่วนใหญ่แข็งลื่นหมดแล้ว รองเท้าเหยียบบนพื้นส่งเสียงครืดๆเสียงเท้ากลายเป็เด่นชัดขึ้น
กู้สุ่ยเย่ว์หันหน้าไปเห็นหลินซื่อพามามาชราข้างกายนางมายืนอยู่นอกประตูพอดีดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมองนางอย่างเคียดแค้น
“คุณหนูใหญ่สุ่ยเย่ว์ หรือเจ้าคิดว่าข้าที่เป็นแม่ใหญ่ทำไม่ดี ถึงกับไปซื้อบ่าวรับใช้มาเองเช่นนี้ เจ้าไม่สนใจฐานะตนเองเต็มใจยุ่งเกี่ยวกับพวกไม่รู้หัวนอนปลายเท้า แต่ก็ต้องดูความรู้สึกของคนอื่นเขาด้วย จวนอัครมหาเสนาบดีแห่งนี้ไม่ได้มีเจ้าเพียงคนเดียวคนไร้หัวนอนปลายเท้าพวกนี้หากว่านำพาโรคร้าย แพร่กระจายให้คนอื่น...”หลินซื่อฉีกหน้ากากงามสง่าทิ้งนานแล้ว คล้ายหญิงใจดำอำมหิตพูดวาจาไม่น่าฟังออกมาตรงๆ
ทว่าในตอนที่เห็นหญิงชราที่ยืนอยู่ข้างกายกู้สุ่ยเย่ว์เสียงหลินซื่อพลันหยุดชะงัก นางมองหญิงชรานางนั้น ประหนึ่งเห็นภูตผีถอยหลังสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว “เสิ่นชิวเหนียง”